Code 160 : SET เกิน 927 ลุ้นต่อที่ 937
ATT Code : SET เกิน 927 ลุ้นต่อที่ 937
SET เย็นนี้ ปิดที่ 937.21 จุด +14.15 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.2 หมื่นล้านบาท โดยตลาดสามารถเปิดโดดไปที่ 929 จุด บวกไป 6 จุด โดยมี Banpu เป็นตัวนำตลาด แต่แล้วก็มีแรงขายใหนุ้น PTT ออกมา ทำให้ตลาดหลุด 927 จุด ลงไปที่ 925 จุด หลังจากนั้นหุ้นปูนก็ดันตลาดขึ้นมาอีกตัว พอช่วงบ่ายตัวใหญ่ๆ ส่วนมาก็มีแรงซื้อกลับขึ้นมา ดันให้ตลาดทะลุ 930 ขึ้นมา จนมาปิดเป็น High ที่ 937.21 จุด ถื่อว่าดีมาก โดยแนวโน้มในวันพรุ่งนี้ ถ้ายังสามารถยืนอยู่ที่ 937 ได้ ก้มีสิทธิลุ้นต่อไปที่ 947 จุด แต่ถ้ามีแรงขายออกมาก็อย่าให้หลุด 930 แล้วกัน
----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
21 กย. 53 ( -0.51 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338
แกว่งตัวในกรอบสามเหลี่ยม 918 - 928 จุด
ดัชนีกำลัง แกว่งตัวในกรอบสามเหลี่ยมระหว่าง 918 – 928 หรือระหว่างจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุดของวันจันทร์ การปรับตัวขึ้น เกิน 928.65 จุดสูงสุดของวันจันทร์ได้ ดัชนีสามรถปรับตัวขึ้นต่อแถว939 - 944 ใกล้จุดสูงสุดของสัปดาห์ที่แล้ว
ขณะเดียวกัน ถ้าต่ำกว่า 917.01 จุดต่ำสุดวันศุกร์ ดัชนีมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวกลับลงไปแถว 902 – 907 ใกล้จุดต่ำสุดของสัปดาห์ที่แล้ว
ภาพโดยรวมแล้ว คาดว่า ตลาดน่าจะยังคงแกว่งตัวในกรอบ 902 – 944 อีกนานหลายวันถึงหลายสัปดาห์
หุ้นเด่น
AP
กำลังปรับตัวในกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะชั่วโมง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 7.95 กรอบบนของสามเหลี่ยม เป้าหมายระยะสัปดาห์
8.60 – 8.80( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 7.60 )
LH
กำลังปรับตัวในกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะชั่วโมง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 7.25 กรอบบนของสามเหลี่ยม เป้าหมายระยะ
สัปดาห์ 7.90 – 8.10( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 6.90 )
10 อันดับซื้อขายสูงสุด
TRUE แกว่งตัว 4.80 – 5.20
TMB เกิน 2.62 ขึ้น 2.68 – 2.78
ADVANC แกว่งตัว 89 - 91
BANPU แกว่งตัว 644 – 652
KBANK แกว่งตัว 102 - 107
PTT แกว่งตัว 283 - 287
DTAC แกว่งตัว 38 – 40
IVL ไม่น่าเกิน 26.25 – 26.75
CPF แกว่งตัว 24.20 – 25.25
QH แกว่งตัว 2.62 – 2.70
Intraday - ขึ้น 938 - 943
ไม่ต่ำกว่า 917.01 จุดต่ำสุดวันศุกร์ ดัชนีขึ้นต่อได้แถว 938 - 943 หนึ่งถึงสองวันนี้
IVL
ปรับตัวทะลุกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะวันขึ้นมาได้ ทยอยซื้อแถว 26.00 – 26.50 หรือซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 26.75 จุดสูงสุดวันอังคาร เป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 27.25 – 27.75 (ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 25.75)
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS:ยังสามารถทยอยเลือกหุ้นเข้ารับต่อเนื่อง เพื่อรอรอบดีดขึ้นใหม่ของตลาด...
