Code 63 : ความชัดเจน ที่ไม่ชัดเจน

วันพฤหัสที่ 6 พฤษภาคม 2553
ATT-Code : ความชัดเจน ที่ไม่ชัดเจน
แกนนำ นปช.ยืนยัน จะชุมนุมต่อไปจนกว่านายกฯจะประกาศวันยุบสภาที่ชัดเจน ซึ่งต้องการความชัดเจน ที่ยังไม่ชัดเจนอยู่ในตอนนี้ ประกอบกับตลาดหุ้นต่างประเทศก็ปรับตัวลดลง ส่งผลให้ตลาดบ้านเราวันนี้ได้รับผลกระทบทั้ง 2 ด้าน ทำให้ตลาดยังมีความผันผวนและไม่แน่นอนอยู่

ภาคเช้า SET เปิดที่ 787.74 จุด -9.12 จุด เพราะความรุนแรงที่เกิขึ้นในกรีซ และน้ำมันร่วงลง 7% ทำให้กลุ่มพลังงานปรับตัวลดลง แต่กลุ่มอาหารมีการปรับตัวขึ้น
อันเป็นผลจากคราบน้ำมันดิบที่รั่วออกจากแท่นขุดเจาะน้ำมัน 'ดีพวอเตอร์ ฮอไรซอน' ของบริษัท บีพี ในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งระเบิดตั้งแต่ 20 เมษายน และจมลง เมื่อ 22 เมษายนที่ผ่านมา บริเวณแถบชายฝั่งสหรัฐฯ ส่งผลให้คราบน้ำมันดิบ ไหลเข้าสู่ 3 รัฐสหรัฐฯ ได้แก่ รัฐหลุยส์เซียน่า รัฐอัลบามา และรัฐมิสซิสซิบปี้ จนต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน และจะทำให้ฤดูการจับสัตว์ทะเลมูลค่ากว่า 442 ล้านดอลล์ในปี 08 โดยเฉพาะกุ้ง ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นฤดูการจับตั้งแต่เดือนนี้ต้องประสบปัญหาการออกเรือ และทำให้อุปสงค์น้ำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ รวมถึงไทย จะปรับขึ้น ทำให้หุ้น TUF-CPF-CFRESH เด่นท่ามกลางน้ำมันรั่ว : E-Finance

ภาคเช้า SET ปิดที่ 784.82 จุด -12.04 จุด V.16,982 MB.
ต่างชาติ ขาย 1,000 ล.บ. TFEX ปิดที่ 552.40 จุด -13 จุด

ภาคบ่าย SET ปิดที่ 785.25 จุด -11.61 จุด V. 33,449 MB
SET ลงไป Low ที่ 777.79 ไม่ถึงเส้นแนวรับ MA 5 วัน ที่ 775
แล้วก็ดีดกลับขึ้นมาปิดเกือบ 10 จุด จาก Low
ก็ต้องถือว่ายังดีที่มีแรงซื้อกลับมา อย่าหลุด 775 ก็แล้วกัน

พรุ่งนี้ควรต้องติดตาม
1. เรื่องการเมือง เน้นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล
2. การแก้ไขปัญหาของยุโรปที่ยังคาราคาซังอยู่
ซึ่งปัญหาหนักอยู่ที่กรีซ ที่ต้องกู้เงิน 110,000 ล้านยูโร จาก IMF
ซึ่งจำเป็นต้องช่วยกรีซ เพื่อไม่ให้ประเทศอื่น ๆ ในยุโรป
ประสบชะตากรรมเดียวกัน นอกจากนี้ทางประเทศยูโรโซน
ต้องควบคุมวิกฤติหนี้สินในกรีซ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม
และเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจของอียูทั้งหมด

--------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ไทยรัฐ - By...อินเด็กซ์ 51 : เงาหุ้น-นครหลวงไทยแนะหุ้น!!

บทวิเคราะห์สถาบันวิจัยนครหลวงไทย มองแนวโน้มตลาดหุ้น ไทยสัปดาห์นี้ว่า ให้น้ำหนักในเรื่องการประกาศผลการดำเนินงาน ของบริษัทจดทะเบียนของไทยเพิ่มขึ้น

หลังจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์มีโอกาสยุติลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระดับที่ลดลง

ส่วนป’จจัยต่างประเทศ คาดว่าปัจจัยบวกจากการคงอัตราดอกเบี้ยของเฟดและตัวเลขเศรษฐกิจ และผลการดำเนินงานของสหรัฐฯที่ดีเกินคาด เริ่มลดลง ขณะที่ปัจจัยลบมีน้ำหนักมากขึ้น ได้แก่วิกฤติหนี้กรีซ ซึ่งตลาดเริ่มหันไปที่โปรตุเกสและสเปน หลังจากกรีซของความช่วยเหลือจากยุโรปและไอเอ็มเอฟ โดยนครหลวงไทยประเมินว่า วิกฤติหนี้ยุโรปจะยังคงดำเนินต่อไป

และประเด็นต่อมาคือ การที่ธนาคารกลางจีนประกาศปรับขึ้นเพดานสำรองของธนาคารพาณิชย์อีก 0.5% คาดว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชียไม่มาก แต่จะกระทบ หากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวกว่าคาดการณ์

ทั้งนี้ แนะกลยุทธ์การลงทุนสัปดาห์นี้ สำหรับนักลงทุนระยะสั้น แนะให้ "ซื้อเก็งกำไร" หุ้นที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมที่ยังคงมีป’จจัยพื้นฐานดี ได้แก่ CPN, MINT, BIGC, HMPRO, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC, IVL, TVO และ RCL

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ยังออกบทวิเคราะห์หุ้น Top Pick จากการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ซึ่งเป็นการคำนวณข้อมูลเชิงปริมาณทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานและด้านเทคนิค เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีความโดดเด่นทั้ง 2 ด้าน สำหรับลงทุนในรอบสัปดาห์นี้ 2 ตัว

คือ CPF แนะ "ซื้อเก็งกำไร" คาดผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 53 จะเติบโตอย่างโดดเด่นจากราคาเนื้อสัตว์ที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ CPF ได้ สต๊อกวัตถุดิบอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำไว้เพียงพอต่อการผลิตจนถึงไตรมาส 3 นี้ และการส่งออกอาหารที่มีแนวโน้มเติบโต ทั้งนี้ ประเมินว่า CPF จะจ่ายป’นผลสำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกของปี 53 ที่หุ้นละ 0.50 บาท

อีกตัวคือ PTTEP แนะให้ "ซื้อ" คาดจีนจะมีการนำเข้าน้ำมัน ดิบมากขึ้นในช่วงไตรมาส 2-3 ปีนี้ เพื่อรองรับการนำเข้ากลั่นให้ได้ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากกำลังการกลั่นใหม่ในจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลบวกต่อแนวโน้มและทิศทางราคาน้ำมันดิบ.

