Code 331 : ฝรั่งขายทั่วภูมิภาค ขายในไทย 5 พันล้าน

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม 2554

ATT Code : ฝรั่งขายทั่วภูมิภาค ขายในไทย 5 พันล้าน
ลงไป Low 1008 แล้ว Rebound ขึ้นมา 10 จุด มาปิดที่ 1018 จุด.... ยืน 1015 ได้ ลุ้น Rebound ระยะสั้น 1020-1025 จุด

----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
10 มค. 54 ( -14.53 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

ปรับฐานใหญ่ ถ้าต่ำกว่า 1029.96 จุด
การปรับตัวลง ต่ำกว่า 1029.96 จุดต่ำสุดของวันสิ้นปี และแนวรับตามธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน จะทำให้ตลาดจบรอบการ
ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ (เดิมคาดไว้เป้าหมาย1104 – 28 จุด) และ มีโอกาสปรับฐานใหญ่แถว900 – 940 จุด สำหรับภาพไตรมาสหนึ่งปีนี้

ตราบใด ไม่ต่ำกว่า 1029.96 จุดต่ำสุดของวันสิ้นปี ดัชนีในในช่วงหนึ่งถึงสองวันข้างหน้า ยังพอมีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นไปแถว
1051 – 56 ใกล้จุดสูงสุดของสัปดาห์ที่แล้ว และยังคงมีเป้าหมายเดือน มค. นี้ แถว 1104 – 28 จุดหรือประมาณระยะทาง 1.618 เท่าของคลื่น 1เดือน มิย. ปีที่แล้ว ... ก่อนที่จะมีการปรับฐานใหญ่แถว 940 – 980 จุด ต่อไป


หุ้นเด่น
AMATAกำลังปรับตัวในกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะชั่วโมง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 16.30กรอบบนของสามเหลี่ยม เป้าหมายสองสามวัน 16.60 – 17.10( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 15.90 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
SCB ไม่ต่ำกว่า 101.50 ขึ้น 103.50 – 105
BBL ปรับตัวลง 159 – 161
TRUE ต่ำกว่า 6.30 ลง 5.50 - 6
PTT ต่ำกว่า 322 ลง 315 – 317
TOP ต่ำกว่า 73 ลง 70 – 72
IVL ต่ำกว่า 52 ลง 45 - 50
IRPC ปรับตัวลง 5.50 – 5.70
BGH ต่ำกว่า 49 ลง 45 – 46
KBANK ต่ำกว่า 128.50 ลง 125 - 127
PTL ต่ำกว่า 38 ลง 35 - 36

----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ตลาดยังมีสิทธิแกว่งผันผวน ดังนั้นยังเน้นเป็นทยอยค่อยๆ รับเมื่อปรับลง!!
แนวโน้ม: SET เริ่มมีแรงขายทำกำไรกดดันให้แกว่งย้อนลงค่อนข้างแรง หลังตลาดแกว่งขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ท้ายปีก่อน ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประกาศออกมาช่วงหลังยังอ่อนแอเกินคาด รวมทั้งนักลงทุนต่างประเทศกลับมามียอดขายต่อเนื่องอีกครั้ง และสถาบันในประเทศก็มีแรงขายซึ่งคาดว่ามาจาก LTFที่ครบอายุในปีนี้ นอกจากนี้ความกังวลต่อปัญหาหนี้ในยุโรปก็ยังกลับมากดดันความมั่นใจของนักลงทุนด้วย ทำให้เราคาดว่า SET ยังมีแนวโน้มพักฐานต่อเนื่องได้ อย่างไรก็ตามใกล้ที่จะเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการหุ้นกลุ่มแบงก์ ซึ่งคาดว่าจะยังออกมาดีอยู่ จึงอาจช่วยให้ตลาดไม่ได้ปรับตัวลงรุนแรงนัก และมีสิทธิอยู่ในลักษณะแกว่งทรงตัวได้ด้วยกลยุทธ์: ต้องระวังการแกว่งผันผวนของตลาดจึงยังแนะนำให้ค่อยๆ ทยอยรับเมื่อตลาดปรับตัวลงดีกว่า ส่วนเก็งกำไรช่วงนี้สามารถลุ้นผลการดำเนินงานของหุ้นกลุ่มแบงก์ซึ่งหุ้นที่แนะนำคือ KBANK, SCB, BBL (ดูรายละเอียดในรายงาน BANK วันนี้)ประเด็นสำคัญวันนี้
• (-) ทิศทางค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าต่อ แม้ว่าการจ้างงานของสหรัฐเดือน ธ.ค. จะดีไม่เท่าที่คาด (เพิ่ม 1.03 แสนตำแหน่ง คาด 1.75 แสนตำแหน่ง) แต่ความกังวลเรื่องหนี้ยุโรปกำลังเริ่มกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้งหลังผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปีของรัฐบาลโปรตุเกสพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดที่ 7.1% เพราะนักลงทุนเกรงว่าโปรตุเกสจะไม่สามารถชำระหนี้ได้เหมือนกับกรีซและไอร์แลนด์ ทำให้ค่าเงินยูโรร่วงต่อ กลุ่ม Hard commodity จึงน่าจะยังกดดันตลาดในระยะนี้ ในทางตรงกันข้าม เป็นบวกกับกลุ่มอิเล็คทรอนิคส์ (แนะนำ SVI)
• (+) ‘ประชาวิวัฒน์’ 9 ข้อเป็นบวกกับกลุ่มแบงก์ ค้าปลีก บันเทิง หัวใจคือลดภาระประชาชน เพิ่มอำนาจการใช้จ่าย จึงส่งผลดีต่อ CPALL, BIGC, MAKRO,KTB, SCB, BAY, MAJOR, BGH, KH
• (-) ไฮไลท์สัปดาห์นี้อยู่ที่การประชุม กนง. พุธนี้ โอกาสในการขึ้นหรือคงดอกเบี้ยในครั้งนี้มีเท่าๆกัน กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นคือกลุ่มแบงก์ แต่เราเชื่อว่ากลุ่มแบงก์อาจพยุงตลาดได้ค่อนข้างจำกัดเพราะ 4Q10 คาดกำไรลดลง12%Q-Q (+18%Y-Y) และหลังประกาศงบ 20 – 21 ม.ค. อาจเกิดการ Sell onfact เหมือนที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่มีกระแสเงินสดสูงก็ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นกันเช่น MCOT, BEC, CPALL แต่กลุ่มที่ได้ผลลบคือกลุ่มที่อยู่อาศัย
• (+) IVL-T1 เริ่มเทรด 11 ม.ค. นี้ ให้เวลาเทรดในตลาดฯ 15 วันทำการ ถึงวันที่ 31 ม.ค.54 โดยจะขึ้น SP วันที่ 1 ก.พ. อัตราการใช้สิทธิคือ 1:1 ราคาใช้สิทธิ 36 บาท/หุ้น ส่วนราคาที่เหมาะสมของ IVL-T1 คือราคาหุ้นแม่ลบด้วย 36บาทแล้ว discount ~2-3% หรือประมาณ 16 - 17 บาท
• (+) กลุ่มวางระบบ 3G ยื่นซองประมูลวันนี้ ประมูล E-auction 28 ม.ค. คาดรู้ผลประมาณ ก.พ. หุ้นที่เกี่ยวข้องอาจถูกเก็งกำไรเช่น SAMART, SAMTEL,LOXLEY, JAS, JTS
• (-) VNG ปัจจัยเสี่ยงเพิ่ม ปรับเป้าลงเป็น 6.20 บาท เราคาดว่ากำไรในปี2011 แทบไม่โต (+2.2%) เพราะ 1. ค่าเงินบาทแข็งค่า 2. ต้นทุนค่าไม้ยางเพิ่ม3. ผลิตเต็มกำลังการผลิตแล้ว กำลังการผลิตส่วนต่อขยายจะเข้ามาในปี 2012 เราปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ 6.20 บาทและลดคำแนะนำลงเป็น ‘ถือ’ จากเดิม ‘ซื้อ’• fund flow สัปดาห์ที่ผ่านมากระแสเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้าต่อเนื่อง แต่ปริมาณการซื้อขายเบาบางและมีขายสุทธิออกมาค่อนข้างมากในบางประเทศ เช่นอินโดนีเชีย อย่างไรก็ตามเรายังเชื่อว่า fund Flow ยังไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาคต่อเนื่องแต่ปริมาณจะเบาบาง แต่จะมีขายสุทธิในบางประเทศเนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อในหลายประเทศเริ่มปรับขึ้นแรง เช่น อินโดนีเชีย ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้จะปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยรวมถึงของไทยด้วยที่ค่าเงินที่อ่อนค่าจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า อย่างไรก็ตามหุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ยังได้รับความสนใจจากนักลงทุนในช่วงนี้ ซื้ออ่อนตัวน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีในช่วงนี้เน้นหุ้นกลุ่มถ่านหินจากปัญหาน้ำท่วม Queensland ยังไม่คลี่คลาย


ข่าวภายในประเทศ
ปีทอง KGI กำไร DWงบสุดหรู-เป้า 4.5 บ. งบ KGI ปี 2553 กำไรกระฉูด 3 เด้ง รับอานิสงส์มาร์เก็ตแชร์โป่งจากวอลุ่ม DW กำไรจากการเป็นผู้ออกDW ยอดรวม 21 ตัว พร้อมรับรู้จากการบันทึกกำไรที่เป็นส่วนต่างของบริษัทที่ต้องซื้อหุ้นแม่ไว้รองรับ DW ช่วงดัชนีต่ำกว่า 1 พันจุด ขณะที่ไตรมาส 4มีหมดอายุแล้ว 7 ตัว พร้อมบันทึกกำไรเนื้อๆ จากส่วนต่างที่ซื้อหุ้นแม่ไว้รองรับกับ DW ที่ออก หลังซื้อช่วงดัชนีอยู่ต่ำกว่า 1 พันจุด (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 10-01-2011)
MPIC ลุยล้างขาดทุนรับพ้นแคช MPIC พ้นคุกกระดาษ Cash Balance วันนี้ “เผด็จ” ลั่นชงแผนล้างขาดทุนสะสมเข้าบอร์ดปลายเดือนม.ค. ลั่นงบสวยหรูไม่เลิก สินค้าขายดีแถมมีหนังทำเงินช่วยหนุน วางเป้ารายได้ปี'54 พุ่งถึง 1,100 ล้านบาท จับมือแมงป่องเพิ่มช่องทางขาย ฟาก MAJOR งบสุดเด่น รับรู้กำไรขายซูซูกิ อเวนิว 134 ล้านบาท ดันกำไรปี'53 กระฉูดเฉียด 600 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 10-01-2011)
SPORT กำไรอื้อซ่าทรูซื้อลิขสิทธิ์ยิงสดบอลไทยพรีเมียร์ลีก SPORT ฟันโฆษณาพุงกาง 120 ล้านบาท ย้าย “สยามกีฬาทีวี” ออกอากาศบนทรูวิชั่นส์ “อดิศัย” ชี้เรตติ้งชัด ฐานคนดูชัวร์ยิ่งดึงลูกค้าเทงบซื้อสื่อง่ายกว่าฟรีทูแอร์ ลั่นกลางปีนี้พร้อมดึงอีก 2 ช่องย้ายตามติด ลุยขายลิขสิทธิ์ไทยพรีเมียร์ลีกให้ทรูวิชั่นส์อีก 3 ปี มั่นใจรายได้ปี' 53 โตกระฉูด 2,000 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 10-01-2011)
PERM ฟุ้งรายได้ปีนี้โต 20% ราคาเหล็กพุ่ง-ออเดอร์ทะลัก PERM ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 20% จากปี 2553 ที่คาดทำได้ทะลุ 3,000 ล้านบาท พุ่ง100% พร้อมพลิกมีกำไรจากปี 2552 ที่ขาดทุน 77 ล้านบาท หลังรับผลดีราคาเหล็กเริ่มปรับเพิ่มขึ้น บวกกับออเดอร์ที่มีเข้ามาต่อเนื่อง ส่วนโรงงานแห่งใหม่จะเริ่มผลิตเต็มที่ภายในเดือนม.ค.นี้ ดันการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 หมื่นตันต่อเดือน (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 10-01-2011)
TRT ลุยประมูลงานอีก 4.8 พันล้าน เดินหน้าบุกตลาดตะวันออกกลาง TRT เผยโค้งสุดท้ายปีนี้เล็งประมูลงานใหม่มูลค่า 4.8 พันล้านบาท หวังคว้า 1.6 พันล้านบาท พร้อมเล็งบุกตลาดตะวันออกกลาง แย้ม Q4/53 โชว์รายได้ดีกว่า Q3/53 ที่ทำได้ 402.94 ล้านบาท เหตุเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า ตั้งเป้ารายได้ปี 2554 แตะ 2.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดทำได้ 1.8 พันล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 10-01-2011)
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
-ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงเกือบ 100 จุดก่อนที่จะดีดกลับมาปิดเป็นลบไป 22.55 จุด จากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ธ.ค.ที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดคาด รวมถึงคำตัดสินของศาลในคดียึดทรัพย์จำนองคดีหนึ่งได้กระตุ้นแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคารด้วย อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยลดช่วงลบของดาวโจนส์ได้บ้าง
ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปก็ปรับตัวลดลง หลังความกังวลเรื่องวิกฤติหนี้ในยูโรโซนเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ก่อนการเปิดประมูลตราสารหนี้ของโปรตุเกส สเปน และ อิตาลีในสัปดาห์นี้ โดยตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ก็เปิดปรับตัวลงกันเป็นส่วนใหญ่ด้วย แม้จะลดลงไม่มากแต่ก็เป็น Sentiment เชิงลบ
แม้จะมีความกังวลต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าคาดและปัญหาหนี้ในยุโรปยังกดดัน แต่ดัชนี VIX Index ก็ยังปรับลดลงอีกเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 17.14