แนวโน้ม: เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นไทยยังแกว่งตัวผันผวนอยู่ใต้ระดับดัชนี 927 จุด แม้ว่าจะมีจังหวะผ่านขึ้นได้เล็กน้อยในช่วงต้นชั่วโมง แต่ก็ยังไม่สามารถยืนอยู่ได้นานนัก เนื่องจากไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาหนุน นอกจากนี้ SET ยังได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของการเปิดประมูล 3Gที่กดดันราคาหุ้นในกลุ่มสื่อสารอยู่ ซึ่งยังต้องรอความชัดเจนจากศาลปกครองสูงสุดที่นัดพิจารณาคดีในเช้าวันที่ 23 ก.ย.นี้อีกครั้ง อย่างไรก็ตามในช่วงบ่ายวานนี้เราเริ่มเห็นแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มแบงก์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอาหาร พอสมควร ขณะที่กลุ่มพลังงานก็เริ่มทรงตัวได้ดี ซึ่งในเช้านี้ยังมีข่าวบวกจากที่ทางการออสเตรเลียไฟเขียวให้ BANPU ซื้อ Centennial ได้แล้วด้วย ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศเช้านี้ถือว่าบรรยากาศค่อนข้างสดใส แม้ว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียจะเปิดบวกไม่มากเท่ากับฝั่งสหรัฐและยุโรปที่บวกกันถึงกว่า 1% แต่ FSS ก็คาดว่าน่าจะทำให้ SET สามารถขยับเคลื่อนไหวในด้านบวกตามไปด้วย โดยเฉพาะถ้าดัชนีสามารถขยับขึ้นไปยืนเหนือระดับดัชนี 927 จุดที่ชนอยู่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาได้อย่างมั่นคง ก็คาดว่า SET จะสามารถแกว่งบวกต่อเนื่องขึ้นไปลุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่า 944.64 จุดได้ในที่สุด เพียงแต่ระหว่างทางที่แกว่งขึ้นก็ยังต้องระวังจังหวะแกว่งตัวผันผวนด้วย โดยเฉพาะในช่วงท้ายสัปดาห์นี้จากผลการตัดสินของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการอุทธรณ์ของ กทช. ที่กล่าวไว้ข้างต้น
กลยุทธ์: ยังเลือกหุ้นเข้ารับเมื่อตลาดปรับตัวลงได้ โดยมีหุ้นที่น่าสนใจในช่วงนี้ได้แก่ กลุ่มรับเหมา (STEC, CK, TTCL, SEAFCO, SYNTEC) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (TSTH, TASCO,DCC) กลุ่มที่อยู่อาศัย (SPALI, LPN) และกลุ่มอาหาร (TVO) รวมถึงหุ้นที่ราคาตลาดยังต่ำกว่าราคาตามพื้นฐานพอควร เช่น KCE, SIRI, GFPT, HANA, AMATA, SCB, PTTEP, VNG,
DELTA, LPN, BCP, IRPC, PTTAR, CPALL, KBANK, BANPU, PS, BAY, GLOW, TTW และQH เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (+) ส่งออกเดือน ส.ค. เพิ่มตามคาด +23.9% Y-Y, +5.7%M-M และทำให้งวด8M10 +32.6%Y-Y สินค้าที่เติบโตได้ทั้ง Y-Y, M-M ได้แก่ชิ้นส่วนรถยนต์อิเล็คทรอนิคส์ ยาง น้ำมันสำเร็จรูป ตลาดที่ขยายตัวได้โดดเด่นสุดคือสหรัฐฯ รองลงมา
คือยุโรป ส่วนอาเซียนแผ่วลงจากเดือนก่อน
• (-) ลุ้นระทึกกับศาลปกครองสูงสุดพรุ่งนี้ ถ้าศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลปกครองกลาง คาดว่าราคาหุ้น TRUE และ DTAC จะปรับลดลงอีกหลังจากที่เมื่อวานเริ่มรีบาวนด์โดยเฉพาะ TRUE ที่อายุสัมปทานเหลือเพียง 3 ปี ขณะที่ถ้ารอ กสทช. จัดประมูล 3G