FSS : การเมืองยังต้องลุ้น..รอช่วงตลาดปรับพักก่อนถึงจะเลือกหุ้นเทรดดิ้ง!!
แนวโน้ม:
หลังจากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา SET ขยับขึ้นได้แรงมาก เนื่องจากการคาดหวังการคลี่คลายของสถานการณ์การเมือง เมื่อนายกฯ แถลงมาตรการปรองดอง 5 ข้อและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ให้แก่ผู้ชุมนุมพิจารณา ปรากฏว่าแม้สถานการณ์จะดูผ่อนคลายมากขึ้น แต่ก็ยังมีประเด็นที่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ ทำให้การชุมนุมทางการเมืองยังคงมีอยู่ต่อไปในเช้านี้ ประกอบกับภาวะตลาดหุ้นต่างประเทศในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาเริ่มมีแรงขายออกมาแทบทุกตลาด จากความวิตกต่อการลุกลามของปัญหาหนี้สินของประเทศในแถบยุโรป โดยค่าเงินดอลลาร์ก็แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ รวมทั้งตลาดหุ้นทั่วโลกด้วย ทำให้ FSS คาดว่าช่วงท้ายสัปดาห์นี้ SET จะมีแรงขายออกมากดดันให้ตลาดกลับมาปรับตัวลงอีกครั้งได้

กลยุทธ์: เราจึงแนะนำว่าสำหรับการเข้าเทรดดิ้งให้เน้นขายทำกำไรเมื่อตลาดขยับขึ้นหรือทรงตัว โดยจะหาจังหวะเข้าซื้อเพื่อเทรดดิ้งใหม่ต่อเมื่อมีการปรับตัวลงของ SET ก่อนเท่านั้น ซึ่งหุ้นกลุ่มที่สามารถตามเข้าเทรดดิ้งได้ เราคาดว่าจะเป็นหุ้นในกลุ่ม Domestic plays จากโอกาสที่สถานการณ์การเมืองที่คาดว่าจะเริ่มดีขึ้น ซึ่งได้แก่ กลุ่มแบงก์(KBANK, SCB, BAY) ค้าปลีก(CPALL, BIGC) อสังหาฯ(AP, PS, QH) รับเหมา(STEC, CK) นิคมฯ(ROJNA) วัสดุก่อสร้าง(SCC) ส่วนการทยอยเข้ารับเพื่อถือลงทุนระยะกลาง-ยาว ยังเน้นหุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่าราคาตามพื้นฐานมากๆ และน่าจะเลือกเข้ารับช่วงตลาดปรับลงเท่านั้น

--------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท. : FSS
-ตลาดเอเชียพักฐาน MSCI Asia ex Japan 2 วันที่ผ่านมาปรับลง 2% และเช้านี้ตลาดที่เปิดแล้วติดลบทั้งหมด ฝั่งเอเชียยังมีความกังวลกับมาตรการคุมเข้มความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนด้วยการขึ้นการกันสำรองเงินฝากของแบงก์พาณิชย์อีก 0.5% เป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ ซึ่งทำให้ต่างชาติเริ่มขายเป็นปริมาณที่มากขึ้นตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และในช่วง 2 วันที่ผ่านมาก็เริ่มขายมากในไต้หวัน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตลาดไทยซึ่งเป็นหนึ่งใน TIPs ไม่น่ารอดพ้นจากการถูกขายเช่นกัน

-ตลาดต่างประเทศกดดัน Dow Jones 2 วันที่ผ่านมาร่วงหนัก 284 จุดหรือ 2.5% S&P และ Nasdaq ตกลงกว่า 2% เช่นกัน ส่วน VIX 2 วันมานี้พุ่งขึ้น 23% มาอยู่ที่ 24.91 เพราะตลาดกลัวว่าเงินช่วยเหลือกรีซ US$1.46 แสนล้านเหรียญ (4.7 พันล้านล้านบาท) ใน 3 ปีข้างหน้า อาจไม่พอที่จะช่วยให้กรีซพ้นจากภาวะล้มละลาย ขณะที่ในประเทศกรีซเองมีจลาจลและมีคนตาย 3 คน และนักลงทุนยังกังวลว่าหนี้จะลุกลามไปยังโปรตุเกสและประเทศอื่นในยุโรป หลังจากที่ Moody’s มีแนวโน้มว่าจะลดอันดับเครดิตประเทศโปรตุเกสลง 1 – 2 ขั้นจากปัจจุบันที่ Aa2

-ดอลลาร์แข็งค่า น้ำมันร่วง 7% ค่าเงินยูโรร่วง 1.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 1.299 ดอลลาร์/ยูโร ต่ำที่สุดในรอบกว่า 1 ปี จากปัญหากรีซ ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนที่รายงานโดย ADP สร้างความผิดหวังให้ตลาดเพราะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 32,000 ตำแหน่ง ในขณะที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มกว่า 1 แสนตำแหน่ง จึงยิ่งส่งผลให้ดอลลาร์ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นที่ต้องการมากขึ้น ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจึงกดดันสินทรัพย์เสี่ยงให้ปรับลง ขณะเดียวกันสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเกินคาดมากทำให้ราคาน้ำมัน 2 วันร่วง 7% ปิดที่ US$80 และระหว่างลงไปเทรดต่ำสุดที่ US$879.25 ส่วนราคาทองในช่วง 2 วันที่ผ่านมาปรับลง US$7 ปิดที่ US$1,174.9

--------------------------------------------------------
Technical View : FSS
“ตลาดขยับขึ้นมาชนแนวต้าน 800-807 จุดอยู่ ยังต้องระวังแรงขายกดดันให้ไหลย้อนลงหาแนวรับต่างๆ ได้ ดังนั้นเน้นขายทำกำไร ส่วนจังหวะเข้ารับน่ารอตอนตลาดปรับพักตัวลงก่อนค่อยพิจารณาแรงซื้อจากแนวรับ...”
แนวรับ : 790-786*** , 775* , 770-764**
แนวต้าน : 800-807***

-------------------------------------------------------

Code 62 : วันฉัตรมงคล

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม 2553
ATT-Code : วันฉัตรมงคล - "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม"
วันฉัตรมงคลนี้ ขอนำบทความของ ลมเปลี่ยนทิศ ในคอลัม หมายเหตุประเทศไทย ของไทยรัฐ ซึ่งได้กล่าวถึงประวัติของวันฉัตรมงคล และยกตัวอย่างพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เป็น ข้อคิด และให้ นำไปคิด แล้วลงมือปฎิบัติ ด้วยความจริงใจ ก็จะทำให้การแก้ไขปัญหาและอุปสรรค์ สามารถผ่านไปได้ด้วยดี


วันนี้ "วันฉัตรมงคล" วันที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ตามโบราณราชประเพณี เป็น พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ในโอกาสนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 และดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นเสด็จไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนทรงบรรลุนิติภาวะแล้วจึงเสด็จนิวัติกลับประเทศไทย รัฐบาลจึงได้จัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นถวาย และถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมทุกปีเป็น วันฉัตรมงคลรำลึก

ในการเสด็จขึ้นครองราชสมบัติตามโบราณราชประเพณี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ซึ่งยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของพสกนิกรทุกคนตราบทุกวันนี้

ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ทรงครองแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริและพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อแผ่นดินและประโยชน์สุขของประชาชนหลายพันโครงการ ซึ่งไม่มีใครคิดออกว่า ในชีวิตของคนคนหนึ่งจะสามารถคิดโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของสังคมและประชาชนได้มากมายขนาดนี้

นอกจากนี้ยังทรงมี "พระราชดำรัส" ในที่ต่างๆมากมาย เพื่อเป็น "ข้อคิด" ให้รัฐบาล ข้าราชการและประชาชน "นำไปคิด" เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง

อย่างเช่นเรื่อง "ประชาธิปไตย" พระองค์เคยรับสั่งว่า

"ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ หากแต่อยู่ที่ประชาชนจะต้องไปใช้สิทธิใช้เสียงของตนเองให้มากที่สุด"

ในเรื่อง "ความสงบสุขของบ้านเมือง" พระองค์ก็ทรงรับสั่งว่า

"การอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนโดยเสมอหน้ากันตามกฎหมาย และโดยถูกต้องตามหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด เป็นหัวใจของการรักษาความสงบสุขของบ้านเมือง"

ในเรื่องของ "กฎหมาย" และ "ความยุติธรรม" ทรงรับสั่งว่า

"ผู้ที่ต้องการใช้กฎหมายสร้างสรรค์ความผาสุกสงบ และความเป็นปึกแผ่นก้าวหน้าของประชาชนและบ้านเมือง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาวัตถุประสงค์อันแท้จริงของกฎหมายแต่ละฉบับไว้ให้แน่นอนเสมอไป อย่างไม่มีข้อแม้ประการใดๆ พร้อมต้องรักษาอุดมคติ จรรยา ความสุจริต และมโนธรรมของนักกฎหมายไว้โดยรอบคอบ เคร่งครัด เสมอด้วยรักษาชีวิตของตนเอง กฎหมายไทยจึงจะทรงคุณค่าอันสมบูรณ์"

แม้กระทั่งเรื่อง "ความขัดแย้งในบ้านเมือง" ทรงรับสั่งว่า

"...หันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้าแก้ปัญหา เพราะว่าอันตรายมีอยู่ เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือดปฏิบัติการรุนแรงต่อกัน มันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครชนะ ไม่มีทางชนะ อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดคือประเทศชาติ..."