ข่าวต่างประเทศ
ยุโรป: ยูโรสแตทเผยอัตราว่างงานเดือนพ.ย.ในกลุ่มยูโรโซนพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.1% ยูโรสแตท ซึ่งเป็นสำนักงานด้านสถิติของสหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่า อัตราว่างงานใน 17 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร (ยูโรโซน) ประจำเดือนพ.ย.พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่10.1% ส่วนอัตราว่างงานใน 27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ยังคงยืนอยู่ที่ระดับ 9.6% ทำสถิติทรงตัวที่ระดับดังกล่าวติดต่อกันนานถึง 10 เดือน สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยตัวเลขจ้างงานเดือนธ.ค. 53 เพิ่มขึ้น 103,000 ตำแหน่ง ขณะอัตราว่างงานร่วงแตะ 9.4% กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร (nonfarm payrolls) ประจำเดือนธันวาคม 2553 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 103,000 ตำแหน่ง น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 140,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราว่างงานปรับตัวลดลงสู่ระดับ 9.4% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในปี 2553 ที่อัตราว่างงานรายเดือนร่วงลงมาอยู่ต่ำกว่า 9.5% (ที่มา: อินโฟเควสท์ 8-01-2011)
จีน: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจีนเดือนธ.ค.ขยับขึ้นแตะ 85.92 จุด ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ถือบัตรเครดิตในจีนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในเดือนธ.ค. 2553 เนื่องจากการโปรโมชั่นส่งเสริมการขายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภค ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ถือบัตรเครดิต (BCCI) ซึ่งรวบรวมโดยสำนักข่าวซินหัว และ ไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ ซึ่งเป็นสมาคมอุตสาหกรรมบัตรเครดิตในจีน อยู่ที่ระดับ 85.92 จุดในเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 0.06 จุดเมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติเดือนพ.ย. 2552 นั้น ดัชนี BCCI เดือนพ.ย.อ่อนตัว 0.81 จุด (ที่มา: อินโฟเควสท์ 9-01-2011)
จีน: จีนเผยผลผลิตทองคำในประเทศช่วง 11 เดือนแรกของปี 53 เพิ่มขึ้น 9.16% ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีน (MIIT) ระบุว่า ผลผลิตทองคำของจีนในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2553 เพิ่มขึ้น 25.885 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 9.16% แตะระดับ 308.39 ตัน MIIT คาดการณ์ว่า ผลผลิตทองคำตลอดปี 2553 ของจีนจะมีอยู่มากกว่า 340 ตันในปี 2553 เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่สามารถผลิตได้เพียง 313.98 ตัน(ที่มา: อินโฟเควสท์ 10-01-2011)
จีน: จีนเผยรายได้จากการจัดเก็บภาษีปี 2553 พุ่ง 22.6% แตะ 1.17 ล้านล้านดอลล์ สำนักงานสรรพากรของจีนเปิดเผยว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีตลอดปี 2553 ของจีนเพิ่มขึ้น 22.6% จากปี 2552 แตะที่ 7.74 ล้านล้านหยวน หรือ 1.17 ล้านล้นดอลลาร์สหรัฐ รายงานระบุว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.8% ขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษีอุปโภคบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น 27.5% รายได้จากการจัดเก็บภาษีการขาย ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.4% และรายได้จากการจัดเก็บภาษีเงินได้ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 20.4% (ที่มา: อินโฟเควสท์ 10-01-2011)
----------------------------------------------------------------------------------

Code 330 : หุ้นแบงก์แจ่มจรัสรับปีกระต่าย

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2554

ATT Code : หุ้นแบงก์แจ่มจรัสรับปีกระต่าย
E Finance : วงการมองหุ้นกลุ่มแบงก์รับอานิสงส์ดบ.ขาขึ้นในปี 54 คาดกนง.อาจประเดิมขึ้นดบ.0.25%ในการประชุมนัดแรก 12 ม.ค.ขณะที่สินเชื่อปีนี้โต 10-12% ตามการลงทุนของภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ ส่งผลให้มองแนวโน้มกำไรปี 54 ดีขึ้นชัดเจนคาดโต 15% แม้ในช่วง Q4/53 จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบ Q3/53 แต่เชื่อกำไรปี53 จะเป็นไปตามคาด เชียร์ KTB KBANK BBL SCB BAY และ TCAP
----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
7 มค. 54 ( +0.20 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

ปรับตัวขึ้น 1055 – 56 จุด
แนวโน้มในวันศุกร์นี้ ดัชนีมีโอกาสปรับตัวกลับขึ้นไปแถว 1055 – 56 ใกล้จุดสูงสุดของวันพฤหัสอีกครั้ง

จากนั้น ตลาดน่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพัก สองถึงสามวันแกว่งตัวย่ำฐานในกรอบ1045 – 56 หรือ ระหว่างจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุด
ของวันพฤหัส เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมง

ตราบใด ไม่ต่ำกว่า 1029.96 จุดต่ำสุดของวันสิ้นปี ดัชนีในเดือน มค. นี้ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อแถว 1104 – 28 จุด หรือประมาณ
ระยะทาง 1.618 เท่าของคลื่น 1 เดือน มิย. ปีที่แล้ว

หุ้นเด่น
THAI
ปรับตัวขึ้นมาแถวเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันพอดีรอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 51.25 จุดสูงสุดวันพฤหัสและเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าว เป้าหมายสองสามวัน 53.50 – 55.50( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 49.75 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
SCB ต่ำกว่า 105 ลง 102 - 103
TOP ต่ำกว่า 75.50 ลง 73 – 75
KTB ต่ำกว่า 18.80 ลง 18.20 – 18.50
IRPC ต่ำกว่า 6 ลง 5.40 - 5.60
BBL ต่ำกว่า 159.50 ลง 155 – 157.50
BANPU ไม่ต่ำกว่า 832 ขึ้น 860 – 868
STA เกิน 38.75 ขึ้น 39 - 40
PTL ไม่น่าเกิน 40.50 – 41.50
PTT แกว่งตัว 329 – 334
PTTCH แกว่งตัว 149.50 – 153

----------------------------------------------------------------------------------
E Finance : หุ้นแบงก์แจ่มจรัสรับปีกระต่าย
วงการมองหุ้นกลุ่มแบงก์รับอานิสงส์ดบ.ขาขึ้นในปี 54 คาดกนง.อาจประเดิมขึ้นดบ.0.25%ในการประชุมนัดแรก 12 ม.ค.ขณะที่สินเชื่อปีนี้โต 10-12% ตามการลงทุนของภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ ส่งผลให้มองแนวโน้มกำไรปี 54 ดีขึ้นชัดเจนคาดโต 15% แม้ในช่วง Q4/53 จะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบ Q3/53 แต่เชื่อกำไรปี53 จะเป็นไปตามคาด เชียร์ KTB KBANK BBL SCB BAY และ TCAP

นับตั้งแต่เปิดศักราชสู่ปี 2554(กระต่าย) หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์กลายเป็นกลุ่มที่ดัน SET Index ให้เคลื่อนไหวในแดนบวก หลังวงการมองน่าจะได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น กำไรเติบโต จากการขยายตัวของสินเชื่อและวงจรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ วานนี้(6 ม.ค.54) ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน)(BBL) อยู่ที่ 159.50บาท เพิ่มขึ้น3.50 บาทหรือ2.24 % มูลค่าการซื้อขาย 1,840.47ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) (KTB) อยู่ที่ 18.80บาท เพิ่มขึ้น0.70 บาทหรือ 3.87% มูลค่าการซื้อขาย2,566.08 ล้านบาทธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)(KBANK )อยู่ที่ 130.50บาท เพิ่มขึ้น 1.00บาทหรือ0.77 % มูลค่าการซื้อขาย 1,059.14ล้านบาทธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)(SCB) อยู่ที่ 105.50บาท ลดลง 1.00 บาทหรือ 0.94% มูลค่าการซื้อขาย 4,269.65 ล้านบาทธนาคาร ทหารไทย จำกัด(มหาชน) (TMB) อยู่ที่ 2.40บาท ลดลง 0.02 บาทหรือ 0.83% มูลค่าการซื้อขาย 914.98ล้านบาทธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)(BAY) อยู่ที่ 27.25บาท ไม่เปลี่ยนแปลงมูลค่าการซื้อขาย 349.86 ล้านบาทและธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) (KK)อยู่ที่ 38.75 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 96.47ล้านบาท

ส่วน SET Index ปิดที่ 1050.98จุด เพิ่มขึ้น 0.20 จุดหรือ 0.02% มูลค่าการซื้อขาย 43,449.24ล้านบาท

***CNS มอง ดบ.ขาขึ้น ถึงปี 2012 ชี้ KTB KBANK BBL รับอานิสงส์***
ด้านบล. โนมูระ พัฒนสิน จำกัด(มหาชน)(CNS) ประเมินว่า แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็น 2.25% ในการประชุม 12 ม.ค. นี้ ทั้งนี้ประเมินจาก ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน พ.ย 10 ที่ยังขยายตัวได้ดี และเงินเฟ้อที่เร่งขึ้น จะหนุนให้คณะกรรมการนโยบายการเงินขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25 %พร้อมคาดว่าธนาคารขนาดกลางและใหญ่จะเป็นกลุ่มฯที่ได้รับผลบวกสูงสุดจาก cycleดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งคาดจะเป็นแนวโน้มขาขึ้นไปจนถึงปี 2012F โดยเฉพาะ KBANK, KTB และ BBL ที่คาดว่าจะเป็น 3ธนาคารหลักที่ได้รับผลบวกสูงสุดในกลุ่มฯ

***ASP มอง กำไรแบงก์Q4/53 ลดลงเล็กน้อยจาก Q3/53 แต่แนวโน้มดีขึ้นปี 54คาดโต 15%เลือก BBL และ TCAP เป็นหุ้นเด่น ***
ด้านบล. เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน)(ASP) ประเมินว่ากลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ ได้จัดทำประมาณกำไรงวด Q4/53 แล้วเสร็จ 6 แห่ง (BAY, BBL, KTB, SCB, TCAP, TISCO) พบว่ามีกำไรสุทธิรวมกัน 2.173 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.7% จากระยะเดียวกันของปีก่อน (yoy) โดยได้รับปัจจัยขับเคลื่อนจากสินเชื่อ และ Net Interest Margin (NIM) ที่เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจที่ฟื้นต่อเนื่องหลายไตรมาสติดต่อกัน แต่อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)กลับพบว่ากำไรสุทธิหดตัวเล็กน้อยราว 5.5% ซึ่งเป็นผลมาจากรายการพิเศษเช่น การตั้งสำรองโบนัสพนักงานที่เพิ่มขึ้นตอนสิ้นปี และรายได้อื่น ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในงวด 3Q53 ไม่ได้เกิดขึ้นในงวดนี้ เช่น เงินปันผลรับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าโดยภาพรวมในปี 2554 กำไรของธนาคารพาณิชย์ จะเติบโตราว 15% (ใกล้เคียงกับกำไรของตลาด) โดยการขยายตัวของสินเชื่อ และ NIM ที่เพิ่มขึ้นตามวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น โดยฝ่ายวิจัยยังให้น้ำหนักการลงทุนเท่ากับตลาด โดยเลือกหุ้น BBL และ TCAP เป็น Top picks***เคที ซีมิโก้ มอง สินเชื่อ-กำไรเพิ่มจากดบ.ขาขึ้น 2ปัจจัยหนุนปี 54-55 แนะ KTB และ BAY

***ส่วนบทวิเคราะห์ บล.เคที ซีมิโก้ ประเมิน กลุ่มธนาคารว่า กำไรที่ลดเมื่อเทียบกับไตรมาสต่อไตรมาส เป็นเพราะ 1) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเร่งตัวขึ้น (ด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ตามฤดูกาล รวมทั้งค่าใช้จ่ายพนักงาน) 2) ฐานกำไร Q3/53 สูง เพราะมีกำไรจากการขายเงินลงทุนและรายได้ปันผลจากวายุภักดิ์ 1 สำหรับกำไรที่เพิ่ม YoY เพราะการดำเนินงานธุรกิจหลักที่ดีขึ้น อย่างไรก็ดีแม้กำไร Q4/53 จะชะลอตัว เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส แต่คาดกำไรทั้งปี 53 ยังเป็นไปตามที่คาดไว้

ในแต่ละธนาคารพาณิชย์ คาดว่า TCAP จะมีอัตราเติบโตของกำไรที่ลด 39%เมื่อเทียบกับไตรมาสต่อไตรมาส และ 20%เมื่อเทียบกับปีต่อปี แย่สุดในกลุ่ม เพราะค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มมากจากการควบรวมกิจการและภาระสำรองจาก SCIB สำหรับค่าใช้จ่ายการตลาดและค่าใช้จ่ายดำเนินงานโครงการ K- transformation จะกระทบต่อแนวโน้มกำไร Q4/53 ของ KBANK แต่ยังเติบโต YoY ได้ตามคาด ส่วน KTB และ SCB ซึ่งมีฐานกำไรสูงใน Q3/53 จากเงินปันผลวายุภักดิ์ 1 จึงคาดกำไร Q4/53 ลดเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ด้าน TISCO และ KK แม้การดำเนินธุรกิจหลักเกี่ยวกับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์จะแข็งแกร่งต่อเนื่อง แต่คาดว่าจะมีกำไรจากเงินลงทุนลดลงใน Q4/53 คล้ายกับ BBL ที่คาดกำไรจากเงินลงทุนที่ลดทำให้แนวโน้มกำไร Q4/53 ลด ไตรมาสต่อไตรมาส

ด้วย 2 ปัจจัยสำคัญในปี 54-55 สำหรับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ คือ 1) อัตราเติบโตสินเชื่อระดับ 11% และ 12% ในปี 54-55 จากแนวโน้มการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะโตต่อเนื่อง 11% ในปี 54 (จากโต 15% ในปี 53) และ 2) อัตรากำไรที่เพิ่มจากวงจรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ทั้งนี้คาดอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม (+60bps ในปี 54) จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตสินเชื่อเพราะระดับการเติบโตยังห่างไกลจากระดับสูงสุดในปี 51

ทั้งนี้เชื่อว่าทั้ง KTB และ BAY จะได้ประโยชน์จากค่าแรงพนักงานรัฐวิสาหกิจที่เพิ่ม ด้วยการจ่ายผลตอบแทนของรัฐผ่านกระบวนการธนาคาร จะทำให้ KTB เป็นผู้ได้ประโยชน์หลักจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นและสินเชื่อบุคคลแก่พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ขยายตัว สำหรับ BAY ซึ่งมีฐานลูกค้ารายย่อยเงินเดือนต่ำ เป็นจำนวนมากจะได้ประโยชน์โดยตรงจากความต้องการที่ฟื้นตัวของเศรษฐกิจรากหญ้า ยิ่งไปกว่านั้นยังคาดว่า BAY จะมีอัตราเติบโตของกำไรที่โดดเด่นสุดจากการลดลงของ LLP อย่างมีนัย

***บล.ยูไนเต็ด มองดบ.ขาขึ้น ส่งผลบวกดีต่อ NIM ของแบงกฺ์ใหญ่ เชียร์ KBANK-SCB***
ด้านบทวิเคราะห์ บล.ยูไนเต็ด จำกัด(มหาชน)ประเมินกลุ่มธนาคารว่า จากสินเชื่อช่วง11 เดือนของปี 2553 (7 ธนาคาร)เพิ่มขึ้น 8.3%ytd โดย พ.ย. +1.9%เทียบเดือนต่อเดือนและ 3.3%เทียบไตรมาสต่อไตรมาส โตดีต่อเนื่อง ขณะที่ แนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ปี 54 ส่งผลดีต่อ NIM ของธนาคารขนาดใหญ่ทั้งนี้ คาดว่าสินเชื่อยังโตต่อในอัตรา 1.5x% GDP 9-10% เพราะ 1) มีการเร่งโครงการลงทุนภาครัฐ,2) ส่งออกยังโตสูงและ H2 เป็น high season ของสินค้าเกษตร, 3) โครงการในมาบตาพุดที่หยุดชะงักมากว่า 8-9 เดือน เริ่มกลับมาดำเนินการแล้ว

ส่วน NPL ยังไม่น่าห่วง โดย gross และ net NPL มิ.ย. 53 ลดเหลือ 4.4% และ 2.4% ตามลำดับมองในเชิงพื้นฐาน ชอบ KBANK (เป้าหมาย 154 บ.), SCB (เป้าหมาย 136 บ.)