อย่างเร็วคือ 2 ปี ขณะที่ทั้ง ADVANC และ DTAC น่าจะจ่ายปันผลพิเศษได้ทั้งคู่ แต่ถ้าศาลปกครองสูงสุดกลับคำตัดสินของศาลปกครองกลาง กทช. จะเดินหน้าประมูล 3G ใน2 – 3 วันข้างหน้า ราคาหุ้นทั้ง 3 ตัว รวมไปถึงกลุ่มแบงก์ และหุ้นเก็งกำไรขนาดเล็กJAS, JTS, SAMART, SAMTEL จะถูกเก็งกำไรอีกครั้ง TRUE น่าจะถูกเก็งกำไรมากสุด ซึ่งถ้าชนะประมูล เราจะแนะนำขาย Sell on fact หลังประกาศผลอยู่ดี
• (+) สินเชื่อเดือน ส.ค. ส่งสัญญาณเร่งตัวขึ้น +0.8%M-M SCB มีสินเชื่อขยายตัวโดดเด่นที่สุด 2.4%M-M แต่ถ้าดูงวด 8 เดือนแรก KTB มีสินเชื่อโตแรงสุด +9.5%YTDขณะที่สินเชื่อทั้งกลุ่ม +3.7%YTD ด้านกลุ่มเช่าซื้อ TISCO, KK สินเชื่อก็ยังเติบโตแข็งแกร่ง เราคาดว่ากำไรของกลุ่มแบงก์น่าจะเพิ่ม 9-10%Y-Y เก็งกำไรระยะสั้น TCAP,KTB และ SCB จากผลประกอบการที่น่าสนใจ
• (+) BANPU ออสเตรเลียไฟเขียวซื้อ Centennial (CEY) บริษัทกำลังอยู่ระหว่างทำ Tender offer หุ้น CEY ซึ่งเลื่อนวันสุดท้ายของการรับซื้อหุ้นออกไปเป็น 5 ต.ค. นี้ ล่าสุดมีผู้มาเสนอขายแล้ว 17% รวมกับที่ BANPU ถือ 20% เงื่อนไขคือ BANPU ต้องมีหุ้นอย่างน้อย 50.1% ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะสำเร็จ ยังคงแนะนำซื้อ เป้าหมาย 780 บาท
• Fund Flow วานนี้ยังไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาคต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน แม้ปริมาณจะไม่มากก็ตาม ค่าเงินเอเชียที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงค่าเงินยูโรกลับมาแข็งค่าขึ้นอีก แสดงให้เห็นว่าความต้องการเงินดอลลาร์ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี (Yield) ยังไม่ได้ปรับขึ้น แม้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปรับขึ้น ซึ่งหากเหตุการณ์จะยังเป็นเช่นนี้อยู่เราก็ยังคงเชื่อว่ากระแสเงินทุนจากต่างชาติก็จะยังไหลเข้าภูมิภาคเอเชียต่อเนื่องเช่นเดิมแม้ปริมาณอาจจะไม่มากและค่าเงินบางประเทศทรงตัว
หรืออ่อนตัวเลขน้อยจากวานนี้
ข่าวภายในประเทศ
ร้ายกลายเป็นดี 3G ล่ม! AIS-DTAC ปันผลพิเศษ กทช.ลั่นทุกไลเซนส์โมฆะทันที หากศาลตัดสินไม่มีอำนาจ ผู้ถือหุ้น ADVANC-DTACไม่ได้จนแต้มกันซะทีเดียว หากประมูลไลเซ่นส์ 3G ล่ม ข่าวร้ายกลายเป็นดี มีลุ้นรับปันผลพิเศษเหตุเงินสดกระแสเงินสดล้นมือ ล่าสุดเอไอเอส มีแช่ในกระเป๋ากว่า 40,000 ล้านบาท แนะซื้อสะสมเชื่อราคาหุ้นปรับลงต่ำกว่าพื้นฐานแล้ว กทช.ลั่นทุกไลเซ่นส์เป็นโมฆะทันที หากศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดว่ากทช.ไม่มีอำนาจ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 21-09-2010)
CK โอดเหล็กขึ้นราคาทำต้นทุนรถไฟฟ้าเพิ่ม “ปลิว” ยอมรับงานสร้างรถไฟฟ้าสีน้ำเงินสุดหิน เผยกังวลราคาเหล็ก เพราะต้องนำเข้า ล่าสุดวางแผนบริหารความเสี่ยงโดยสั่งซื้อล่วงหน้า แต่ระวังไม่ให้กระทบสภาพคล่องบริษัท และปัญหาสินค้าคงคลัง ส่วนกรณี ITD พลิกรับงานสัญญา 1แทน ไม่มีข้อข้องใจ พร้อมยอมรับผลพิจารณาของ รฟม. (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 21-09-2010)
คลังเสนอปันผลหุ้น TMB ดีลขายหุ้นให้ ING ใกล้จบ ประธานบอร์ดแบงก์ทหารไทยเตรียมหารือคณะกรรมการแบงก์จ่ายปันผล ลั่นปีนี้มีกำไรสุทธิจ่ายได้แน่นอน ส่วนดีลกับไอเอ็นจีใกล้จบ รอ “อารีพงศ์” มาสานต่อเดือนหน้า ด้านพันธมิตรใหม่ ไอเอฟซีเจรจาผ่านฝ่ายการเมือง ขณะที่ประธานแบงก์กรุงไทยยอมรับคลังมีนโยบายลดส่วนหุ้นแบงก์กรุงไทย (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 21-09-2010)