ผมคิดว่าเพียงไม่กี่เรื่องที่ทรงรับสั่ง ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปไตย, ความสงบสุขในบ้านเมือง, กฎหมาย, ความยุติธรรม และ ความขัดแย้งในบ้านเมือง ล้วนเป็น "ทางออก" ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในปัจจุบันทั้งสิ้น

ขอเพียงทุกฝ่ายทุกคนนำพระราชดำรัสนี้ไป "คิด" แล้วลงมือ "ปฏิบัติ" ด้วยความ "จริงใจ" ผมเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างในบ้านเมืองวันนี้ แก้ไขได้แน่นอน.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

--------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ไทยรัฐ - By...อินเด็กซ์ 51 : เงาหุ้น-อารมณ์ดี...มีความสุข!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 4 พ.ค.53 ปิดที่ 796.86 จุด เพิ่มขึ้น 33.35 จุด หรือ 4.37% มีมูลค่าการซื้อขาย 41,708.01 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,525.68 ล้านบาท

หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTT ปิดที่ 269 บาท เพิ่มขึ้น 12 บาท, PTTEP ปิดที่ 157.50 บาท เพิ่มขึ้น 5.50 บาท, SCB ปิดที่ 88.50 บาท เพิ่มขึ้น 6.50 บาท, KBANK ปิดที่ 97.25 บาท เพิ่มขึ้น 7 บาท และ BANPU ปิดที่ 682 บาท เพิ่มขึ้น 40 บาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป มองแนวโน้มตลาดวันที่ 6 พ.ค.ว่า อยู่ในแนวโน้มเชิงบวกหลังสถานการณ์การเมืองดูคลี่คลายและชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะล่าสุดแกนนำคนเสื้อแดงยอมรับข้อเสนอแนวทางปรองดองของนายกรัฐมนตรีแล้ว

ทั้งนี้ มองว่าตลาดรอบนี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 820 จุดซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมก่อนที่ดัชนีจะปรับตัวลดลง และอาจได้เห็นการปรับเพิ่มเป้าหมายของดัชนีหุ้นไทยของบรรดาโบรกเกอร์สำนักต่างๆด้วย แต่ตลาดอาจกลับมาให้น้ำหนักกับปัญหาเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น ทั้งปัญหาของกรีซ และแผนปฏิรูปการเงินของสหรัฐฯ

แนะกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้สามารถซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้น หรือ "เทรดดิ้ง" ได้เพิ่มขึ้นเป็น 75% ของพอร์ต จากเดิม 30% ขณะที่ประเมินแนวต้านไว้ที่ 820 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 785 จุด

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย คาดดัชนีมีโอกาสทะลุ 800 จุดมาที่ 820 จุดได้ แนะนำให้ซื้อหุ้นในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองก่อนหน้านี้ซึ่งราคาปรับตัวลงแรง เช่น กลุ่มโรงแรม นิคมอุตสาหกรรม และอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกัน ยังสามารถเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงานและปิโตรเคมีได้

ปิดท้าย บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ที่เคยแนะให้ซื้อหุ้น LANNA, KCE, TUF, SMT, SSI, RCL, TTA และ PTTEP ยังให้ถือกันต่อไปได้ และอาจเพิ่มหุ้น KBANK, KTB, BAY, SCB และ TOP

เท่านั้นยังไม่พอ ยังสามารถเลือกเล่นสั้นได้ในหุ้น CPN ERAWAN IVL TCAP ได้อีก!!
--------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
ไทยรัฐ : ดาวโจนส์ร่วงกว่า200จุดกังวลวิกฤติกรีซ
ตลาดหุ้นนิวยอร์กดิ่งฮวบกว่า 200 จุด หลังนักลงทุนไม่วางใจว่ากรีซและยุโรปจะพ้นวิกฤติการเงิน ด้านราคาน้ำมันลดลงอยู่ที่ระดับ 82.74 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล...
สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่า การซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดตลาดวันนี้ ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 200 จุด เพราะนักลงทุนกังวลว่าเงินช่วยเหลือรัฐบาลกรีซมูลค่าถึง 146,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4,700 ล้านล้านบาท ในช่วง 3 ปีข้างหน้า อาจไม่เพียงพอที่จะช่วยยื้อเศรษฐกิจของกรีซให้พ้นจากภาวะล้มละลายได้ ทั้งยังจะทำให้ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรอื่น ๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย ส่งผลดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 10,926.77 ร่วงลง 225.06 จุด หรือ 2.02% จุด ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 2,424.25 จุด ลดลง 74.49 จุด หรือ 2.98% ดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 1,173.60 จุด ลดลง 28.66 จุด หรือ 2.38%

ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ ร่วงลง 3.45 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 82.74 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 5,411.11 จุด ลดลง 142.18 จุด หรือ 2.56% ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 6,006.86 จุด ลดลง 160.06 จุด หรือ 2.60% ดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,689.29 จุด ลดลง 139.17 จุด หรือ 3.64% ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ลดลง 3.27 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 85.67 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 1,168.60 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ ลดลง 14.10 ดอลลาร์สหรัฐ จากเมื่อวันจันทร์ ซึ่งปิดที่ 1,182.70 ดอลลาร์สหรัฐ.

--------------------------------------------------------

Code 61 : ปรองดองอย่างมีระบบและยั่งยืน

วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม 2553

ATT-Code : ปรองดองอย่างมีระบบและยั่งยืน
เมื่อคืนนี้ นายกรัฐมนตรีออกมา แถลง5 ข้อ สร้างความปรองดอง วอนทุกฝ่ายร่วมมือ เพื่อให้ประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติ หากสำเร็จ พร้อมจัดการเลือกตั้งใหม่ วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้...
หลังจากนั้นบรรดาแกนนำเสื้อแดง ก็ได้มีการยอมรับข้อเสนอนายกรัฐมนตรี เตรียมหารือกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในวันนี้ หรือ ก่อนวันฉัตรมงคล คาดจะมีการยุบสภาในเดือนกันยายน...