***เคจีไอ. คาดสินเชื่อแบงก์ปี 54 โต 10-12% จากการลงทุนภาคเอกชน-การใช้จ่ายภาครัฐ ชี้ แบงก์ขนาดใหญ่รับอานิสงส์ ***
ด้านบทวิเคราะห์ บล. เคจีไอ ประเมินว่า การลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐหนุนสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในปี 2554คาดว่าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ปี 2554 มีแนวโน้มขยายตัว 10-12% นำโดยภาคการลงทุนในโครงการใหญ่ของภาครัฐและเอกชนและสินเชื่อส่วนบุคคลจากรายได้ภาคครัวเรือนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น บวกกับเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวต่อเนื่องยังช่วยให้ธุรกิจ SME มีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นบวกกับอาจจะมีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้นอีกในช่วงไตรมาสที่ 2 จะหนุนให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงมากขึ้นมากกว่าคาด บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จะได้รับประโยชน์มากกว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กทั้งนี้ก่อนหน้านี้ BBL ตั้งเป้าสินเชื่อขยายตัว 6-8% ขณะที่ KTB* ตั้งเป้าไว้ที่ 7% ส่วน KBANK* คาดว่าสินเชื่อจะขยายตัว7-9% ส่วน SCB* ตั้งเป้าสินเชื่อสูงสุดที่ 10-12%

----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS : ตลาดเริ่มแกว่งผันผวน คาดมีลุ้นย้อนลงลบ ดังนั้นยังรอซื้อเมื่ออ่อนตัวอยู่ !
แนวโน้ม: FSS คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่องได้ในช่วงนี้เพียงแต่ในระยะสั้นๆ หลังการขยับขึ้นมาพอสมควรตั้งแต่ช่วงท้ายของปีก่อนจนถึงต้นปีใหม่นี้ ทำให้มีโอกาสที่จะมีแรงขายทำกำไรกดดันให้ SET แกว่งย้อนลงไปเคลื่อนไหวในด้านลบได้บ้าง ซึ่งเป็นไปตามตลาดหุ้นต่างประเทศในช่วงนี้ที่เริ่มมีการแกว่งพักตัวลงด้วยเช่นกัน หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ประกาศออกมาเมื่อคืนนี้อ่อนแอเกินคาด ส่งผลต่อความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอีกครั้ง โดยคืนวันนี้(7 ม.ค.) ต้องติดตามดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐว่าจะออกมาเพิ่มขึ้นดีอย่างที่ตลาดคาดหวังไว้หรือไม่ด้วย ดังนั้นเรายังแนะนำให้รอหาจังหวะซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลงอยู่
กลยุทธ์: ทยอยเลือกหุ้นเข้ารับเมื่อตลาดปรับตัวลงได้ โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่KBANK, PTL, PTTCH, TOP, SCC, SEAFCO, CK, STEC, CSL, BIGC, PS, AP,TASCO, AMATA, HEMRAJ, KSL, TVO และ TTW เป็นต้น

ประเด็นสำคัญวันนี้
• (-) ดอลลาร์แข็งค่า ตลาดรอดูตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ คืนนี้ ตลาดคาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่ม 1.4 แสนตำแหน่ง ดีขึ้นจากเดือนก่อนที่จ้างงานเพิ่มเพียง 4หมื่นตำแหน่ง และคาดว่าอัตราการว่างงานจะลดลงเหลือ 9.7% จาก 9.8%ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าหลังข้อมูลการจ้างงานของภาคเอกชนที่รายงานเมื่อวันก่อน ดีขึ้นมาก และมีความหวังกับตัวเลขในคืนนี้ต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง US$1.93 ราคา Soft commodity ทุกตัวปรับลงเช่นกัน
• (+) KBANK ยังคงคำแนะนำซื้อโดยมีราคาเป้าหมาย 150 บาท บริษัทคาดว่าจะทำกำไรปี 2010 ได้ตามเป้า ซึ่งจะดีกว่าที่เราคาดไว้ประมาณ 2% คือกำไรโต27% ส่วนปีนี้ KBANK จะเริ่มมาตรฐานทางบัญชีบางมาตรฐานเร็วกว่าแบงก์อื่นเช่นเรื่องการบันทึกค่าใช้จ่ายเกษียณของพนักงาน ซึ่งจะทำให้ Book value ลดลง แต่ไม่กระทบงบกำไรขาดทุนมากนัก และไม่มีผลต่อราคาเป้าหมายของเรา
• (+) KEST เราแนะนำขายลดความเสี่ยง กรณีที่ Malayan Banking(Maybank) แบงก์ที่มีสินทรัพย์ใหญ่สุดของมาเลเซีย ขอซื้อหุ้น Kim EngHoldings Ltd. (KEH) 44.6% จากหยวนต้าและผู้ถือหุ้นอีกรายหนึ่ง และกำลังจะเสนอซื้ออีก 29% จากมิตซูบิชิ ยูเอฟ เจพีฯ หากทั้ง 2 รายขายทั้งหมด 73.6%Maybank จะต้องทำ Tender offer ทั้ง KEH และ KEST เราเชื่อว่าหากมีการทำTender offer ราคาจะอยู่ในช่วง 15.30 – 18 บาท อิงจากราคาที่ Maybank ขอซื้อ KEH ที่ PBV 1.9 เท่า ซึ่งเราเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังต้องระวังว่า Maybank อาจไม่ได้มีเจตนาจะ Tender offer KEST เพียงแต่ต้องทำตามกฏ ซึ่งจะทำให้ Maybank กดราคาซื้อต่ำๆ ดังเช่นกรณีที่เกิดกับ THANI มาแล้ว
• (+) ราคาถ่านหินสูงสุดในรอบ 1 ปี 3 เดือน สัปดาห์ที่ผ่านมาบวกถึงUS$11.6/ตันภายในสัปดาห์เดียว เป็น US$130.85/ตัน เป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ1 ปี 3 เดือน แม้ว่าราคา BANPU จะปรับขึ้นมา 6.6%YTD แต่ยังมี PE 8.4 เท่า ส่วน LANNA ราคาปรับขึ้นมา 9%YTD PE ต่ำเพียง 7.4 เท่า ขณะที่ราคา AGE+31%YTD PE สูงถึง 14 เท่าแล้ว (รวม Dilution effect) เรายังคงแนะนำBANPU และ LANNA อย่างไรก็ตาม BANPU ขึ้นมาเร็ว น่าจะพักฐานบริเวณ 800 –820 บาทจึงจะน่าสะสมรอบใหม่
• Fund Flow วานนี้ยังไหลเข้าต่อเนื่อง แม้จะมีไหลออกในบางประเทศ เนื่องจากตลาดยังขาดปัจจัยใหม่หนุนนำ ขณะที่ตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาดค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ราคาน้ำมันดิบ และสินค้าโภคภัณฑ์ถูกขายทำกำไรระยะสั้นดังนั้นแนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติน่าจะทรงตัว


ข่าวภายในประเทศ
MCOT (ซื้อ ปิด 29.50 พื้นฐาน 33): ผู้บริหารกล่าวว่าเตรียมประกาศผังรายการใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และมีการปรับเพิ่มราคาโฆษณาขึ้นเฉลี่ย 10% ทั้งวางแผนพัฒนารายการให้มีความโดดเด่นมากขึ้นเพื่อลดสัดส่วนรายการของช่วง Non-Prime Time ที่มีรายได้น้อยกว่า Prime-Timeความเห็น: การเตรียมปรับขึ้นค่าโฆษณาประมาณ 10% หลังปรับผังรายการดังกล่าว ผู้บริหารให้ข่าวมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว แต่คาดว่าเป็นการปรับขึ้นสำหรับบางรายการ โดยเฉพาะช่วง Prime-Time ที่มี Rating ดีขึ้นและยอดจองเวลาเต็ม เช่น รายการละคร รายการข่าว ซึ่งถือเป็น Upside จากประมาณการปี 11 เดิมของเราที่คาดรายได้รวมโต 6.5% Y-Y คำแนะนำ: ราคาหุ้นปรับขึ้นมาประมาณ 7% ในช่วง 3 สัปดาห์ แต่ยังมี Upside ประมาณ12% จากราคาเป้าหมายเดิมที่ 33 บาท และ Dividend yield ระดับ 6-7%
KSL น้ำตาลเป็นทอง! รายได้ปีนี้ก้าวกระโดด ราคานิวไฮรอบ 30 ปี สบช่องกำลังผลิตเพิ่ม KSL ย้ำรายได้ปีนี้ก้าวกระโดดจากปีก่อน โชว์กำลังผลิตน้ำตาลจากโรงงานบ่อพลอยเพิ่ม แถมรับประโยชน์จากราคาน้ำตาลทรายดิบทรงตัวสูงระดับ 30-35 เซ็นต์ต่อปอนด์ หลังล่าสุดทำนิวไฮรอบ 30 ปีโบรกฯคาดกำไรปี'54 แข็งแกร่งทะลุ 900 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 7-01-2011)
GUNKUL กำไรเท่าตัวรับไฟฟ้าแสงอาทิตย์ GUNKUL มั่นใจปีนี้รายได้โต 15-20% จากปีที่แล้วคาดว่าจะมากกว่า 1,000 ล้านบาท หลังเดินหน้าธุรกิจใหม่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เฟส 1ขนาด 3 เมกะวัตต์ พร้อมลุยต่อเฟส 2 อีก 4.5 เมกะวัตต์ ตั้งเป้ามีสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายไฟประมาณ 30% ของรายได้รวม ส่วนกำไรสุทธิคาดเพิ่มเท่าตัว (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 7-01-2011)
SSI โชว์ 2.24 ล้านตันยอดนิวไฮของประเทศ "SSI" โชว์ยอดขายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนปี'53 กระฉูด 2.24 ล้านตัน ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 7 ปีและสูงสุดของประเทศ "วิน" คุยปี'55 คาดยอดขายเพิ่มขึ้นแตะ 3 ล้านตัน โบรกฯแนะซื้อเมื่ออ่อนตัว คาดปี'53 มีกำไรสุทธิ 2.7 พันล้านบาท มองระยะยาวรับผลดีหลังเข้าซื้อโรงถลุงเหล็ก TCP (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 7-01-2011)
DRT ทุ่ม 500 ล้านขยายการผลิต ปีนี้รายได้โต 10% จากปี'53 คาดทำได้ 2.9 พันล้าน DRT ทุ่ม 500 ล้านบาท ขยายไลน์ผลิตใหม่ หนุนยอดขายโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 10% จากปี'53 คาดทำได้ประมาณ 2,900 ล้านบาท บุกตลาดต่างประเทศเพิ่ม เน้นรักษาฐานลูกค้าเดิมในต่างจังหวัด ส่วนไตรมาส 4/53 คาดว่าจะดีกว่าไตรมาส 3/53 ที่มีรายได้ 839 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 7-01-2011)
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
-ดัชนีดาวโจนส์เริ่มแกว่งพักตัวลงในด้านลบ โดยปิดปรับตัวลง 25.58 จุดเมื่อคืนนี้ จากตัวเลขยอดค้าปลีกที่อ่อนแอจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์กลับเพิ่มขึ้นเกินคาด และการพุ่งขึ้นอย่างมากของดอลลาร์เป็นแรงกดดัน โดยนักลงทุนยังรอดูตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ธ.ค. ในคืนวันนี้อีกครั้ง
ตลาดหุ้นยุโรปก็เริ่มมีการปรับพักตัวลงด้วยเช่นกัน ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ เปิดทำการด้วยการแกว่งตัวขึ้นๆ ลงๆ ในกรอบแคบๆ อยู่
VIX Index ดีดกลับขึ้นมา 2.23% หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาไม่ดีอย่างที่คาด แต่ยังคงเคลื่อนไหวในระดับค่อนข้างต่ำที่ 17.40
ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้า NYMEX รูดลง 1.92 ดอลลาร์อีกครั้ง มาปิดตลาดที่ 88.38 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงความผิดหวังจากตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ธ.ค.ด้วย
ราคาทองคำล่วงหน้าในตลาด COMEX ลดลงอีก 2.00ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1371.70 ดอลลาร์/ออนซ์ จากค่าเงินดอลลาร์ที่ยังแข็งค่าขึ้นอีก