IHLไตรมาส 3 แจ่ม! บาทแข็งต้นทุนลดรายได้ 1.9 พันล้าน IHL งบไตรมาส 3 หรูตามอุตสาหกรรม “องอาจ” ย้ำชัดโตได้ต่อเนื่องไม่มีเบรก ชี้เงินบาทแข็งยิ่งติดปีกให้บริษัท หนุนต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบหนังถูกลงทะลัก ฟากวงการเงินชี้กำไรไตรมาส 3 ฟื้นตัวไม่หยุดลูกค้าออเดอร์งานแน่นดันยอดขายทั้งปีทะลุ 1,900 ล้านบาท แนะให้นักลงทุนลุยเก็บหุ้นถูกแถมปัจจัยบวกรอดันราคาอีกเพียบ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 21-09-2010)
PRIN แย้ม Q3 ยอดขายต่ำกว่าเป้า ย้ำทั้งปีตามนัด 5,500 ล้านบาท อีก 2 ปีลุยขยายตจว. "ปริญสิริ" เผยปรับโครงสร้างองค์กรใหม่กระทบยอดขาย Q3 ต่ำกว่าเป้า แต่ทั้งปียังมั่นใจทำได้ตามนัด 5,500 ล้านบาท เหตุยังเหลือ 3 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 2,600 ล้านบาทที่จ่อเปิด 4 เดือนที่เหลือ ส่วนรายได้มั่นใจทำได้ตามเป้า 5,000 ล้านบาท ขณะอีก 2 ปีข้างหน้ารุกขยายตลาดแนวราบออกไปในต่างจังหวัด เชื่อ 3 ปีข้างหน้าอสังหาฯยังสดใส (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 21-09-2010)
GFPT อัพไซด์เพียบกว่า 20%ไร้ผลกระทบบาทแข็ง Q3 คาดกำไรพุ่ง 21% GFPT เหลืออัพไซด์กว่า 20% ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.22 บาท คาดไตรมาส 3/53 กำไรสุทธิพุ่ง 21% แตะ 348 ล้านบาท เชื่อผลกระทบจากค่าเงินบาทจำกัด ลุ้นมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 14 ล้านบาท ส่วน GFN อยู่ในช่วงกำลังทดสอบ น่าจะเริ่มผลิตได้ไตรมาส 4/53 (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 21-09-2010)
MBK ขึ้น XD พรุ่งนี้รับปันผล 2.50 บ. ไตรมาส 3 หรูลุ้นแนวต้าน105 บาท MBK แขวนป้าย XD พรุ่งนี้ คาดได้รับความสนใจรับเงินปันผล2.50 บาท โบรกฯมองมีโอกาสลุ้นแนวแนวต้านที่ 103-105 บาท ด้านผลการดำเนินงานในปี 2553/54 (สิ้นสุดเดือน มิ.ย. 54) คาดรายได้โต 10%แตะ 6.6 พันล้านบาท และกำไรโต 30% เชื่อ Paradise Park และธุรกิจลีสซิ่งหนุน (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 21-09-2010)
EFinance Thai :กลุ่มสื่อสารไม่พ้นบ่วงกรรม
ADVANC-DTAC-TRUE กุมขมับ!! 3G ไม่พ้นวิบากกรรม แม้ศาลปกครองสูงสุดชี้ขาด 23 ก.ย.นี้ นักวิเคราะห์ชี้หากศาลฯมีคำสั่งระงับการประมูลไลเซนส์ 3G ฉุดหุ้นสื่อสารร่วงต่อ แต่หากมีคำสั่งยกเลิกระงับประมูล 3G หนุนราคารีบาวน์แค่เล็กน้อย เพราะยังถูกกดดันจากการพิจารณาคดีกรณี กสท ฟ้องให้พิจารณาอำนาจของ กทช. แนะลงทุนด้วยความระมัดระวัง เชียร์เก็บ ADVANC เหตุราคายังต่ำกว่าพื้นฐานไม่รวม 3G
หุ้นกลุ่มสื่อสารยังไม่พ้นมรสุม!! แม้ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำสั่งอุทธรณ์กรณีระงับประมูลใบอนุญาต(ไลเซนส์) 3G วันที่ 23 กันยายนนี้ เนื่องจากไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งออกมาอย่างไรก็ยังมีประเด็นให้ต้องลุ้นกันต่อไป โดยหากศาลปกครองสูงสุดยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นให้ระงับการประมูลไลเซนส์ 3G ก็จะส่งผลให้หุ้นกลุ่มสื่อสารปรับตัวลดลงได้อีก