ดังนั้นก็ขอย้อนกลับไปข้อความในวันศุกร์ คือการตั้งสมมติฐานของรอยเตอร์ เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ (มี 4 สมมุติฐาน)
Case#1 สถานการณ์รุนแรงขึ้น ความเชื่อมั่นลดลง ตลาดหุ้นผันผวน เหตุรุนแรงจะทำให้ราคาลดลง ตามด้วยช้อนซื้อเก็งกำไร เพราะหุ้นไทยยังมีราคาถูก
Case#2 รัฐบาลผสมล่ม ยุบสภา และ เลือกตั้งใหม่ จะมีความวุ่นวายมากขึ้น จะส่งผลให้กระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า กระทบการลงทุน เงินบาทอ่อนค่า
Case#3 เกิดรัฐประหาร รอยเตอร์ชี้ว่า แก้ปัญหาไม่ได้ (หากเกิดนองเลือด เครดิตประเทศจะถูกลดลง ราคาหลักทรัพย์และพันธบัตรจะลดลงฮวบฮาบ)
Case#4 รัฐบาลและเสื้อแดงประนีประนอมกันได้ คงเกิดขึ้นยาก หากเกิดขึ้นจริง จะฟื้นความเชื่อมั่น ค่าเงินบาท และราคาหุ้นจะขยับสูงขึ้น

อ่านสมมุติฐานแล้ว คงอยากเห็น Case 4 แต่คงเป็นไปได้ยากส์ จริงๆ

Case 2 กับ 3 เกิดแล้ว คงไม่ดีต่อเศรษฐกิจแน่นอน
ส่วน Case 1 ต้องดูว่า รุนแรงแล้วจบ จะจบแบบไหน ตลาดจะลงแรงแล้วกลับขึ้นมาใหม่จริงหรือไม่ และก็ต้องตอบคำถามเรื่องการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต


จากที่เคยคาดว่า Case 4 นั้นคงจะเป็นไปได้ยาก บัดนี้ต้องบอกว่า มันเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงแล้ว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะฟื้นความเชื่อมั่น ค่าเงินบาท และราคาหุ้นจะขยับสูงขึ้น ก็คงต้องรอคำตอบจากแกนนำ นปช. ว่าจะมีข่าวดีก่อนวันฉัตรมงคล หรือไม่
เห็นว่าทุกฝ่ายก็เริ่มมีบันไดของตนเองแล้ว จะก้าวลงกันมั้ย "อยากจะเห็นประเทศไทยเป็นฝ่ายชนะ ส่วนกลุ่มอื่นๆ อาจจะไม่มีใครชนะ มีแต่คนที่เสียสละ"

ภาคเช้า หุ้นไทยรับข่าวดี โรดแม็ปมาร์ค
โดย SET เปิด 786.62 จุด +23.11 จุด
TFEX เปิดที่ 552.5จุด +18.60 จุด
ปิดตลาดเช้าที่ระดับ 798.00 จุด +34.49 จุด V. 26,241.04
ต่างชาติซื้อ 1,200 ล.บ.
SET มีลักษณะเป็น Golden Cross โดยเส้น 5 วันตัด 10 วันแล้ว
MACD ก็ตัดเส้น Signal Line แล้ว ทำให้ทางด้าน Technic ดูดีมาก
โดยแนวต้านต่อไปอยู่ที่ BB Top ที่ 818 จุด

ข่าวจาก FSS แจ้งว่า : การเมืองเริ่มไม่แน่นอน ... หลังอดีตนายกฯ ทักษิณ ออกโรงเตือน นปช. คิดดีดี แต่ออกตัวให้แกนนำ นปช.ตัดสินใจเอง... ดังนั้นต้องระวังจังหวะแกว่งของตลาดจากท่าทีของแกนนำ นปช. ด้วย!

ภาคบ่าย Set ปิดที่ 796.86 จุด +33.35 จุด V.41,708 MB.
และก็ Confirm เป็น Golden Cross แล้ว โดยมีแนวต้านที่ 810 ก่อนที่จะไป High เดิมที่ 820 ซึ่งก็ใหล้เคียงกับ BB Top


--------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ไทยรัฐ - By...อินเด็กซ์ 51 : เงาหุ้น-แนะหุ้นพลังงาน-เคมี!!
สถาบันวิจัยเคจีไอประเมินตลาดหุ้นเดือน พ.ค.ว่า หากดัชนียืนเหนือระดับ 772.15 จุดไม่ได้ อาจปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับที่ 734.54 จุด แต่หากยืนเหนือได้มีลุ้นได้เห็น 858.10 จุด

4 ตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางตลาดเดือนนี้ได้แก่
1. ราคาน้ำมันโลก
2. แนวโน้มดัชนีดาวโจนส์
3. แนวโน้มหุ้นกลุ่มพลังงานและ
4. แรงซื้อขายของต่างชาติ
ทั้งนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันโลกหากปรับขึ้นได้ต่อจะแสดงสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและคาดดัชนีดาวโจนส์จะปรับตัวขึ้นได้จากการฟื้นตัวของกำไรบริษัท โดยขณะนี้ภาพของเศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัว ดังนั้นจึงคาดว่าหุ้นกลุ่มที่ผูกกับปัจจัยภายนอกคือกลุ่มพลังงาน, เคมี, เหล็ก, สังกะสีและกลุ่มเดินเรือ จะมีผลกำไรดีขึ้น ราคาหุ้นก็จะปรับสูงขึ้นได้ และด้วยไตรมาส 1 ของกลุ่มแบงก์ที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์นั้น และคาดว่ากำไรของธุรกิจกลุ่มอื่นๆ จะดีขึ้นด้วย จึงมองแนวโน้มดัชนีราคาหุ้นจะสูงขึ้นได้ในเดือนนี้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเดือนนี้ แนะให้ซื้อหุ้นที่ผูกไว้กับปัจจัยภายนอก ที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อแนวโน้มการทำกำไรของบริษัท เช่น หุ้นพลังงานและเคมี

หุ้นเด่นที่แนะให้ซื้อคือ PTTCH มีแนวรับที่ 98.50 บาท ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 120 บาท, PDI แนวรับ 21.80 บาท แนวต้าน 27 บาท, PTTAR แนวรับ 25.50 บาท แนวต้าน 31.00 บาท, TOP แนวรับ 44.25 บาท แนวต้าน 53.50 บาท, PTT แนวรับ 240 บาท แนวต้าน 286 บาท

HANA แนวรับ 21.80 บาท แนวต้าน 26.25 บาท, LH แนวรับ 4.70 บาท แนวต้าน 5.75 บาท, BANPU แนวรับ 582 บาท แนวต้าน 700 บาท, BAY แนวรับ 18.10 บาท แนวต้าน 21.50 บาท, SSI แนวรับ 1.54 บาท แนวต้าน 1.81 บาท, SCB แนวรับ 77 บาท แนวต้าน 90.50 บาท และ TSTH แนวรับ 1.64 บาท แนวต้าน 1.90 บาท!!

ตลาดหุ้นต่างประเทศ ฮั่งเส็ง ปิด 20,811.36 ลดลง 297.23 จุด, สเตรทไทม์ ปิด 2,944.22 จุด ลบ 29.39 จุด, คัมโพสิตมาเลเซีย ปิด 1,346.89 จุด บวก 0.51 จุด, คัมโพสิต เกาหลีใต้ ปิด 1,721.21 จุด ลบ 20.35 จุด, เวทเต็ด ไต้หวันปิด 7,952.17 จุด ลบ 52.08 จุด

ดาวโจนส์ (30 เม.ย.) ปิด 11,008.61 จุด ลดลง 158.71 จุด, เอฟที-100 (30 เม.ย.) ปิด 5,553 จุด ลบ 64.55 จุด.