ข่าวต่างประเทศ
ยุโรป: คณะกก.ยุโรปเผยความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในยูโรโซน-อียูเพิ่มขึ้นในเดือนธ.ค. ผลสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมาธิการยุโรป บ่งชี้ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจใน 17 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโร ปรับตัวสูงขึ้น 1.1 จุด เป็น 106.2 จุด ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของ 27 ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1 จุด เป็น 106.1 จุดในเดือนธ.ค. ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคและภาคส่วนต่างๆในระบบเศรษฐกิจของยุโรป ซึ่งรวมถึงภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคการก่อสร้าง และภาคค้าปลีก โดยผลสำรวจระบุว่า ความเชื่อมั่นที่มีต่อแนวเศรษฐกิจฝรั่งเศสและเยอรมนีปรับตัวขึ้นสูงสุด (ที่มา: อินโฟเควสท์ 7-01-2011)
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสัปดาห์ที่แล้วเพิ่มขึ้น 18,000 ราย กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการระหว่างว่างงานในรอบสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่มขึ้น 18,000 ราย แตะระดับ 409,000 ราย อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ย 4สัปดาห์ ร่วงลง 3,500 ราย มาอยู่ที่ระดับ 410,750 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัว(ที่มา: อินโฟเควสท์ 7-01-2011)
เอเชีย: สมาคมผู้ผลิตรถเกาหลีใต้เผยยอดการผลิตรถปี 53 เพิ่มขึ้น 21.6% สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของเกาหลีใต้ (KAMA) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตยานยนต์ของเกาหลีใต้ในปี 2553 เพิ่มขึ้น 21.6% จากระดับปีที่แล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยยอดการผลิตรถใหม่ของบริษัทผู้ผลิตรถ 5 รายในเกาหลีใต้ ซึ่งนำโดยฮุนได มอเตอร์ และบริษัทในเครืออย่างเกีย มอเตอร์ส คอร์ป มีจำนวนทั้งสิ้น 4.27 ล้านคัน เพิ่มขึ้น21.6% เมื่อเทียบกับระดับปีที่แล้ว (ที่มา: อินโฟเควสท์ 6-01-2011)
----------------------------------------------------------------------------------

Code 229 : กลุ่มถ่านหินดี๊ด๊า โบรกฯรุมเชียร์ซื้อ

วันพฤหัสที่ 6 มกราคม 2554

ATT Code : กลุ่มถ่านหินดี๊ด๊า โบรกฯรุมเชียร์ซื้อ
E Finance : หุ้นกลุ่มถ่านหินคึก!! รับอานิสงส์ราคาถ่านหินโลกพุ่ง หลังความต้องการใช้ในจีน-เกาหลีใต้โตก้าวกระโดด ขณะที่สินค้ามีจำนวนน้อยลง หลังผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่อย่างออสเตรเลียประสบปัญหาน้ำท่วม โบรกเกอร์คาดธุรกิจยังสดใสต่อเนื่องไปอีก 3-6 เดือน เชียร์ซื้อ BANPU-AGE-LANNA พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายใหม่
----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
6 มค. 54 ( +8.37 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

ไม่น่าต่ำกว่า 1040 – 42 จุด
แนวโน้มในวันพฤหัสนี้ ในกรณีที่มีการปรับตัวลง ดัชนีไม่น่าจะปรับตัวลงต่ำกว่าบริเวณ 1040 - 42 ซึ่งเป็นบริเวณจุดต่ำสุดของวันอังคาร และเป็นบริเวณแนวรับตามธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมงอีกด้วย

ตลาด “อาจจะ” ใช้ระยะเวลาอีกสักพักแกว่งตัวขึ้นลงในกรอบ 1040 – 52 ? หรือระหว่างจุดต่ำสุดของวันอังคาร ถึงจุดสูงสุดของ
วันพุธ

และตราบใด ไม่ต่ำกว่า 1029.96 จุดต่ำสุดของวันสิ้นปีที่แล้ว ดัชนีในเดือน มค. นี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อแถว 1114 – 28 จุด หรือ
ประมาณระยะทาง 1.618 เท่าของคลื่น 1 เดือนมิย. ปีที่แล้ว

หุ้นเด่น
KTB
กำลังปรับตัวในกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะสัปดาห์ รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 18.20กรอบบนของสามเหลี่ยม เป้าหมายหนึ่งถึง
สองวัน 18.70 – 19.20 / ระยะเดือน 20.80 –22.80 ? ( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 17.70 )

PTT
ยังสามารถปรับตัวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันได้ รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 333 จุดสูงสุดเดิมของสัปดาห์นี้ เป้าหมายระยะสัปดาห์
342 – 345( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 328 )

PTTCH
ยังสามารถปรับตัวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันได้ รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 152.00จุดสูงสุดเดิมของสัปดาห์นี้ เป้าหมายระยะสัปดาห์ 155.00 – 157.00( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 149.50 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
TMB ต่ำกว่า 2.40 ลง 2.32 – 2.36
BANPU ไม่ต่ำกว่า 840 ขึ้น 860 – 868
SCB เกิน 107 ขึ้น 108.50 – 109.50
PTT รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
IVL ต่ำกว่า 54 ลง 52 – 53
PTTCH รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
KTB รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
BAY อาจปรับฐาน 26.25 – 26.75
BBL เกิน 156 ขึ้น 157 – 160
KBANK เกิน 130.50 ขึ้น 134 – 136

----------------------------------------------------------------------------------
E Finance : กลุ่มถ่านหินดี๊ด๊า โบรกฯรุมเชียร์ซื้อ
หุ้นกลุ่มถ่านหินคึก!! รับอานิสงส์ราคาถ่านหินโลกพุ่ง หลังความต้องการใช้ในจีน-เกาหลีใต้โตก้าวกระโดด ขณะที่สินค้ามีจำนวนน้อยลง หลังผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่อย่างออสเตรเลียประสบปัญหาน้ำท่วม โบรกเกอร์คาดธุรกิจยังสดใสต่อเนื่องไปอีก 3-6 เดือน เชียร์ซื้อ BANPU-AGE-LANNA พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายใหม่

ตลาดหุ้นไทยช่วงต้นปี 54 ร้อนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มถ่านหินที่โชว์ฟอร์มโดดเด่น หลังจากที่ราคาถ่านหินปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จากความต้องการถ่านหินที่พุ่งสูงขึ้นในจีนและเกาหลีใต้ ส่วนกรณีน้ำท่วมที่ออสเตรเลีย ส่งผลให้มีการปิดเหมืองบางแห่ง ทำให้สินค้าที่มีอยู่ในตลาดลดลงพอสมควร

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหุ้นกลุ่มถ่านหินจะยังคงสดใสต่อเนื่องไปอีก 3-6 เดือน และแนะนำให้ลงทุนในหุ้น บมจ.บ้านปู(BANPU) บมจ.เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) และบมจ.ลานนารีซอร์สเซส(LANNA) โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 1010 บาท 18.50 บาท และ 24.85 บาท ตามลำดับ

***** ฟินันเซีย ไซรัส เชียร์ซื้อ BANPU-LANNA
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า ราคาถ่านหินมีแนวโน้มขึ้นต่อเพราะอุปทานตึงตัว เราปรับเป้าหมาย BANPU ขึ้นเป็น 1,010 บาท ระยะสั้น-น้ำท่วมที่ออสเตรเลียซึ่งส่งออกถ่านหิน 7-8% ของโลก จะทำให้ปริมาณถ่านหินในตลาดโลกลดลงอย่างน้อย 1 ไตรมาส ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่สุดของโลกยังเผชิญกับฤดูฝนในไตรมาสนี้ จึงเป็นปัญหาในด้านการผลิตและขนส่ง ส่วนเหมือง Daning ในจีนของ BANPU ที่ต้องหยุดผลิตชั่วคราวเพราะต่อสัมปทานไม่ทัน ทำให้เสีย Market share ในจีนไปบ้าง จะกลับมาผลิตเป็นปกติใน 2 – 3 เดือนข้างหน้า

แต่ราคาถ่านหินที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลต่อกำไรของ BANPU มากกว่าและทำให้เราปรับประมาณการกำไรของ BANPU ปีนี้ขึ้นอีก 10% เป็นการเติบโตจากปีก่อนถึง 85% ปัจจุบัน BANPU มี PE 8.4 เท่า LANNA 7 เท่า (เป้าหมาย 24 บาท) และ AGE 13.5 เท่า เราเห็นว่า BANPU และ LANNA น่าสนใจมากกว่า AGE

***** เกียรตินาคินสั่งลุย AGE เพิ่มเป้าเป็น 18.50 บาท
นายเบญจพล สุทธิ์วนิช รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า แนวโน้มหุ้นในกลุ่มถ่านหินยังสดใสต่อเนื่องในช่วง 3-6 เดือนจากนี้ จากราคาถ่านหินที่ยังดีต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือน เพราะมีดีมานด์แข็งกร่ง เห็นได้จากประเทศจีนนำเข้าถ่านหินเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีเกาหลีใต้ที่ทำสถิติในการนำเข้าถ่านหิน รวมถึงประเด็นราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ปัจจัยทางอ้อมจากรณีน้ำท่วมที่ออสเตรเลีย ส่งผลให้มีการปิดเหมืองบางแห่ง แม้จะเป็นถ่านหินคนละประเภทกับที่ตลาดส่วนใหญ่ต้องการ แต่ก็น่าจะส่งผลทางด้านจิตวิทยาให้ราคาถ่านหินปรับเพิ่มขึ้น

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสดีของบริษัทที่นำเข้าถ่านหินมาขายในประเทศ เพราะจะมีการทำสัญญาล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาขายจริงราคาถ่านหินเพิ่มก็จะได้กำไรจากการขายมากขึ้น เช่น บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด (มหาชน) UMS บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE ส่วนกลุ่มธุรกิจที่มีเหมืองเป็นของตนเอง บริษัทฯ ให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด

ทั้งนี้ แนะนำ "ซื้อ" AGE ราคาเป้าหมาย 18.50 บาท จากเป้าหมาย 14 บาทเมื่อปี 2553 และ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ราคาเป้าหมาย 900 บาท

***** กิมเอ็งให้เป้า BANPU 1010 บาท
บทวิเคราะห์บล.กิมเอ็ง ระบุว่า แนะนำซื้อ BANPU โดยมีราคาที่เหมาะสม 1010 บาท เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ออสเตรเลียเป็นบวกกับราคาถ่านหิน และแม้การหยุดผลิตชั่วคราวในเหมือง Daning ในประเทศจีนจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในไตรมาสแรก แต่ราคาถ่านหินที่จะพุ่งขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมในออสเตรเลียจะช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้

ก่อนหน้านี้ BANPU แจ้งตลาดฯ ว่า บริษัท Asian-American Coal Inc. (AACI) ซึ่งบริษัทย่อยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รายงานว่าบริษัท Shanxi Asian-American Daning Energy Co., Ltd. (SAADEC หรือ ต้าหนิง) ซึ่ง AACI ถือหุ้นร้อยละ 56 ได้สั่งหยุดการผลิตถ่านหินที่เหมืองต้าหนิงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2553 การหยุดผลิตนี้สืบเนื่องจากใบอนุญาตของเหมืองต้าหนิงได้หมดอายุลงในวันดังกล่าวโดยที่การต่ออายุใบอนุญาตจากหน่วยงาน ท้องถิ่นยังคงอยู่ในระหว่างดำเนินการ ในขณะนี้เหมืองต้าหนิงได้ประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและจะได้รายงานความคืบหน้าให้บริษัทรับทราบต่อไป การที่ใบอนุญาตชั่วคราวในการทำเหมืองของเหมือง Daning ที่ BANPU ถือหุ้นอยู่ 56% ได้หมดอายุลง ถือเป็นข่าวลบต่อบริษัท เนื่องจากปัจจุบันเหมือง Daning ผลิตถ่านหินอยู่ปีละประมาณ 4 ล้านตัน/ปี

โดยในปีที่ผ่านมาเหมืองดังกล่าวก็เคยหยุดผลิตมาแล้ว 12 สัปดาห์ตั้งแต่ 12 มิถุนายน 2553 เนื่องจากในอนุญาตหมดอายุ ทำให้ผลประกอบการของเหมืองในจีนในไตรมาส 3/53 มีกำไรลดลงจากระดับ 1 พันล้านบาท/ไตรมาสเหลือเพียง 130 ล้านบาทในไตรมาสดังกล่าว อย่างไรก็ตามผลประกอบการไตรมาส 4/53 ของเหมืองในจีนจะกลับมาสู่ระดับปกติ แต่ในไตรมาส 1/54 จะอ่อนตัวลง จากการขาดหายไปของเหมือง Daning (ซึ่งคาดว่าอาจใช้เวลา 1-2 เดือนในการต่ออายุใบอนุญาต ทำให้อาจกระทบประมาณการผลกำไรทั้งปีประมาณ 2-3%)

ทั้งนี้ เราเห็นว่าเหตุการณ์น้ำท่วมในรัฐ Queensland ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย จะส่งผลบวกต่อราคาถ่านหินในตลาดโลก เนื่องจากจะทำให้ปริมาณการจำหน่ายถ่านหินส่งออกจากออสเตรเลียลดลง (ปริมาณการผลิตถ่านหินในรัฐ Queensland ต้องหยุดลงไปเกือบทั้งหมดรวมทั้งเหมืองขนาดใหญ่ทั้ง Rio Tinto, BHP Billiton, Xstrata และ Anglo American โดย Queensland ผลิตและส่งออกถ่านหิน coking coal ประมาณครึ่งหนึ่งของตลาดโลกและคิดเป็น 65% ของปริมาณการส่งออกถ่านหินของออสเตรเลีย คาดว่าต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะกลับมาผลิตได้ตามปกติ)

โดยปกติออสเตรเลียเป็นผู้ส่งออกถ่านหินอันดับ 2 ของโลก โดยมีปริมาณการส่งออกถ่านหินประมาณปีละ 130-140 ล้านตัน เป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตามเหมือง Centennial coal (CEY) ของ BANPU (ถือหุ้น 98.51%) ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเนื่องจากตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ในรัฐ New South Wales ทำให้ปริมาณการผลิตและจำหน่ายยังเป็นปกติ รวมถึงท่าเรือ Newcastle ที่เป็นท่าส่งออกถ่านหินรายใหญ่ก็ไม่มีผลกระทบเนื่องจากตั้งอยู่ในรัฐ New South Wales แต่จะได้ประโยชน์จากราคาถ่านหินที่ปรับสูงขึ้นด้วย