แต่หากศาลปกครองสูงสุดยกเลิกคำสั่งระงับของศาลปกครองชั้นต้นและปล่อยให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)ดำเนินการประมูลไลเซนส์ 3G ต่อไปได้ จะส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารรีบาวน์ขึ้นเล็กน้อยในระยะสั้นๆเท่านั้น แต่ภาพรวมยังเป็นลบ เพราะถูกกดดันจากการพิจารณาคดีที่ บมจ. กสท.โทรคมนาคม(CAT)ฟ้องให้ศาลปกครองชี้ขาดว่า กทช.มีอำนาจในการออกใบอนุญาต 3G หรือไม่
ดังนั้น ในวันที่ 23 ก.ย.นี้ จึงยังไม่ใช่วันปลดล็อกของหุ้นกลุ่มสื่อสาร ขณะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักยังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มดังกล่าวเป็นลบ อย่างไรก็ตามยังคงแนะนำซื้อหุ้น บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จํากัด (มหาชน)หรือ DTAC เนื่องจากราคาหุ้นยังต่ำกว่าราคาเหมาะสม ที่ยังไม่ได้รวมเรื่อง 3G
***** นักวิเคราะห์มอง ADVANC-DTAC-TRUE ยังไม่พ้นกรรม
นักวิเคราะห์จาก บล.คันทรี่กรุ๊ป กล่าวถึง กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำสั่งอุทธรณ์กรณีประมูล 3G ในวันที่ 23 ก.ย.นี้ว่า หากศาลฯสั่งระงับการประมูลโครงการ 3G จะส่งผลให้หุ้นกลุ่มสื่อสารปรับตัวลงได้อีก แต่ถ้าหากศาลฯเปิดทางให้มีการเปิดประมูล 3G ต่อไปได้ จะส่งผลให้หุ้นกลุ่มสื่อสารปรับตัวเพิ่มขึ้นได้แค่ในระยะสั้นเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วจะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลปกครองตัดสินว่า กทช.มีอำนาจจัดประมูลหรือไม่
" นักลงทุนเก็งกำไรเรื่อง 3G ไปมากแล้ว โดยเฉพาะ ADVANC, DTAC ราคาลงมาใกล้ๆ กับตอนก่อนที่จะปรับขึ้น"นักวิเคราะห์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับมุมมองการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารเป็น "ต่ำกว่าตลาด" ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังคงแนะนำ "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" สำหรับ ADVANC กับ DTAC เพราะพื้นฐานหุ้นยังดีอยู่ โดยทั้ง 2 บริษัทมีการจ่ายปันผลที่ดีต่อผู้ถือหุ้น ประกอบกับราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่เหมาะสมในปีหน้า(ยังไม่รวม 3G) ซึ่ง บล.คันทรี่กรุ๊ป ประเมินไว้ที่ 94 บาท และ 46 บาท ตามลำดับ และแนะนำ "ขาย" TRUE ราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 3.46 บาท
ด้านนางสาววราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. เคที ซีมิโก้ กล่าวในประเด็นเดียวกันนี้ว่า หากศาลฯ สั่งระงับโครงการประมูล 3G ก็คงไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารอย่างมีนัยสำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารรับข่าวไปแล้ว และหากศาลฯ เปิดทางให้มีการประมูล 3G ราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารอาจจะรีบาวน์เล็กน้อย เพราะศาลปกครองเพียงแค่ระงับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเท่านั้น แต่เรื่องทั้งหมดได้เข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว ซึ่งต้องพิจาารณากันถึงอำนาจของ กทช.