FSS : ภาพการเมืองเริ่มเป็นบวกมากขึ้น .. เลือกหุ้นเทรดดิ้งตามได้!!
เช้านี้คาดว่าประเด็นการเมืองภายในประเทศจะเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั่วไป หลังคืนวานนี้นายกฯ แถลง Roadmap แนวทางปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อ พร้อมกำหนดวันเลือกตั้งใหม่คือ 14 พ.ย. ซึ่งเร็วขึ้นกว่าข้อเสนอครั้งก่อนของรัฐบาลประมาณ 2 เดือน ขณะที่การยุบสภาฯ คาดว่าน่าจะเกิดได้เร็วขึ้นกว่าการเจรจาครั้งที่แล้วประมาณ 3 เดือน แต่ยังต้องรอการตอบรับอย่างเป็นทางการจากแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมในวันนี้ก่อน ขณะที่ด้านตลาดต่างประเทศถือว่าปัจจัยโดยรวมค่อนข้างเป็นบวก ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด และตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในเอเชียก็ออกมาดีด้วยเช่นกัน รวมถึงความคืบหน้าของการแก้ปัญหาหนี้สินของกรีซ ส่งผลให้นักลงทุนกลับมามีความมั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ทำให้ FSS คาดว่าวันนี้ SET มีโอกาสที่จะดีดตัวขึ้นไม่ต่ำกว่า 1% จากแนวโน้มความคืบหน้าที่ดีขึ้นทางด้านการเมือง โดยหุ้นกลุ่มที่จะนำตลาด ซึ่งสามารถตามเข้าเทรดดิ้งได้ เราคาดว่าจะเป็นหุ้นในกลุ่ม Domestic plays ได้แก่ กลุ่มแบงก์(KBANK, SCB, BAY) ค้าปลีก(CPALL, BIGC) อสังหาฯ(AP, PS, QH) รับเหมา(STEC, CK) นิคมฯ(ROJNA) วัสดุก่อสร้าง(SCC) นอกจากนี้ยังมีหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (PTTEP, TOP, IRPC) ที่คาดว่าจะบวกขึ้นตามการขยับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลกด้วย ขณะที่หุ้นกลุ่มส่งออกและ Commodities ที่นำตลาดในเดือนก่อน มีสิทธิที่จะ Underperform ในวันนี้

ประเด็นสำคัญวันนี้
-การเมืองเป็นบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือนเศษ เมื่อคืนนี้นายกฯ แถลง Roadmap แนวทางปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อคือ
1. ให้คนไทยร่วมมือกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
2. ปฏิรูปประเทศ
3. ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของสื่อในการนำเสนอข่าวสาร
4. ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์สูญเสียที่เกิดขึ้น
5. แก้กฎหมายต่างๆ หรือรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นธรรม
และหากทุกอย่างดำเนินไปตามนี้ รัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 14 พ.ย. นี้ ซึ่งหมายความว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นประมาณกลางเดือน ก.ย. นี้ ซึ่งเกิดหลังการผ่านร่างงบประมาณปี 2554 และการโยกย้ายแต่งตั้งตำแหน่งแล้ว หรืออีกประมาณ 5 เดือนนับจากนี้ ส่วนท่าทีของแกนนำ นปช. ดูจะยอมรับมากขึ้นและประกาศว่าจะมีการประชุมและสรุปในวันนี้หรือก่อนวันฉัตรมงคล การเมืองที่เป็นประเด็นกดดันตลาดมา 1 เดือนเศษ มีพัฒนาการที่ดีขึ้นจึงประเด็นบวกต่อตลาดในวันนี้
-หุ้นขึ้น 10 จุด? ในอดีต ยุบสภาแล้วหุ้นมักขึ้นเฉลี่ย 0.3% ในวันรุ่งขึ้น ยกเว้นครั้งที่นายทักษิณประกาศยุบสภาในเดือน ก.พ. 2549 ครั้งนั้นทำให้หุ้นขึ้นทันที 1.5% หรือ 11 จุด และโดยเฉลี่ยแล้วยิ่งเข้าใกล้วันเลือกตั้ง หุ้นยิ่งมีโอกาสบวกมาก จึงคาดว่าวันนี้ก็ไม่ต่างกันมากนักมีโอกาสที่หุ้นจะบวกไม่ต่ำกว่า 1% หุ้นที่นำตลาดจะตรงกันข้ามกับเดือนก่อนคือ Domestic plays (แบงก์ ค้าปลีก อสังหาฯ รับเหมา นิคมฯ วัสดุก่อสร้าง) ส่วนกลุ่มส่งออกและ Commodities ที่นำตลาดในเดือนก่อน จะ Underperform ในวันนี้
-ตลาดต่างประเทศเป็นใจ วันศุกร์ที่ผ่านมา Dow Jones ร่วง 158 จุดเพราะ GDP 1Q10 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดคือ +3.2% annualized แต่ตลาดคาด 3.4% อย่างไรก็ตาม วันจันทร์ที่ผ่านมา Dow Jones กลับมาปิดบวก 143 จุดจากข่าวดีที่กลุ่ม EU และ IMF ให้เงินกู้แก่กรีซกว่า US$1.45 แสนล้านเหรียญ นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจก็ออกมาดีกว่าคาด ได้แก่ ISM (วัดข้อมูลที่เกี่ยวกับภาคการผลิต) การใช้จ่ายของผู้บริโภค (เพิ่มติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6) รวมทั้งผลประกอบการของหลายบริษัท ยกเว้นการใช้จ่ายในการก่อสร้างที่ต่ำกว่าคาด ตลาดหุ้นที่บวกแรงส่งผลให้ราคาน้ำมัน 2 วันที่ผ่านมาบวก US$1.02 มาปิดที่ US$86.19
-ดุลการค้าของประเทศในเอเชียแข็งแกร่ง วันจันทร์ที่ผ่านมา เกาหลีใต้และไต้หวันรายงายยอดส่งออกเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดส่งออกของเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 ในเดือน เม.ย. โดยเพิ่มขึ้น 31.5% Y-Y ต่ำกว่าที่ตลาดคาดเพียงเล็กน้อย รัฐบาลคาดว่าการส่งออกในปีนี้ของเกาหลีใต้จะเติบโต 13% เทียบกับปีก่อนที่หดตัว 14% ส่วนไต้หวันมียอดส่งออกเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 ในเดือน มี.ค. โดยเพิ่มขึ้น 50.1% Y-Y ดุลการค้าของประเทศในเอเชียที่แข็งแกร่งนับเป็นข่าวบวกกับเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกถึง 65% - 70% ยอดส่งออกของไทยเดือน เม.ย. จะประกาศประมาณวันที่ 19 – 20 เดือนนี้ เชื่อว่าจะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ล่าสุด ธปท. ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกทั้งปีเป็น 25% - 28% จากเดิม 18.5% - 21.5%

--------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
ไทยรัฐ : หุ้นมะกันบวกกว่า140จุดจากตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้น
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ บวกกว่า 140 จุด จากตัวเลขการจับจ่ายผู้บริโภคเดือนมี.ค. และ ดัชนีภาคก่อสร้างสูงเกินคาด รวมถึง ไอเอ็มเอฟ และอียูปล่อยกู้ให้กรีซ...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 3 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ว่า ภาพรวมการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐวันนี้ปิดตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น โดยได้รับอานิสงส์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสหภาพยุโรป (อียู) มีมติปล่อยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกรีซ รวมทั้งรายงานจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ที่ระบุว่าตัวเลขการจับจ่ายผู้บริโภคเดือนมีนาคม และดัชนีภาคการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นเกินความคาดหมาย โดยดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 11,151.83 จุด เพิ่มขึ้น 143.22 จุด หรือ 1.30% ดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 1,202.26 จุด เพิ่มขึ้น 15.57 จุด หรือ 1.31% ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 2,498.74 จุด เพิ่มขึ้น 37.55 จุด หรือ 1.53%