เรายังประเมินยอดจำหน่ายถ่านหินของ BANPU ในปีนี้ที่ 42 ล้านตันเพิ่มขึ้น 83% จากปีก่อนที่ 23 ล้านตัน โดยเป็นปริมาณการจำหน่ายถ่านหินจาก CEY ประมาณ 16 ล้านตันหรือคิดเป็นประมาณ 38% ของปริมาณการจำหน่ายถ่านหินรวม จากประเด็นบวกกับราคาถ่านหินในตลาดโลกและ upside อีก 20% จากราคาเป้าหมายตามวิธี sum-of-the-part ที่ 1,010 บาท เรายังแนะนำ ซื้อ BANPU

***** เอเซีย พลัสให้ราคาเป้าหมาย LANNA 24.85 บาท
บทวิเคราะห์บล.เอเซียพลัส ระบุว่า แนะนำซื้อ BANPU โดยให้' Fair Value 918.76 บาท แม้บริษัท AACI ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BANPU (ถือหุ้น 100%) ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รายงานว่าบริษัท SAADEC หรือ ต้าหนิง ที่ AACI ถือหุ้น 56% ได้หยุดการผลิตถ่านหินเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2553 หลังจากใบอนุญาตได้หมดอายุลง อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการขอต่อใบอนุญาตกับทางการจีน

ถือเป็นประเด็นลบต่อ BANPU และไม่ได้อยู่ในความคาดหมายของตลาด ถึงแม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะไม่มีนัยฯมากนักหากเทียบกับแหล่งผลิตถ่านหินอื่นๆของ BANPU ในประเทศอินโดนีเซีย เพราะกำลังการผลิตลองเหมืองต้าหนิงอยู่เพียงประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี และ BANPU ถือหุ้นสุทธิ 56% ซึ่งคิดเป็นประมาณ 8-10% ของกำลังการผลิตรวมของ BANPU ทั้งการหยุดผลิตของเหมืองต้าหนิงดังกล่าวส่งผลให้ BANPU ต้องมีการตัดจำหน่ายต้นทุนคงที่เฉลี่ยราว 5 ล้านเหรียญฯต่อเดือน หรือคิดเป็น 9% ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2554 และจะทำให้ Norm EPS ปี 2554 ของ BANPU เติบโตลดลงเหลือ 46%yoy จากเดิมที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 61%yoy

อย่างไรก็ตามยังถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามถึงข้อสรุปในการขอต่อใบอนุญาตจากทางการจีน โดยในเบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการและมูลค่าพื้นฐานปี 2554 เช่นเดิมที่ 918.76 บาทต่อหุ้น

นอกจากนี้ยังแนะนำซื้อ LANNA โดยมีมูลค่าพื้นฐาน 24.85 บาท โดย LANNA เปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อเหมืองถ่านหินในประเทศอินโดนีเซีย คาดจะได้ข้อสรุปก่อน 1 เหมือง ภายในสิ้นเดือน ธ.ค. 2553 โดยเหมืองแห่งนี้ขนาดอาจจะไม่ใหญ่มากนัก กำลังการผลิตราว 5 แสนตันต่อปี มีปริมาณสำรองถ่านหินราว (Reserves) 5 ล้านตัน และถ่านหินมีคุณภาพถ่านหินค่อนข้างสูง 6,300 kcal/kg เทียบกับเหมืองก่อนหน้าของ LANNAที่ 5,000-5,500 kcal/kg ทำให้สามารถขายได้ในราคาที่ดี ซึ่งหากอ้างอิงดัชนีถ่านหินในปัจจุบัน จะสามารถขายได้ในราคาสูงถึง 90-100 เหรียญฯต่อตัน

อีกทั้งคาดกำไร (Margin) จากแหล่งนี้จะอยู่สูงถึง 20 เหรียญฯต่อตัน เทียบกับเหมืองอื่นๆของ LANNA ที่ 10-15 เหรียญฯต่อตัน เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการใช้ทางด้าน Logistic จากเหมือง LHI (LANNA HARITA INDONESIA – LANNA ถือหุ้น 100%) ได้ เนื่องจากพื้นที่อยู่ติดกัน สำหรับในส่วนของแหล่งเงินทุนนั้นคาดไม่มีปัญหา เนื่องจากปัจจุบัน LANNA มีกระแสเงินสดในมือสูงถึง 1.5 พันล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพียง 0.7 เท่า จึงยังสามารถก่อหนี้เพิ่มเติมได้

อีกทั้งในปี 2554 ยังเดินหน้าเข้าซื้อเหมืองถ่านหินใหม่อีก โดยคาดขนาดของเหมืองที่จะซื้อในปีปี 2554 จะใหญ่ขึ้น ปริมาณสำรองราว 40 ล้านตัน ซึ่งฝ่ายวิจัยยังไม่รวมไว้ในประมาณการ จึงถือเป็นประเด็นสำคัญสำคัญที่จะต้องติดตามเพราะจะทำให้ LANNA มีการเติบโตเชิงรุกและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีนัยฯในอนาคต

ฝ่ายวิจัยได้ทำการปรับเพิ่มประมาณการปี 2553 เพื่อสะท้อนแนวโน้มกำไรงวด 9M53 ที่ดีกว่าคาด อีกทั้งคาดแนวโน้มกำไรงวด 4Q53 จะเติบโตเมื่อเทียบกับงวด 3Q53 จากธุรกิจถ่านหิน โดยคาดจะได้รับอานิสงส์จากทั้งปริมาณขายถ่านหิน และราคาถ่านหินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 10%qoq

ขณะที่ธุรกิจเอทานอลยังอาจเผชิญขาดทุนต่อจากทั้งราคาวัตถุดิบกากน้ำตาลที่ยังอยู่ในระดับสูงราว 5 พันบาทต่อตัน และการหยุดผลิตราว 1 เดือน ในช่วงเดือนสุดท้ายของงวด 4Q53 เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบเพราะอยู่ในช่วงหีบอ้อย และหากพิจารณาแนวโน้มกำไรในปี 2554 พบว่ายังมีการเติบโตโดดเด่นต่อเนื่องอีก 14%yoy (ยังไม่รวมการเข้าซื้อกิจการเหมืองถ่านหินใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2553 และในปี 2554) จากธุรกิจถ่านหินที่ได้รับอานิสงส์จากทั้งราคาขายและปริมาณขายที่ปรับตัวสูงขึ้น จากเหมืองถ่านหินที่มีอยู่ในปัจจุบัน 2 เหมืองคือ LHI และ SGP

โดยคาดกำลังการผลิตในปี 2554 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4 ล้านตัน (เหมืองละ 2 ล้านตัน) เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่ตั้งไว้ที่ 3.2 ล้านตัน ประกอบกับราคาถ่านหินยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยผลักดันให้กำไรในปี 2554 จากธุรกิจถ่านหินยังโดดเด่นต่อเนื่อง ขณะที่ในส่วนของธุรกิจเอทานอลนั้นคาดจะสามารถกลับมาเป็นกำไรได้หลังจากปี 2553 ต้องเผชิญกับขาดทุนสุทธิราว 60 ล้านบาท เนื่องจากได้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากโรงงานไทยอะโกรเอ็นเนอยี เฟส 2 อีก 2 แสนลิตรต่อวัน (เฟส 1 กำลังการผลิต 1.5 แสนลิตรต่อวัน) และคาดราคาขายเอทานอลมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 22-23 บาทต่อลิตร ในปี 2553 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบทั้งมันสำปะหลัง และกากน้ำตาม ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ราคาขายต้องมีการปรับตัวตาม

ภายใต้ประมาณการใหม่ มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2554 ภายใต้วิธี DCF เท่ากับ 24.85 บาทต่อหุ้น (จากเดิม 24.14 บาท) ราคาปัจจุบันยังมี Upside ถึง 31.5% และหากการเข้าซื้อเหมืองใหม่ 1 เหมืองที่จะได้ข้อสรุปภายในเดือน ธ.ค. 2553 จะเพิ่มมูลค่าให้กับ LANNA ได้อีกราว 3 บาท เป็น 27.85 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะทำให้ Upside เปิดกว้างขึ้นเป็น 47% อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันยังมี PER ต่ำเพียง 9.5 เท่า และจะลดลงเหลือ 8.3 เท่าในปี 2554 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 15 เท่า

----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS : คาดตลาดยังแกว่งตัวขึ้นในลักษณะผันผวน ดังนั้นรอซื้อเมื่ออ่อนตัวได้...
แนวโน้ม: SET ยังมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่องได้ หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงดีต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนยังมีความต้องการซื้อสินทรัพย์เสี่ยงขณะที่นักลงทุนต่างประเทศในบ้านเราก็เริ่มกลับเข้าซื้อหุ้นไทยอีกครั้งตั้งแต่เปิดทำการปีใหม่มา โดย FSS คาดว่ามีเป้าหมายที่จะขยับขึ้นไปใกล้ๆ 1100 จุดให้หาจังหวะขายทำกำไรกันอีกครั้งได้ อย่างไรก็ตามคาดว่าการแกว่งตัวขึ้นรอบนี้จะมีแรงขายทำกำไรออกมาให้เห็นเป็นระยะๆ ทำให้ SET จะมีลักษณะแกว่งตัวผันผวนอยู่ และยังมีสิทธิที่จะย้อนกลับลงไปเคลื่อนไหวในด้านลบได้ด้วย ซึ่งจะเห็นว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคก็เคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าว ดังนั้นเรายังแนะนำให้รอจังหวะซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลงจะเหมาะสมกว่า โดยไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไล่ราคากลยุทธ์: ยังเลือกหุ้นเข้ารับเมื่อตลาดปรับตัวลงได้ โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่KTB, KBANK, PTL, PTTCH, TOP, SEAFCO, CSL, BIGC, PS, AP, TASCO,AMATA, KSL, TVO, CK, STEC และ TTW เป็นต้น

ประเด็นสำคัญวันนี้
• (+) ผลสำรวจพบภาคเอกชนในสหรัฐจ้างงานเพิ่มในเดือน ธ.ค. ADP เผยผลการสำรวจพบว่าภาคเอกชนในสหรัฐจ้างงานเพิ่ม 2.97 แสนตำแหน่งในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นตัวเลขการจ้างงานสูงที่สุดในรอบ 10 ปีและมากกว่าที่ตลาดว่าจะเพิ่ม1 แสนตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ไฮไลท์ของสัปดาห์นี้อยู่ที่ตัวเลขการจ้างงานของก.แรงงานที่จะประกาศ 7 ม.ค. นี้ ตลาดคาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่ม 1.4 แสนตำแหน่ง และอัตราการว่างงานจะลดลงเหลือ 9.7% จาก 9.8%
• (+) กลุ่มแบงก์จะผลักดันตลาดไปต่อ สองวันแรกของปี 2011 SET Index+1.7% อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยของเอเชียที่ +1.6% แต่ยังบวกน้อยกว่าตลาดฮ่องกงมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่บวกกว่า 3% ส่วน Sector ที่ปรับขึ้นโดดเด่นเป็นไปตามกันคือ Financials ขณะที่กลุ่มที่ปรับลงในเอเชียส่วนใหญ่เป็น Oil&Gas,Basic material เพราะค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า เราเชื่อว่ากลุ่ม Banks จะผลักดันตลาดหุ้นไทยไปต่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งพุธหน้ามีประชุม กนง. ซึ่งทิศทางเป็นขาขึ้น
• (+) คาดราคาน้ำมันปาลม์เพิ่มขวดละ 9 บาท 7 ม.ค. นี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาราคาน้ำมันพืชบริโภค (ชุดเล็ก) จะประชุม 7 ม.ค. เรื่องขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวดละ 9 บาทจากราคาเพดาน 38 บาทเป็น 47 บาท (เอกชนขอขึ้น 10บาท) ถ้าผ่าน ต้องรอมติ ครม. 11 ม.ค. หากมีการขึ้นราคาน้ำมันปาล์มจะเป็นบวกต่อ LST (ชดเชยต้นทุนที่แพงขึ้น) และดีทางอ้อมกับ TVO ที่ปัจจุบันมีราคาเพดาน49 บาท แต่ขายจริง 42 บาท ถ้าน้ำมันปาล์มแพงขึ้น คนอาจหันไปบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองทดแทน หรือ TVO มีทางเลือกที่จะปรับขึ้นราคาขายโดยไม่ต้องการอนุมัติเรายังแนะนำ “ซื้อ” TVO ราคาเป้าหมาย 36 บาท
• (+) KTB คำกล่าวของ ‘กรณ์’ ที่ว่าคลังไม่ต้องการให้ KTB เป็นยุทธศาสตร์ เป็นประเด็นสำคัญซึ่งทำให้คลังอาจตัดสินใจขายหุ้น KTB ที่ถืออยู่ตอนนี้ราว 55%ออกทั้งหมดมีความเป็นไปได้มากขึ้น และการเก็งกำไรจากราคาขายหุ้นจะกลับมาอีกครั้งเนื่องจาก 1) ผู้ซื้อใหม่อาจต้องทำ Tender offer 2) เราคาดว่าราคาขายKTB จะออกมาดีกว่า SCIB ที่ FIDF ตั้งราคา PBV 1.6 เท่าเพราะ KTB มีฐานเงินฝากและสินเชื่อขนาดใหญ่สุด เราคาดว่า PBV 1.8-2.0 เท่ามีความเป็นไปได้ คิดเป็นราคา 19.80 – 22 บาท (เราให้ราคาพื้นฐาน 19.50 บาท) ‘ซื้อเก็งกำไรได้’• Fund flow วานนี้ไหลเข้าแต่เบาบางมาก ทั้งนี้น่าจะเป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์ที่กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งเมื่อเทียบกับเงินทุกสกุล เนื่องจากตัวเลขจ้างงานและตัวเลขยอดขายปลีกสหรัฐดีกว่าคาด ต้องบอกว่าช่วงนี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีกว่าคาดค่อนข้างบ่อย แต่ยังไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เฟดก็ยังคงอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าจะส่งผลให้แนวโน้มกระแสเงินทุนจากต่างชาติอาจชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคช่วงนี้บ้าง และเชื่อว่ามีนักลงทุนบางส่วนคิดว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐดีนักลงทุนต่างชาติอาจขนเงินกลับไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐก็เป็นไปได้เพราะตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียปรับขึ้นแรงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสำหรับค่าเงินบาทเช้านี้ยังทรงตัวอยู่ที่ 30 บาท/ดอลลาร์