ส่วนราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 4 เซนต์ ปิดที่ 86.19 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปิดที่ 5,553.29 จุด ลดลง 64.55 จุด หรือ 1.15% ดัชนี DAX ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต ปิดที่ 6,166.92 จุด ปรับขึ้น 31.22 จุด หรือ 0.51% และดัชนี CAC 40 ตลาดปารีส ปิดที่ 3,828.46 จุด ปรับขึ้น 11.47 จุด หรือ 0.30% ส่วนน้ำมันดิบเบรนต์ ตลาดลอนดอน ปิดที่ 88.94 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.50 ดอลลาร์สหรัฐ

ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ปิดที่ 1182.70 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ เพิ่มขึ้น 2.60 ดอลลาร์สหรัฐ

--------------------------------------------------------
หุ้นเด่น - ประเด็นข่าว: FSS
IRPC ปันผล 15 สต.ทิ้งทวนก่อนควบรวม เชื่อครึ่งปีกำไร 5 พันล้าน อานิสงส์ “เซี่ยงไฮ้เวิลด์เอ็กซ์โป” IRPC เตรียมปันผลทิ้งทวนก่อนควบ PTTAR ลุ้นจ่ายงวดครึ่งแรกปีนี้ 0.15 บาทต่อหุ้น หลังประเมินกำไรเฉียด 5,000 ล้านบาท เหตุกำไรสุทธิเติบโตเกินคาดจากอานิสงส์ราคาเม็ดพลาสติกไต่ระดับสูง ขณะที่ได้รับประโยชน์จากงานเอ็กซ์โปในจีน มั่นใจหนุนยอดขายปีนี้ขยับเพิ่ม ด้าน “ไพรินทร์”โชว์ค่าการกลั่นรวมไตรมาส 2/53 สูงกว่า 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เตรียมชงบอร์ดอนุมัติโครงการใหม่เพียบ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-05-2010)
• ซีไอเอ็มบียันทำดูโอไทยดักซื้อ CIMBT ก่อนแม่เข้า ซีไอเอ็มบี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ไม่ถอดใจ พร้อมเดินหน้าทำ dual listing กับตลาดหุ้นไทย แม้ปัจจัยทางการเมืองกดดัน “วิเชฐ” มั่นใจยังไม่มีขอเลื่อนแผนเข้าเทรดเหมือนเดิม แค่รอปิดงบไตรมาสแรกที่มาเลเซียก่อนที่จะยื่นไฟลิ่งมายังก.ล.ต. งานนี้ทำหุ้น CIMBT คึกคัก ก่อนหุ้นแม่เข้าเทรด สัญญาณเทคนิคสวยวอลุ่มสนับสนุน แนวต้าน 3.16 บาท (ที่มา:นสพ.ข่าวหุ้น 4-05-2010)
• TSTH กำไรพุ่ง 345% MILLเป้า 3.40 บาทรับเหล็กกำลังขาขึ้น ลุ้น TSTH-MILL แจงงบหรู รับอานิสงส์ราคาเหล็กขาขึ้นดันยอดขายกระฉูด “ทาทาสตีล” กำไรไตรมาส 4/53 พุ่ง 345% เป็น 81 ล้านบาท เชื่อทั้งปีไม่ต่ำกว่า 176 ล้านบาท ส่วน “มิลล์คอนฯ” ไม่แพ้ไตรมาส 1/53 กำไรโต 133% หนุนรายได้ทั้งปี 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีออเดอร์ล่วงหน้ารอส่งมอบกว่า 7-8 หมื่นตัน (ที่มา: นสพ.
ข่าวหุ้น 4-05-2010)
• IVL เทกกิจการโรงไฟฟ้าซื้อวันนี้รับปันผล 33 สต. IVL ควักเงินเทกโอเวอร์สาธารณูปโภคประเทศเนเธอร์แลนด์ ผลิตไอน้ำกระแสไฟฟ้า กำลังการผลิต 24 เมกะวัตต์ หวังลดต้นทุนด้านพลังงาน เผยกระบวนการเสร็จเดือน พ.ค.53 ลั่นวันนี้ (4 พ.ค.53) ซื้อหุ้นวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 6 พ.ค.นี้ รับปันผล 0.33 บาทต่อหุ้น โบรกฯ แนะ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 23 บาท ขานรับกำไรปี 53
แตะ 6,686 ล้านบาท ด้านรายได้ 100,797 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-05-2010)
• กสิกรฯ เตือนหุ้นไทยเสี่ยงสูง บล.กสิกรไทย ชี้ตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงรออยู่ข้างหน้า เผย 4 ปัจจัยมีผลกระทบต่อการลงทุน Q3 มีสิทธิรูดแตะ 670-680 จุด จากปัญหาการเมืองและกองทุนมะกันลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยง ตามแผนปฏิรูปสถาบันการเงินของโอบามาด้านมูดี้ส์ห่วงการเมืองไทยฉุดเครดิตไทยร่วง ส่วนสัปดาห์ดัชนีผันผวนต่อ ระยะสั้นแนะเล่นหุ้น PTTEP, PTTCH (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-
05-2010)
• แบงก์โอนเงินแม้วขาด คลังสั่งไล่บี้พจมานต่อ บีบขายกองทุน SCB กรมบัญชีกลางเผย 6 แบงก์พาณิชย์โอนเงินทักษิณและครอบครัว ทั้งสิ้น 4.9 หมื่นล้านบาท ตามคำสั่งศาลฯ แล้ว แต่ยังขาดอีก 163 ล้านบาท เร่งประสานอัยการสูงสุดยื่นคำร้องศาลฯยึดทรัพย์ตระกูลชินวัตรเพิ่ม เล็งบีบขายกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ จากคุณหญิงพจมานต่อ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-05-2010)
• เปิดแผนธุรกิจใหม่ EE ปีนี้รายได้มัน 22 ล้านเอทานอลรอแจ้งเกิด เปิดแผนธุรกิจใหม่ EE ลุยเดินหน้าก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอลเสร็จปี’55 เงินลงทุน 3,000 ล้านบาท กู้ 2,000 ล้านบาท เงินสด 1,000 ล้านบาท “วรเจตน์” ลั่นเอทานอลยังไม่ส่งรายได้ งัดที่ดินจำนวน
6.5 พันไร่มาพัฒนา แบ่งเป็นปลูกมันสำปะหลัง ต้นไผ่ และยูคาลิปตัส เก็บเงินเข้ากระเป๋าเบื้องต้นปีนี้แตะ 22 ล้านบาท ปีหน้าเพิ่มเป็น 29 ล้านบาท และในปี’55 เติบโต 35 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-05-2010)
• CPALL กำไรไตรมาสแรก 1.4 พันล้าน เชียร์ซื้อก่อนแขวน XD รับเงินปันผล 80 สตางค์ CPALL วิ่งทิ้งทวนก่อนแขวน XD รับปันผล 80 สตางค์ โบรกฯ เชียร์ “ซื้อลงทุน ราคาเป้าหมาย 27.75 บาท มองพื้นฐานเติบโตต่อเนื่อง ลุ้น Q1/53 กำไรพุ่ง 26.90% แตะ 1.4 พันล้านบาท จากยอดขายสาขาเดิม-ใหม่โต พร้อมปรับโปรดักต์ เพิ่มมาร์จิ้น ส่วนสถานการณ์ชุมนุม “ปิยะวัฒน์” ยันไม่กระทบ การันตียอดขายปีนี้ตามเป้าโต 10-15% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-05-2010)
• TVO ไตรมาส 2 ดีกำลังผลิตใหม่เพิ่มรับอานิสงส์ภัยแล้งดันราคาถั่วเหลือง TVO ได้โรงงานใหม่ทดสอบเดินเครื่องตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. 2,000 ตันต่อวัน คาดต้นทุนการผลิตจะเริ่มลดลงชัดเจนตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI แนวโน้มราคาถั่วเหลืองกลับมาเติบโต หลังรับอานิสงส์ภัยแล้ง ส่วนไตรมาส 1/53 กำไร 274 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-05-2010)
• "บัวหลวง" ลงหุ้นเต็มพอร์ต เชื่อมั่นตลาดหุ้นระยะกลาง-ยาวยังไปได้ดี บลจ.บัวหลวงเผยกองทุนหุ้นเต็มสัดส่วนการลงทุนแล้วเชื่อปัจจัยบวกเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยระยะกลางและยาวยังขยายตัวได้ดี ส่วนระยะสั้นยอมรับปรับพอร์ตลดน้ำหนักการลงทุนและเปลี่ยนตัวเล่นบ้าง เชื่อปัญหาการเมืองไม่กระทบการซื้อขายหุ้นหรือการลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัท จากเม็ดเงินที่ทยอยเข้าลงทุนต่อเนื่อง ขณะที่บางกลุ่มหันลงทุน LTF&RMF เพิ่มหลังตลาดหุ้นปรับตัวลดลง (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-05-2010)