ข่าวภายในประเทศ
คลังขายหุ้นกรุงไทยใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ: รมว.คลังเผยว่าก.การคลังจะประชุมหารือกับธปท.เรื่องการแก้ไขหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) โดยในส่วนแนวทางการขายทรัพย์สินของ FIDF โดยเฉพาะ KTB นั้นก.การคลังกล่าวว่าไม่ต้องการถือหุ้น KTB ไว้เป็นยุทธศาสตร์ และไม่เคยใช้ KTB เป็นเครื่องมือในทางนโยบายของรัฐบาลเหมือนธกส.หรือธ.ออมสิน (ที่มา โพสต์ทูเดย์ 6/1/2011) ความเห็น: คำกล่าวของรมว.คลังที่ว่าคลังไม่ต้องการให้KTB เป็นยุทธศาสตร์ เป็นประเด็นสำคัญซึ่งทำให้คลังอาจตัดสินใจที่จะขายหุ้น KTB ที่ถืออยู่ตอนนี้ราว 55% ออกทั้งหมดมีความเป็นไปได้มากขึ้น และการเก็งกำไรจากราคาขายหุ้นจะกลับมาอีกครั้ง เนื่องจาก 1.การขายออกทั้ง 55% เกินจุด Ticker point ที่ 50% ที่จะทำให้ผู้ซื้อรายใหม่ต้องทำTender offer จากนักลงทุนที่เหลือทั้งหมดด้วย (ยกเว้นกรณีมีการเพิ่มทุนเกิดขึ้นด้วยอาจได้รับการยกเว้น เช่นเดียวกับกรณี BAY และ TMB หรือกรณีแยกขายให้ผู้ซื้อหลายราย) 2. หากเกิดการขาย เราคาดว่า KTB จะขายได้ในราคาที่ดีกว่า SCIB ซึ่ง FIDF ตั้งราคาที่ ~ PBV 1.6 เท่าเพราะ KTB มีฐานเงินฝากและสินเชื่อขนาดใหญ่ที่สุด, มีปัจจัยพื้นฐานในเกณฑ์ที่ดีกว่า หากประเมินจากความได้เปรียบดังกล่าวคาดว่าราคาขายอาจสูงที่ราว PBV ~ 1.8-2 เท่า หรือคิดเป็นที่ราคา 19.8-22 บาท (อิง 2010E BVS ที่ 11 บาท) ขณะที่ตามราคาเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐานที่ประเมินไว้ที่ 19.50 บาท ยังมีupside อีกราว 8% ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อเก็งกำไร
JAS ฟันกำไรพิเศษขายทิ้งทีทีแอนด์ที บันทึกทันที 63 ล้านบาท ราคาเหลืออัพไซด์ 0.42 บาท JAS โละหุ้น TT&T ทิ้ง ประเดิมล็อตแรก4.13% ฟันกำไรทันที 63 ล้านบาท พร้อมจ่อคิวขายส่วนที่เหลือ 6.54% วงในเชื่อถือเป็นข่าวดีรับปีใหม่ มองราคาวิ่งต่อได้ถึง 2.50 บาท หรืออัพไซด์0.42 บาท โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแคช บาลานซ์ แถมผลประกอบการปี' 53 แนวโน้มโดดเด่นตามธุรกิจบรอดแบนด์กำลังขาขึ้น โบรกฯแนะเล่นเก็งกำไรสบายหายห่วง (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-01-2011)
หุ้นน้ำมันปาล์มเฮพาณิชย์ปรับขึ้น 9 บ. LST-UVAN-UPOIC-TVO เตรียมรับข่าวดีปรับราคาน้ำมันปาล์มอีกขวดละ 9 บาท เป็น 47 บาท จากราคาเพดาน 38 บาท ตามราคาต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น สำหรับวันนี้จะมีการอนุมัติให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ จากมาเลเซีย 50,000 ตัน (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น6-01-2011)
RAIMON กำไรพุ่งขายที่ดินเพลินจิตชี้ ‘เต่า’ ถือหุ้นใหญ่ RAIMON อสังหาฯเทิร์นอะราวด์ พลิกมีกำไร บุ๊คกำไรขายที่ดินย่านเพลินจิต 200 ล้านบาท บวกรับรู้รายได้ไตรมาส 4 พลิกปี'53 กำไร ส่วนปี'54 ทยอยรับรู้เดอะ ริเวอร์ กำไรพุ่ง 400 ล้านบาท ราคาเหมาะสม 0.80 บาท ตะลึง “หม่อมเต่า”ประธานแบงก์ชาติ ดอดเก็บหุ้นแล้ว 61 ล้านหุ้น (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-01-2011)
TTCL จ่อได้งานใหม่ 1.2 หมื่นล. ดันรายได้ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 40% ซื้อเป้า 11.80 บาท TTCL ลุ้นเซ็นงานใหม่ปีนี้ 1.2 หมื่นล้านบาท จากมูลค่างานที่ยื่นประมูลทั้งหมด 5.45 หมื่นล้านบาท ดันรายได้ทั้งปีแตะ 1 หมื่นล้านบาท โตไม่น้อยกว่า 40% จากปี 2553 ที่ทำได้ 7,000 ล้านบาท โบรกฯมองฐานรายได้ที่สูงขึ้นมากหนุนกำไรปีนี้สู่ระดับ 421 ล้านบาท เติบโต 23% แนะซื้อเป้าหมาย 11.80 บาท มีอัพไซด์ 15% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-01-2011)
CPF-GFPT ตรุษจีนราคาไก่-หมูขึ้น รายได้ไตรมาสแรกฟื้น CPF เป้าเกิน 25 บาท CPF-GFPT เตรียมรับอานิสงส์เทศกาลตรุษจีน คาดความต้องการเพิ่มดันราคาไก่-หมูสูง ดันผลประกอบการไตรมาส 1/54 ฟื้นตัวจากไตรมาส 4/53 โบรกฯ แนะนำถือ CPF ราคาเป้าหมาย 25.41 บาท ส่วนGFPT ราคาเป้าหมาย 11 บาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 6-01-2011)
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
-ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงปิดบวกต่อเนื่องอีก 31.71 จุด หลังตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนออกมาแข็งแกร่งเกินคาดส่งผลให้นักลงทุนยังคงมั่นใจต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกล้าที่จะซื้อสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่อง
ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ ยังแกว่งตัวผันผวนเช่นเดิมโดยหลายประเทศยังมีแรงขายกดดันให้ลงไปเคลื่อนไหวใน
ด้านลบอยู่
VIX Index ยังปรับตัวลดลงต่อเนื่องอีกกว่า 2% หลังนักลงทุนยังมั่นใจต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ

ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้า NYMEX ดีดกลับขึ้น 0.92ดอลลาร์มาปิดตลาดที่ 90.30 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงดีขึ้นต่อเนื่อง
ราคาทองคำล่วงหน้าในตลาด COMEX ลดลงอีก 5.10ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1373.70 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังค่าเงินดอลลาร์ยังแข็งค่าต่อเนื่อง

ข่าวต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา: ADP เผยภาคเอกชนในสหรัฐเพิ่มการจ้างงาน 297,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. ADP Employer Services ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยด้านตลาดแรงงานในสหรัฐเปิดเผยว่า ภาคเอกชนทั่วประเทศสหรัฐเพิ่มการจ้างงาน 297,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. ซึ่งเป็นตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 100,000 ตำแหน่ง (ที่มา: อินโฟเควสท์ 6-01-2011)
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยสต็อกน้ำมันดิบสัปดาห์ที่แล้วร่วงลงเกินคาด 4.2 ล้านบาร์เรล สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. ลดลง 4.2 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 335.3 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลงเพียง 1.7 ล้านบาร์เรล (ที่มา: อินโฟเควสท์ 6-01-2011)
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยดัชนี ISM ภาคบริการเดือนธ.ค.ขยายตัวรวดเร็วสุดในรอบ 4 ปี สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการเดือนธ.ค.ขยายตัวสู่ระดับ 57.1 จุด จากเดือนพ.ย.ที่ระดับ 55 จุด ทำสถิติขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 และเป็นอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 4 ปี เนื่องจากภาคบริการมีมุมมองที่เป็นบวกแต่แนวโน้มการทำธุรกิจ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 6-01-2011)
เอเชีย: กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียคาดผลผลิตน้ำมันปาล์มปีนี้เพิ่มขึ้น 9.5% ฟาดิล ฮัสซัน ประธานสมาคมผู้ผลิตน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียคาดการณ์ว่า ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบของอินโดนีเซียในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 9.5% แตะ 23 ล้านตัน และหากสภาพอากาศปกติในช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนเม.ย.หรือพ.ค. ผลผลิตก็อาจจะเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านตัน สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ประธานสมาคมฯ กล่าวว่า การผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 500,000 ตันในปีนี้ หรือ 2% และอาจจะต่ำกว่าระดับอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยที่ 4% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ที่มา: อินโฟเควสท์ 5-01-2011)
เอเชีย: ธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศตรึงดอกเบี้ยที่ 6.50% วันนี้ แม้เงินเฟ้อพุ่ง ธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 6.50% ในการประชุมวันนี้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนธ.ค.พุ่งขึ้นเหนือระดับเป้าหมายของธนาคารกลางก็ตาม ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินโดนีเซียกำลังถูกกดดันให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ หลังจากดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) เดือนธ.ค.ของอินโดนีเซียพุ่งขึ้นแตะระดับ6.96% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 6.7% ในเดือนพ.ย. (ที่มา: อินโฟเควสท์ 5-01-2011)
----------------------------------------------------------------------------------

Code 228 : เปิดโผหุ้นเด็ดปี 54

วันพุธที่ 5 มกราคม 2554

ATT Code : เปิดโผหุ้นเด็ดปี 54
E Finance : โบรกเกอร์เดินหน้าแนะนำหุ้นเด็ดปี 54 ระบุต้องเน้นเลือกลงทุนบริษัทฯ ที่สามารถรักษาอัตราการทำกำไรได้สูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ชี้กลุ่มพลังงาน, แบงก์ และโภคภัณฑ์ยังแจ๋ว แนะลงทุน PTTCH PTTAR PTT KBANK UVAN TVO พร้อมให้เป้าดัชนีฯ 1,148 จุด

----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
5 มค. 54 ( +9.65 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

ไม่น่าต่ำกว่า 1039 - 41 จุด
ดัชนีในวันอังคาร ไม่ได้ปรับตัวลงอย่างที่คาดไว้ แต่กลับปรับตัวขึ้นทะลุกรอบสามเหลี่ยมภาพระยะสัปดาห์ขึ้นไปได้แนวโน้มในวันพุธนี้ ในกรณีที่มีการปรับตัวลง ดัชนีไม่น่าจะปรับตัวลงต่ำกว่าบริเวณ 1039 - 41 แถวจุดต่ำสุดของวันอังคาร

และตราบใด ไม่ต่ำกว่า 1029.96 จุดต่ำสุดวันสิ้นปีที่แล้ว ดัชนีในเดือน มค. นี้มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อแถว 1114 – 28 จุด หรือประมาณระยะทาง 1.618 เท่าของคลื่น 1 เดือนTo 1114 – 28 มิย. ปีที่แล้ว

----------------------------------------------------------------------------------
E Finance : เปิดโผหุ้นเด็ดปี 54
โบรกเกอร์เดินหน้าแนะนำหุ้นเด็ดปี 54 ระบุต้องเน้นเลือกลงทุนบริษัทฯ ที่สามารถรักษาอัตราการทำกำไรได้สูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ชี้กลุ่มพลังงาน, แบงก์ และโภคภัณฑ์ยังแจ๋ว แนะลงทุน PTTCH PTTAR PTT KBANK UVAN TVO พร้อมให้เป้าดัชนีฯ 1,148 จุด

* ปี 54 หุ้นไทยผลตอบแทนดี แต่ไม่แรงเท่า 2 ปีก่อน
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.พัฒนสิน หรือ CNS คาดการณ์ตลาดหุ้นไทยปี 2554 ว่า จะยังคงให้อัตราผลตอบแทนที่เป็นบวกในปี 2011F แต่จะไม่เห็นภาพของการพุ่งทะยานเหมือนปี 2009-2010 เพราะกำไรของธุรกิจจะมีแรงกดดันจาก margin ที่แคบลง ตามเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ดี เรามองว่าดัชนีฯ จะแตะระดับสูงสุดที่เกิน 1,055 จุด ภายใน 1H11F ทั้งนี้แรงผลักดันดัชนีฯ จะมาจากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ Hard commodity และ Soft commodity (Global recovery: Inflation theme) และแรงหนุนจากกลุ่มธนาคารฯ (Re-flation theme) * แนะเลือกบริษัทที่รักษาอัตราทำกำไรสูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ CNS ให้กลยุทธ์การลงทุนใน 12 เดือนข้างหน้า จะเน้นไปที่บริษัทฯ ที่สามารถรักษาอัตราการทำกำไรได้สูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแนวโน้มปี 2011 คาดดัชนีฯยังคงให้ผลตอบแทนที่เป็นบวก จาก
1) พื้นฐาน บจ.แข็งแกร่ง สามารถรักษาอัตราการทำกำไรได้สูงกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ตามภาวะเงินเฟ้อ และ ดอกเบี้ยขาขึ้น
2) คาดความเสี่ยงที่กดดันตลาดหุ้นไทยปี 2010 จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คือ การเลือกตั้งที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง ความชัดเจนเรื่องมอนทาราต่อ PTTEP
และ 3) ประเด็นหนุนราคาหุ้นตามประเด็นการลงทุน Inflation theme และ Reflation theme กลุ่มเด่น ได้แก่ พลังงาน เกษตร ธนาคาร ตลอดจนกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการบริโภค และการใช้จ่ายภาครัฐฯ อาทิ บันเทิง ค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง* หุ้นแนะนำ Scoring จาก High ROE& High growth

สำหรับหุ้นแนะนำ Scoring จาก High ROE& High growth ตามประเด็นการลงทุน ได้แก่ 1. Inflation และ relation theme ได้แก่สินค้าโภคภัณฑ์ และกลุ่มการเงิน UVAN PTTCH PTTAR PTT TVO PTTEP TOP KBANK TISCO BLA และ 2. การบริโภคในประเทศ Budget spending บันเทิง MCOT BEC รับเหมาก่อสร้าง STEC ยานยนต์ SAT สินค้าบริโภค DCC SMT ส่วนประเด็นการลงทุนช่วง 1Q11 แนะนำ
1. Global theme และ ภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นส่งผลบวกต่อกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์
2. การเพิ่มขึ้นของหมุนเวียนเงิน (Inflation and Reflation theme) ได้แก่กลุ่ม ธนาคาร ประกันชีวิต และ
3. หุ้นปันผลสูงโดยเฉพาะหุ้นที่ยังไม่จ่ายปันผลระหว่างกาล ทำให้ปันผลที่เหลือจ่ายจากผลการดำเนินงานปี 2010 ที่จะจ่ายช่วงไตรมาสแรกสูง* ม.ค.54 แนะซื้อดักหุ้น Earning 4Q53 ดีและปันผลสูง

ด้านฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ออกบทวิเคราะห์ แนะนำการลงทุนประจำเดือนมกราคม 2554 ให้ซื้อดักหุ้น Earning 4Q53 ดีและปันผลสูง ทั้งนี้ ประเมินว่ากำไรสุทธิ 4Q53 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์, พลังงาน, ปิโตรเคมี, บรรจุภัณฑ์, บันเทิง&สื่อ และที่พักอาศัยบางบริษัทจะออกมาดี

โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ คาดว่าจะเป็นกลุ่มแรกที่ประกาศกำไรสุทธิ 4Q53 โดยจะเริ่มประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนม.ค.2554 ซึ่งคาดว่าจะออกมาแข็งแกร่งต่อเนื่อง เพราะสินเชื่อขยายตัวดี ตามความต้องการใช้สินเชื่อของกลุ่ม Corporate และ SMEs ที่ยังแข็งแกร่ง รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตสูง และสินเชื่อเช่าซื้อเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ฟื้นตัว หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ คือ BBL, KBANK และ KTB

กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เรามองว่าธุรกิจก๊าซ น้ำมัน และโรงกลั่นจะทำกำไรได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน 4Q53 เพราะราคาน้ำมันใน 4Q53 ปรับขึ้นประมาณ 10%QoQ หนุนโดยอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว และในปีนี้อากาศหนาวจัดกว่าปกติ โดยเฉพาะในจีนและสหภาพยุโรป ด้านค่าการกลั่นสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลและ Jet ทั้งนี้เพราะจีนหันมาใช้น้ำมันดีเซลในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อลดมลภาวะทางอากาศ และสภาพภูมิอากาศที่หนาวมากทำให้ความต้องการใช้นํ้ามัน Heating oil เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นโรงกลั่นยังจะมีกำไรจากสต็อกน้ำมันดิบด้วย

ด้าน Spread ของอะโรเมติกส์ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Spread ของพาราไซลีนที่ปรับขึ้นเป็น 450 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จาก 218 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันใน 3Q53 และ Spread ของเบนซีนที่เพิ่มเป็น 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จาก 132 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันใน 3Q53 โดยเป็นผลจากอุปสงค์แข็งแกร่งแต่อุปทานใหม่เลื่อนออกไป

ด้านปิโตรเคมี Spread ของโอเลฟินส์อยู่ในเกณฑ์ดี และไม่มีการปิดซ่อมบำรุงเหมือนใน 3Q53 ส่วน Spread ของ PET ทรงตัวสูงที่ 220 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ยังผลให้ผลประกอบการของ PTTCH จะเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบ QoQ และกำไรสุทธิของ IVL จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน 4Q53 หุ้น Top Picks ของกลุ่มนี้ คือ PTT, PTTCH, TOP

กลุ่มบรรจุภัณฑ์ มีหุ้นที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 4Q53 โดดเด่น คือ AJ, PTL เพราะ Spread ของ BOPET เพิ่มขึ้นจาก 3Q53 ประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเป็น 2,900-3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่วนของ BOPP และ BOPA สูงขึ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเป็น 650-700 และ 1,500-2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันใน 4Q53 ตามลำดับ เพราะอุปสงค์สูงแต่ยังไม่มีอุปทานใหม่เข้ามา ทำให้กำไรสุทธิ 4Q53 จะเติบโตก้าวกระโดดมากเมื่อเทียบ YoY และ QoQ และคาดว่าจะดีต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 3-6 เดือนข้างหน้า โดยเป็นผลจาก Spread ที่ทรงตัวสูง และมีการขยายกำลังการผลิต

กลุ่มบันเทิงและสื่อ รายได้จากการโฆษณาดีขึ้นเพราะเป็น High season ของธุรกิจ และมีการปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาด้วยหุ้นที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากใน 4Q53 คือ MAJOR เนื่องจากมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายหลายเรื่อง รายได้ค่าโฆษณาเติบโตดี และมีกำไรจากการขาย “ซูซูกิ อเวนิว” เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์โดยตรงประมาณ 100 ล้านบาท และรับรู้ผ่านการถือหุ้น SF 22.9% อีกส่วนหนึ่ง

กลุ่มที่พักอาศัย บริษัทส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้จะมีการโอนรับรู้รายได้ชะลอลงเนื่องจากหมดอายุมาตรการลดหย่อนภาษีตั้งแต่กลางปี 2553 โดยเฉพาะที่พักอาศัยแนวราบ ยกเว้น LPN และ SPALI จะรับรู้รายได้และทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใน 4Q53 โดยเป็นผลจากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมเป็นจำนวนมาก อัตรากำไรขั้นต้นยังอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะราคาวัสดุก่อสร้าง ทั้งปูนซีเมนต์ และเหล็กในปี 2553 ไม่ได้ปรับขึ้นมาก และบริษัทมีการบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังเป็นหุ้นที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูง โดยคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 8% ต่อปี เราจึงให้ทั้งสองบริษัทนี้เป็นหุ้น Top Picks ในกลุ่มที่พักอาศัย* เคมีภัณฑ์-หลักทรัพย์-วัสดุก่อสร้าง-อิเล็กฯ-พลังงาน กำไรก้าวกระโดด

สำหรับภาพรวมทั้งปี กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนที่ DBSV ทำการวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 33% ในปี 2553 นำโดยกลุ่มเคมีภัณฑ์, หลักทรัพย์, วัสดุก่อสร้าง, อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน ซึ่งมีกำไรสุทธิขยายตัวก้าวกระโดดถึง 47-67%YoY รองลงมาเป็นกลุ่มขนส่ง, บันเทิงและสื่อ, ธนาคารพาณิชย์, พาณิชย์, อาหาร ซึ่งกำไรสุทธิเติบโต 17-37%YoY ส่วนกลุ่มที่มีกำไรสุทธิลดลง คืออสังหาริมทรัพย์

ขณะที่แนวโน้มปี 2554 คาดว่ากำไรสุทธิจะขยายตัวในอัตราที่น้อยลงเพราะฐานของปี 2553 สูงขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลุ่มเคมีภัณฑ์ยังคงขยายตัวแข็งแกร่งมาก 52% นำโดย IVL และ PTTCH ตามมาด้วยกลุ่มพาณิชย์, อสังหาริมทรัพย์ (โดยหลักมาจากกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และรับเหมาก่อสร้าง), บันเทิงและสื่อ, ธนาคารพาณิชย์ และอาหาร ซึ่งประมาณการว่ากำไรสุทธิจะขยายตัว 14-27%YoY ในปี 2554* เปิดตัวหุ้นปันผลสูง

ซื้อดักหุ้นที่คาดว่าจะจ่ายปันผลสูง ในช่วงเดือน ก.พ.2554 จะมีการประกาศผลประกอบการ 4Q53 และทั้งปี 2553 ซึ่งบริษัทจดทะเบียนมักจะประกาศจ่ายปันผลออกมาด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับนโยบายการจ่ายปันผลของแต่ละบริษัทว่าจะจ่ายทุกไตรมาส จ่ายปีละ 2 ครั้ง หรือจ่ายปีละ 1 ครั้ง ซึ่งทางทีมกลยุทธ์ Retail ได้ทำการวิเคราะห์เพื่อคัดเลือกหุ้นใน DBSV Coverage ที่คาดว่าจะจ่ายปันผลน่าประทับใจในอีกประมาณ 3-4 เดือนข้างหน้า ซึ่งพบว่า 10 อันดับแรกของหุ้นที่คาดว่าจะจ่ายปันผลสูง ประกอบด้วย KGI, BLS,ASP, TMT, PTSEC, QH, SC, SIRI, PF, DTAC

การไหลเข้ามาลงทุนของต่างชาติ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ, ยุโรป, อังกฤษ และญี่ปุ่น ยังคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0-0.25%, 1.0%, 0.5% และ 0-0.1% ตามลำดับไปอีกนานจนถึงสิ้นปี 2554 รวมถึงเฟดประกาศแผนซื้อพันธบัตรระยะยาว (QE2) มูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปถึงกลางปี 2554 เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดการทำ Carry Trade ด้วยการกู้เงินอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงภูมิภาคเอเชียที่คาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่า ซึ่งคาดว่าตลาดหุ้นจะได้อานิสงส์ทางบวกจากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้ามาลงทุนเหล่านี้ด้วย* ให้เป้าดัชนีฯ 1148 จุด

สำหรับประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2554 เท่ากับ 1148 จุด เทียบเท่ากับ P/E ปี 2554 ที่ 15 เท่า ซึ่งเป็นระดับ High ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 7 ปีตลาดหุ้นไทย และเทียบเท่ากับ P/E เฉลี่ยย้อนหลัง + 1sd
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS : คาดมีลุ้นจังหวะแกว่งย้อนลงของ SET เพื่อเป็นโอกาสหาจังหวะซื้ออีกครั้ง
แนวโน้ม: เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นไทยดีดตัวขึ้นปิดบวกเกือบ 1% หลังจากตลาดหุ้นเพื่อนบ้านบวกนำหน้าไปตั้งแต่วันจันทร์ที่เราปิดทำการ อย่างไรก็ตามเริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมาให้เห็นบ้างในช่วงบ่าย ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศในเช้าวันนี้ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงการปรับพักตัวหลังการขยับขึ้นต่อเนื่องมาหลายวัน ทำให้ FSSคาดว่า SET มีโอกาสที่จะเริ่มแกว่งตัวผันผวนและย้อนกลับลงไปเคลื่อนไหวในด้านลบอีกครั้งได้ โดยเราเริ่มเห็นแรงขายจากกองทุนในประเทศซึ่งคาดว่าเป็นการทยอยขายจากกองทุน LTF ที่จะครบอายุในปีนี้ด้วย อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างประเทศเริ่มกลับมามียอดซื้อสุทธิที่หนักแน่นอีกครั้ง ดังนั้นคาดว่า SET น่าจะปรับพักตัวลงไม่ลึกนัก และยังมีแนวโน้มที่จะดีดกลับขึ้นได้อยู่
กลยุทธ์: ดังนั้นยังเลือกหุ้นเข้ารับเมื่อตลาดปรับตัวลงได้ โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ KTB, KBANK, PTL, PTTCH, TOP, SEAFCO, CSL, BIGC, PS, AP,TASCO, AMATA, KSL, TVO, CK, STEC และ TTW เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (+) เงินเฟ้อเดือน ธ.ค. เพิ่ม...จับตาการประชุม กนง.พุธหน้า เงินเฟ้อทั่วไปเดือน ธ.ค. เพิ่ม 3% Y-Y ตามตลาดคาด และเพิ่ม 0.16% M-M ส่วนทั้งปี เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่ม 3.3% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (หักราคาอาหารและพลังงาน) +1.4%Y-Y, +0.35% M-M ทำให้ทั้งปี เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่ม 1% ก.พาณิชย์คาดเงินเฟ้อปีนี้เพิ่ม 3.2-3.7% ส่วน FSS คาด 4% แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อปีนี้จะเพิ่มตามราคาน้ำมัน
แต่เชื่อว่าจะถูกจำกัดจากนโยบายช่วยเหลือของรัฐบาล ให้จับตาการประชุม กนง.พุธหน้าซึ่งเราคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สำหรับทั้งปี เราคาดดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มขึ้น 0.75% เป็น 2.75% สิ้นปี
• (+) ราคาถ่านหินมีแนวโน้มขึ้นต่อเพราะอุปทานตึงตัว เราปรับเป้าหมายBANPU ขึ้นเป็น 1,100 บาท ระยะสั้น-น้ำท่วมที่ออสเตรเลียซึ่งส่งออกถ่านหิน7-8% ของโลก จะทำให้ปริมาณถ่านหินในตลาดโลกลดลงอย่างน้อย 1 ไตรมาสขณะที่อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่สุดของโลกยังเผชิญกับฤดูฝนในไตรมาสนี้ จึงเป็นปัญหาในด้านการผลิตและขนส่ง ส่วนเหมือง Daning ในจีนของ BANPU ที่ต้องหยุดผลิตชั่วคราวเพราะต่อสัมปทานไม่ทัน ทำให้เสีย Marketshare ในจีนไปบ้าง จะกลับมาผลิตเป็นปกติใน 2 – 3 เดือนข้างหน้า แต่ราคาถ่านหินที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลต่อกำไรของ BANPU มากกว่าและทำให้เราปรับประมาณการกำไรของ BANPU ปีนี้ขึ้นอีก 10% เป็นการเติบโตจากปีก่อนถึง 85% ปัจจุบันBANPU มี PE 8.4 เท่า LANNA 7 เท่า (เป้าหมาย 24 บาท) และ AGE 13.5 เท่าเราเห็นว่า BANPU และ LANNA น่าสนใจมากกว่า AGE
• (+) BAY เราปรับเป้าหมายขึ้นเป็น 30 บาท ราคาหุ้น BAY ในปีก่อนปรับขึ้นมาเพียง 13% แย่กว่ากลุ่มแบงก์ที่บวก 34% อย่างมาก แต่เราเชื่อว่ากำไรของ BAYจะกลับมาเติบโตแข็งแกร่งใน 2-3 ปีข้างหน้า จากการตั้งสำรองหนี้เสียลดลงค่าใช้จ่ายในการควบรวมและปรับโครงสร้างจะลดลงเรื่อยๆ และเสร็จสมบูรณ์ใน1Q12 เราปรับประมาณการกำไรขึ้นโดยคาดปี 2011 โต 15% และปี 2012 โต
33% และปรับเป้าหมายขึ้นจาก 27 บาทเป็น 30 บาท แนะนำซื้อ
• (0) DTAC คาดกำไรปกติ 4Q10 +3% Q-Q, +21% Y-Y และทำให้กำไรทั้งปี 2010 โต 50% แต่คาดกำไรปี 2011 ลดลง 4% เพราะกลับมาจ่ายภาษีในอัตราปกติ 30% และจ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มเป็น 30% ตั้งแต่ ก.ย. 2011 เรามองDTAC เป็นเพียงหุ้นปันผลที่ให้ yield 5-6% แนะนำซื้อเพราะราคาหุ้นยังมีส่วนต่างจากเป้าหมายที่ 48 บาทและ PE ปัจจุบัน 11 เท่ายังไม่แพงเกินไป
• (-) ADVANC รมว.จุติจะนำข้อสรุปของคณะกก.ม.22 เรื่องการแก้สัปมทานเข้าครม.สัปดาห์หน้า เป็นเรื่องเดิมที่เป็นผลกับราคาหุ้น เราแนะนำซื้อ ADVANC เมื่อราคาลงแรงเพื่อปันผลเท่านั้น แต่ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการหา Capital gain
• Fund Flow วานนี้ยังไหลเข้าต่อเนื่องเป็นวันที่ 24 ติดต่อกัน ในปริมาณเท่าเดิมแม้จะเข้าซื้อตลาดหุ้นไทยมากขึ้นแต่ลดการซื้อในตลาดไต้หวัน เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้าสู่ตลาด นโยบายการเงินของประเทศกลุ่ม G7 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตลาดยังให้ความสนใจกับการเกิดในเฟ้อในปี 2011 ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่กันทั่วหน้า อย่างไรก็ตามเรามองว่าแนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติจะยังไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาคอย่างต่อเนื่องเนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นและอยู่ในอัตราที่สูงในโลก ค่าเงินบาทเช้านี้อ่อนค่าเล็กน้อยมาอยู่ที่ 30.12 บาท/ดอลลาร์ ขณะเดียวกันราคาทองคำน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ถูกแรงขายทำกำไรกันทั่วหน้า แต่ไม่ต้องตกใจเพราะเป็นการขายเพื่อล๊อกกำไรเท่านั้น ดังนั้นการปรับลงราคาหุ้นในกลุ่มนี้จะเป็นโอกาส
สะสมเข้าซื้อเก็งกำไรรอบใหม่ เน้นกลุ่มถ่านหินเป็นหลัก