--------------------------------------------------------
Technical View : FSS
“ดัชนียังสามารถแกว่งอยู่ในกรอบ 750-770 จุดโดยประมาณได้ และปิดวันได้ดีพอควร แต่กราฟรายสัปดาห์และรายเดือนยังแสดงอาการอ่อนแออยู่ ดังนั้นถ้าจะเข้าเทรดดิ้งต่อต้องรอให้ทะลุผ่าน 770 จุดขึ้นได้ก่อน ...” แนวรับ : 757-750*** , 740-737* , 730-715**
แนวต้าน : 770-773*** , 785-790*

-------------------------------------------------------

Code 60 : หยุด 3 วัน อันตรายมั้ย

วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม 2553
ATT-Code : หยุด 3 วัน อันตรายมั้ย
หยุด 3 วันนี้ คงต้องติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นที่ ร.พ.จุฬา วันนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี ไม่มีการกระทบกระทั่งกัน อาจเป็นเพราะ
1. เป็นวันแรงงาน ทำให้รัฐเน้นเรื่องการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบต่อการชุมนุม
2. มีฝนตกลงมาและมีลมอย่างแรง
ส่วนตอนค่ำเห็นข่าวออกมาว่าพรุ่งนี้จะมีการขอพื้นที่คืนบางส่วน ก็ต้องติดตามกันดูว่าจะสามารถเจรจากันได้หรือไม่ หรือต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่านั้น

Head Line News
เงาหุ้น -
ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ตลาดจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในประเทศ โดยเฉพาะมีช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
- แนะกลยุทธ์การลงทุนให้เทรดดิ้ง โดยหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาหุ้น อ่อนตัวลง ด้านเทคนิคประเมินแนวรับไว้ที่ 746 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 765 จุด
- โดยเปิดโผหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมืองมากนัก และน่าสนใจทยอยเข้ารับ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE) เกษตรและอาหาร (CPF) ค้าปลีก (CPALL, BIGC, HMPRO, MAKRO) โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า และน้ำประปา (TTW) เป็นต้น

TNN : กรณ์ยันหุ้นไทยยังมีเสถียรภาพ แม้ปัญหาการเมืองสุม
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ยืนยัน ตลาดหุ้นไทยยังมีเสถียรภาพ หลังการเมืองกดดันแต่ดัชนีฯยังยืนอยู่ได้ ด้าน ผจก.ตลาดหุ้น ระบุ เหตุนักลงทุนเทขายหุ้นช่วง 5 วันนี้ เพราะระวังตัวประกอบกับยังกังวลและรอดูสถานการณ์ทางการเมือง

TNN : น้ำมันดิบบวก98เซนต์-ดาวโจนส์ดิ่ง158.7จุด
น้ำมันดิบตลาดปิดบวก 98 เซนต์ โดยได้แรงหนุนจากน้ำมันรั่วที่อ่าวเม็กซิโก ขณะที่-ดาวโจนส์ร่วง 158.71 จุดหลังสหรัฐเผย GDP


----------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ไทยรัฐ - By...อินเด็กซ์ 51 : เงาหุ้น-มีหุ้นมาให้เลือก!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 30 เม.ย.53 ปิดที่ 763.51 จุด เพิ่มขึ้น 10.31 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 19,690.39 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 760.93 ล้านบาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ตลาดจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองในประเทศ โดยเฉพาะมีช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

แนะกลยุทธ์การลงทุนให้เทรดดิ้ง โดยหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาหุ้น อ่อนตัวลง ด้านเทคนิคประเมินแนวรับไว้ที่ 746 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 765 จุด

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะกลยุทธ์การลงทุนให้ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว โดยให้ปรับเพิ่มระดับการลงทุนเป็น 50% ของพอร์ต โดยสามารถเข้าซื้อเก็งกำไรในหุ้นพลังงานและธนาคารได้ตามการลงทุนของต่างชาติ

ด้านเทคนิค หากดัชนียืนเหนือระดับ 780 จุดได้ ยังสามารถปรับเพิ่มการลงทุนขึ้นเป็น 70-80% ของพอร์ตได้ แต่หากดัชนีปรับตัวลงต่ำกว่า 750 จุด แนะนำให้ถือเงินสด เพื่อรอรับ เพราะดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดต่ำลงไประดับ 700 จุดได้

ปิดท้าย บล.ฟินันเซีย ไซรัส ออกบทวิเคราะห์เปิดโผหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการเมืองมากนัก และน่าสนใจทยอยเข้ารับ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE) เกษตรและอาหาร (CPF) ค้าปลีก (CPALL, BIGC, HMPRO, MAKRO) โรงพยาบาล โรงไฟฟ้า และน้ำประปา (TTW) เป็นต้น

รวมถึงหุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่าราคาตามพื้นฐานค่อนข้างมาก ได้แก่ KBANK, SCB, BBL, BAY, AP, PS, LH, QH, CPN, PTTEP, ROJNA เป็นต้น

แถมให้อีกหน่อย โฟกัสหุ้น CPF ที่ช่วงหลังมานี้ร้อนแรงเกินพิกัด หลัง แทบทุกโบรกฯกดปุ่มเชียร์ นำโดยดีบีเอสวิคเคอร์ส ให้ราคาพื้นฐานสูงกว่าใครเพื่อนที่ 19.50 บาท ตามด้วยเคจีไอ 17.80 บาท, ยูไนเต็ด 17.60 บาท, ซิกโก้ 17.50 บาท, ฟิลลิป 17.25 บาท, นครหลวงไทย 17.00 บาท, กิมเอ็ง 16.80 บาท และเอเซียพลัส 16.12 บาท !!