ข่าวภายในประเทศ
SPALI-LPN เด็ดสุดกำไรเติบโตไม่หยุด หุ้นจ่ายปันผลงาม ดิวิเดนด์ยีลด์สูง 6% ยก SPALI-LPN เด็ดสุดกลุ่มอสังหาฯ คาดดิวิเดนด์ ยีลด์สูง6% ได้แรงหนุนกำไรเติบโต โดย SPALI โกยกำไรปี'53 พุ่ง 2.88 พันล้านบาท พร้อมลุ้นจ่ายปันผล 0.67 บาทต่อหุ้น ด้าน LPN ไม่น้อยหน้าฟันกำไรปี'53 กว่า 1.57 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.53 บาท โบรกฯแนะซื้อราคาเป้าหมาย 19.06 บาท และ 13.32 บาทตามลำดับ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 5-01-2011)
คลังตั้งราคา TMB 4 บ. เมินข้อเสนอไอเอ็นจี กระทรวงการคลังเมินข้อเสนอไอเอ็นจีกรุ๊ป ปรับเป้าราคาหุ้นแบงก์ทหารไทยใหม่เป็น 4 บาท มั่นใจกำไรปีนี้โตแบบก้าวกระโดด ดันราคาหุ้นพุ่งเกินต้นทุน 3.80 บาท แถมได้รับเงินปันผลครั้งแรกในรอบ 10 กว่าปีเข้าคลัง เสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดในไตรมาสแรกนี้ (ทมี่ า: นสพ.ข่าวหุ้น 5-01-2011)
TRC Q4แจ๋ว! บุ๊คพิเศษ 76 ล้าน ปี’53 พลิกกำไร TRC ฟุ้งรายได้ไตรมาส 4/53 โตก้าวกระโดด เหตุบุ๊คกำไรพิเศษจากการบันทึกกลับรายการค่าปรับ 76 ล้านบาท ส่งผลปี'53 พลิกเป็นกำไร จากปี' 52 ขาดทุน 165 ล้านบาท ขณะที่รอผลประมูลงานในไตรมาส1/54 อีก 3-4 พันล้านบาท (ที่มา:นสพ.ข่าวหุ้น 5-01-2011)
กลต.ลุยเก็บค่าฟีเพิ่มเทรด 5 ล้านโดนทันที ของขวัญปีใหม่จาก ก.ล.ต. เพิ่มค่าฟีกำกับดูแลโบรกเกอร์เพิ่ม อีก 0.0018% หรือล้านละ 18 บาท งานนี้นักลงทุนที่เทรดหุ้นวอลุ่มตั้งแต่ 5 ล้านบาทต่อวันขึ้นไปโดนทันที ส่วนต่ำกว่า 5 ล้านบาท โบรกฯขอรับไว้เอง มอง ก.ล.ต. เอาเปรียบเห็นวอลุ่มโป่งเลยเก็บ ทั้งที่มีส่วนแบ่งจากเทรดดิ้งฟีอยู่แล้ว 0.002% งานนี้เปิดเสรีฯอ่วมกว่าเดิม โบรกฯเล็กตายเรียบ รายย่อยร้องทำไมต้องมาเก็บกันด้วย เริ่มใช้ 4ม.ค.54 แล้ว (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 5-01-2011)
หุ้นถ่านหินคึกรับข่าวดี! AGE ส่งซิกพุ่ง125 เหรียญ หุ้นถ่านหินขานรับกระแสซัพพลายถ่านหินขาดตลาด ผู้บริหาร AGE มั่นใจราคาช่วง 2-3 เดือนนี้ยืนเหนือ 125 เหรียญสหรัฐต่อตัน เตรียมขยับตัวเลขส่งออกถ่านหินในจีนเพิ่มหลังเจรจาออเดอร์เกือบ 1 แสนตันต่อเดือน ด้าน BANPU-LANNA ยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่อเนื่อง (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 5-01-2011)
ARIP เปิดบริการใหม่ต่อยอดเว็บไทยเมล์ฯหวังดันออนไลน์โต10% ARIP เตรียมเปิดบริการใหม่ในไทยเมล์ดอทคอม เอาใจกลุ่มลูกค้าองค์กรแลกกับการจ่ายค่าบริการ พร้อมตั้งเป้าดันสัดส่วนรายได้ออนไลน์ปีนี้เป็น 10% เผยปีนี้มีอีเวนต์ทุกไตรมาส เตรียมขยายพื้นที่จัดงานเต็มศูนย์สิริกิติ์ หลังงาน“ซีมาร์ต” กระแสแรง ส่วนรายได้รวมปีนี้คาดโต 20% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 5-01-2011)
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.

ดัชนีดาวโจนส์เริ่มแกว่งตัวผันผวนอีกครั้ง โดยแกว่งตัวในกรอบ +/- ประมาณ 30 จุด ก่อนที่จะปิดทำการเป็นบวก20.43 จุด จากแรงเทขายทำกำไรหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่ขึ้นมาร้อนแรง ขณะที่ความวิตกเกี่ยวกับผลกำไรที่ลดลงของซูเปอร์มาร์เก็ตถ่วงหุ้นกลุ่มค้าปลีกอาหารด้วย อย่างไรก็ตามหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและสื่อสารโทรคมนาคมช่วยหนุนตลาดให้ยังเป็นบวกต่อได้
ตัวเลขคำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้นในเดือน พ.ย.ขณะที่รายงานการประชุมของเฟดเมื่อ 14 ธ.ค.ยืนยันจะดำเนินโครงการซื้อพันธบัตร 6 แสนล้านเหรียญต่อไป ช่วยผลักดันตลาดหุ้นสหรัฐให้ยังบวกต่อ
ส่วนตลาดหุ้นในยุโรปมีทั้งบวกและลบ หลังเริ่มมีแรงขายทำกำไรบ้างเช่นกัน ซึ่งตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน โดยมีหลายประเทศเริ่มแกว่งตัวในด้านลบ

ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้า NYMEX รูดลง 2.17 ดอลลาร์มาปิดตลาดที่ 89.38 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นการร่วงลงครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.เป็นต้นมา หลังราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภทปรับตัวลงจากดอลลาร์ที่เริ่มดีดขึ้นอีกครั้ง
ราคาทองคำล่วงหน้าในตลาด COMEX ปรับตัวลง 44.10ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1378.80 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐยังดีต่อเนื่อง ช่วยกระตุ้นแรงซื้อในสินทรัพย์เสี่ยง และลดความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยลง


ข่าวต่างประเทศ
ยุโรป: เงินเฟ้อยูโรโซนพุ่งแตะ 2.2% ในเดือนธ.ค. เหตุราคาพลังงานทะยานขึ้น สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป หรือ ยูโรสแตท รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรปรับตัวขึ้นสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ และเหนือกว่าระดับเป้าหมาย 2% ที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กำหนดไว้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปี ซึ่งเป็นผลมาจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทะยานขึ้น อัตราเงินเฟ้อยูโรโซนปรับตัวขึ้นแตะ 2.2%ในเดือนธันวาคม 2553 จากระดับ 1.9% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตัวเลขเงินเฟ้อที่ได้รับการเปิดเผยล่าสุดนี้ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม2551 (ที่มา: อินโฟเควสท์ 5-01-2011)
ยุโรป: เยอรมนีเผยจำนวนคนว่างงานปรับตัวสูงขึ้นในเดือนธ.ค. เหตุจากสภาพอากาศหนาวเย็น เยอรมนีเผยจำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ปรับตัวลดลง 17 เดือนติดต่อกัน ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นที่สุดในรอบกว่า 40 ปีได้ทำให้หลายบริษัทลดจำนวนพนักงาน สำนักงานแรงงานกลางเยอรมนีเปิดเผยว่า จำนวนคนว่างงานที่ปรับตามฤดูกาล (seasonally adjusted) เพิ่มขึ้น3,000 คนจากเดือนพฤศจิกายน มาอยู่ที่ 3.15 ล้านคนในเดือนธันวาคม 2553 สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะลดลง ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 7.5% (ที่มา: อินโฟเควสท์ 4-01-2011)
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยยอดสั่งซื้อสินค้าของโรงงานอุตสาหกรรมสหรัฐเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 0.7% กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าใหม่ของโรงงานอุตสาหกรรมในสหรัฐประจำเดือนพ.ย.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.7% แตะระดับ 4.238 แสนล้านดอลลาร์ เพราะได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของยอดสั่งซื้อสินค้าที่มีอายุการใช้งานต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของสหรัฐยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง (ที่มา: อินโฟเควสท์ 5-01-2011)
เอเชีย: กระทรวงคลังญี่ปุ่นเผยรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 5.3% ในเดือนพ.ย. กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเผยรายได้จากการจัดเก็บภาษีเดือนพ.ย. 2553 เพิ่มขึ้น 5.3% จากระดับปีที่แล้ว แตะ 5,584.15 พันล้านเยน เนื่องจากรายได้จากการจัดเก็บภาษีบริโภคและภาษีนิติบุคคลที่สูงขึ้นสำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รายได้จากการจัดเก็บภาษียาสูบร่วงลง 65.3% แตะ 2.36 หมื่นล้านเยนในเดือนพ.ย. ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ทะยานขึ้นจากแรงซื้อช่วงสุดท้าย ก่อนที่จะมีการขึ้นภาษีในเดือนต.ค. (ที่มา: อินโฟเควสท์ 4-01-2011)
เอเชีย: เกาหลีใต้ประมาณการ GDP ปี 53 มีมูลค่าสูงกว่า $1 ล้านล้านหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว ข้อมูลเบื้องต้นของรัฐบาลเกาหลีใต้ชี้ว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2553 คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นรวดเร็วเกินคาด ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า สถานะทางเศรษฐกิจโลกของเกาหลีใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าเกาหลีใต้จะสามารถแข่งขันกับออสเตรเลียและเม็กซิโกเพื่อก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 13 หรือ 14 ของโลก จากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 15 (ที่มา: อินโฟเควสท์ 4-01-2011)
เอเชีย: เกาหลีใต้เผยทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นในเดือนธ.ค.53 ธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ตัวเลขทุนสำรองระหว่างประเทศเดือนธันวาคม 2553 อยู่ที่ระดับ 2.9157 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.34 พันล้านดอลลาร์จากเดือนพฤศจิกายน และเพิ่มขึ้น 2.158 หมื่นล้านดอลลาร์จากเดือนธันวาคมปีก่อนหน้า (ที่มา: อินโฟเควสท์ 4-01-2011)
เอเชีย: อินโดนีเซียเผยยอดขาดดุลงบประมาณปี 53 อยู่ที่ 0.62% ของจีดีพี เว็บไซต์ Bisnis.com รายงานโดยอ้างคำพูดของนายอากัส มาร์โทวาร์โดโจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซียว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของอินโดนีเซียอยู่ที่ระดับ 0.62% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2553 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ระดับ 2.1% และคาดว่าจะลดลงเหลือ 1.8% ในปีนี้ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 4-01-2011)

----------------------------------------------------------------------------------