ข่าวเศรษฐกิฐ : กรณ์ยันหุ้นไทยยังมีเสถียรภาพ แม้ปัญหาการเมืองสุม
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ยืนยัน ตลาดหุ้นไทยยังมีเสถียรภาพ หลังการเมืองกดดันแต่ดัชนีฯยังยืนอยู่ได้ ด้าน ผจก.ตลาดหุ้น ระบุ เหตุนักลงทุนเทขายหุ้นช่วง 5 วันนี้ เพราะระวังตัวประกอบกับยังกังวลและรอดูสถานการณ์ทางการเมือง

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสที่หลักทรัพย์จัดตั้งขึ้นมาครบรอบ 35 ปีว่า ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมีเสถียรภาพ เห็นได้ว่าแม้จะมีภาวะกดดันจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ยังสามารถยืนอยู่ได้ โดยไม่ได้ปรับตัวลงรุนแรง สะท้อนให้เห็นได้ว่านักลงทุนมีความเข้าใจตลาดได้ดี ดังนั้นเชื่อว่าหลังจากนี้หากสถานการณ์ของปัญหาการเมืองในขณะนี้ยุติ หรือจบลงได้ แนวโน้มของการทำกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ก็น่าจะดีขึ้น ดัชนีหุ้นไทยก็น่าจะสามารถปรับตัวขึ้นได้อีก

“ความจริงแล้วตลาดทุนไทยค่อนข้างมีสเถียรภาพ ทุกคนแปลกใจว่าทำไมตอนนี้ตลาดทุนไทยถึงยังยืนอยู่ได้ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีนักลงทุนที่หลากหลาย แต่ก็มีความเข้าใจในปัจจัยและภาวะตลาดได้ดี" รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศและการชุมนุมที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะ จ.ภูเก็ต ยอดจองห้องพักของนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียงร้อยละ 12 และกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศแล้วกว่าร้อยละ 0.5 ซึ่งหากยืดเยื้อถึงสิ้นปีอาจกระทบจีดีพีถึงร้อยละ 2

ด้านนางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า สาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติมีแรงขายสุทธิออกมาในช่วง 5 วันทำการ รวมกันสูงสุดในรอบ 5-6 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากต่างชาติมีความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากกังวลและรอดูสถานการณ์ทางการเมือง อย่างไรก็ดี ประเมินได้ยาก ว่าเม็ดเงินที่ขายออกมาจะไหลออกไปยังต่างประเทศ หรือจะยังอยู่ในประเทศเพื่อจะกลับมาลงทุนในตลาดหุ้น แต่ยังเชื่อว่า ทิศทางการลงทุนของตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี

ขณะที่ นายวิเชฐ ตันติวานิช รองผู้จัดการสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ในปีนี้จะมีบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่มาทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 1 แสนล้านบาท.

-------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
TNN : น้ำมันดิบบวก98เซนต์-ดาวโจนส์ดิ่ง158.7จุด
น้ำมันดิบตลาดปิดบวก 98 เซนต์ โดยได้แรงหนุนจากน้ำมันรั่วที่อ่าวเม็กซิโก ขณะที่-ดาวโจนส์ร่วง 158.71 จุดหลังสหรัฐเผย GDP

1 พ.ค. 53 : สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย.พุ่งขึ้น 98 เซนต์ ปิดที่ 86.15 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 86.25-86.25 ดอลลาร์

ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์เดือนพ.ค.ดีดขึ้น 3.73 เซนต์ ปิดที่ 2.2888 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 4.07 เซนต์ ปิดที่ 2.3963 ดอลลาร์/แกลลอน

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ปิดบวก 54 เซนต์ แตะระดับ 87.44 ดอลลาร์/บาร์เรล

ซึ่งตลาดน้ำมันนิวยอร์กได้แรงหนุนหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคไตรมาสแรกปีนี้ ดีดตัวขึ้น 3.6% ทำสถิติขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 และมากกว่าไตรมาสสี่ปีที่แล้วที่ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคขยายตัวเพียง 16%

นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกปีนี้ของสหรัฐ ขยายตัวในอัตรา 3.2% ต่อปี แต่ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัว 3.4% ต่อปี และต่ำกว่าไตรมาสสี่ปีที่แล้วที่ขยายตัว 5.6% ต่อปี

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังเข้าซื้อสัญญาน้ำมันดิบหลังจากมีรายงานว่า เหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลจากบ่อน้ำมันของบริษัทบีพีในอ่าวเม็กซิโก ทำให้บีพีสูญเสียน้ำมันดิบจำนวนมากถึง 5,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งสูงกว่าที่สำนักงานสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) ประเมินไว้ที่ระดับ 1,000 บาร์เรล/วัน ถึง 5 เท่า

การรั่วไหลดังกล่าวเกิดขึ้น เนื่องจากเกิดการระเบิดจนเป็นเหตุให้แท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ของบริษัทบีพีจมลงในช่วงกว่าหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจุดที่เกิดอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองนิวออลีนส์ประมาณ 130 ไมล์ ส่งผลให้เกิดคราบน้ำมันลอยเป็นแพในรัศมี 16 ไมล์นอกชายฝั่ง และทำให้บีพีต้องจ่ายเงินวันละ 6 ล้านดอลลาร์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดน้ำมันที่รั่วไหลและเพื่อหยุดการรั่ว โดยครอบคลุมถึงการใช้เครื่องบินโปรยสารเคมี การใช้กระบวนการให้กลายเป็นไอ (evaporation) และกระบวนการอื่นๆทางธรรมชาติ เพื่อสลายคราบน้ำมัน

ขณะที่ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลง 158.71 จุด หรือ 1.4% ปิดที่ 11,008.61 จุด ดัชนี S&P 500 รูดลง 20.09 จุด หรือ 1.7% ปิดที่ 1,186.69 จุด และดัชนี Nasdaq ดิ่งลง 50.73 จุด หรือ 2% แตะที่ 2,461.19 จุด

ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กมีอยู่ราว 1 พันล้านหุ้น มีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในอัตราส่วน 2 ต่อ

ด้านนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า จีดีพีไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัวในอัตรา 3.2% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัว 3.4% ต่อปี และต่ำกว่าไตรมาสสี่ปีที่แล้วที่ขยายตัว 5.6% ต่อปี

โดยปัจจัยที่ช่วยหนุนจีดีพีไตรมาสแรกขยายตัวมาจากตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ดีดตัวขึ้น 3.6% ทำสถิติขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 และมากกว่าไตรมาสสี่ปีที่แล้วที่ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคขยายตัวเพียง 16% แต่นักวิเคราะห์คาดว่า ผู้บริโภคอาจลดการใช้จ่ายลงเนื่องจากอัตราว่างงานในสหรัฐยังคงเคลื่อนไหวที่ระดับสูงถึง 9.7% และคาดว่าอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ คาดว่ารายได้ที่ชะลอตัวลงและการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ยากขึ้นของผู้บริโภค อาจทำให้ตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลงด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับปัจจัยลบจากข่าวที่ว่า อัยการของรัฐบาลกลางสหรัฐเริ่มดำเนินการสอบสวนทางอาญาในกรณีการฉ้อโกงของโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นการโอนเรื่องมาจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) โดยข่าวดังกล่าวฉุดหุ้นกลุ่มการเงินดิ่งลงอย่างหนัก

SEC ยื่นฟ้องโกลด์แมน แซคส์ ในช่วงกลางเดือนเม.ย. ในข้อหาพยายามปกปิดข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับตราสารหนี้ "ABACUS 2007-AC1" ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกัน หรือ ตราสารซีดีโอ (collateralized debt obligation) ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนเป็นมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดยกลุ่มนักลงทุนที่ได้รับความเสียหายครั้งนี้รวมถึงธนาคารไอเคบี ของเยอรมนี และธนาคารเอบีเอ็น อัมโร ของเนเธอร์แลนด์

สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ปรับลดน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นโกลด์แมน แซคส์ ลงสู่ระดับ "sell" ส่งผลให้ราคาหุ้นโกลด์แมน แซคส์ ปิดร่วง 9.4% ขณะที่หุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ และหุ้นเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ปิดร่วงลงกว่า 3%

นักลงทุนจับตาดูการประชุมระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และรัฐบาลกรีซ ที่มีเป้าหมายจะสรุปเงื่อนไขมาตรการให้ความช่วยเหลือกรีซในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังจากเอสแอนด์พีประกาศลดอันดับความน่าเชื่อของกรีซลงสู่ระดับไม่น่าลงทุน หรือระดับขยะ (junk status) และลดอันดับความน่าเชื่อถือของโปรตุเกสลง 2 ขั้น สู่ระดับ A- จากระดับ A+ พร้อมกับให้แนวโน้มเป็นลบ

----------------------------------------------------------------