"การรีบาวน์กลับ ก็คงแค่เข้ามาเก็งกำไรว่าใครจะชนะการประมูล แต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ ศาลแค่เพิกถอนคำสั่ง แต่อย่าลืมว่าศาลรับฟ้องไปแล้ว"นางสาววราภรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ แนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสาร โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มนี้เป็น "ต่ำกว่าตลาด"
นักวิเคราะห์จาก บล.กิมเอ็ง กล่าวว่า ได้ปรับน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มสื่อสารตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และแนะนำ "ถือ" ADVANC กับ DTAC เพราะราคาที่เหมาะสมในอีก 1 ปีข้างหน้าซึ่งยังไม่รวม 3G ถือว่าไม่แพง คืออยู่ที่ 104 บาท และ 50 บาท ตามลำดับ
***** เกียรตินาคินมองหุ้นสื่อสารผันผวนก่อนศาลฯชี้ขาด
นักวิเคราะห์บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า ในระยะสั้นราคาหุ้น ADVANC, DTAC และ TRUE ยังคงถูกกดดันต่อเนื่องจากความไม่แน่นอน ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งในวันที่ 23 ก.ย.นี้ แต่ประเมินว่ากรอบการปรับตัวของราคาหุ้นดังกล่าวจะไม่มากเนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาหุ้นได้ปรับตัวลงไปพอสมควร
ทั้งนี้ ในวันที่ 23 ก.ย. ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งออกมาแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีแรกมีคำสั่งให้ยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น จะส่งผลลบต่อหุ้นสื่อสาร แต่หุ้นที่จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดคือ ADVANC เพราะเป็นผู้ประกอบการที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ จึงมีความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ และยังได้ประโยชน์จากในอนุญาต 3G ไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับรายอื่นที่เข้าประมูล อีกทั้งยังเป็นหุ้นที่มีความน่าลงทุนด้วย โดยบริษัทมีโอกาสที่จะจ่ายเงินปันผลพิเศษเพิ่มเติมจากเดิมที่คาดว่าจะจ่ายในอัตรา 6 บาทต่อหุ้น หลังจากที่ได้จ่ายปันผลระหว่างการไปแล้วในอัตรา 3 บาทต่อหุ้น เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในการลงทุน 3G
ขณะที่ TRUE ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากหากมีใบอนุญาต 3G จะเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์สูงสุดในการขยายโครงข่ายจากปัจจุบัน โดยกรณีดังกล่าวแนะนำให้ซื้อลงทุน ADVANC ให้ราคาเหมาะl,ไม่รวมประเด็น 3G ที่ 102 บาท
ส่วนกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งระงับประมูลของศาลปกครองชั้นต้น ส่งผลให้สามารถดำเนินการประมูลต่อและออกใบอนุญาตได้ ก็จะเป็นอานิสงส์ต่อราคาหุ้นของกลุ่มสื่อสารทั้งหมด โดยกลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อลงทุน ADVANC ให้ราคาเหมาะสมรวมประเด็น 3G ที่ 106 บาท และซื้อเก็งกำไร DTAC ให้ราคาเหมาะสมรวมประเด็น 3G ที่ 50 บาท และ TRUE ให้ราคาเหมาะสมรวมประเด็น 3G ที่ 5.10 บาท
***** ศาลปกครองสูงสุดนัดฟังคำสั่ง 23 ก.ย.นี้
นายพรชัย มนัสศิริเพ็ญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เปิดเผยว่า ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้รับคำอุทธรณ์คำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา กรณีที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการประมูลใบอนุญาต 3G และเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคำอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว จะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ถูกฟ้องร้องคดีทั้งสองที่ขอให้ศาลมีคำสั่งระงับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นต่อไป ทั้งนี้ศาลปกครองสูงสุดให้นัดฟังคำสั่งอุทธรณ์ในวันที่ 23 กันยายน 53 เวลา 09.00 น. โดยศาลจะเปิดรับคำยื่นแก้อุทธรณ์ถึงภายในวันที่ 22 กันยายนนี้
***** กทช.ลั่นพร้อมประมูล 3G ภายใน 2 วัน หากศาลฯยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ กรรมการ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 ก.ย.นี้หากศาลปกครองสูงสุดยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณีระงับการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G กทช.ก็สามารถดำเนินการเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ได้ภายใน 2 วัน หรือภายในวันที่ 25 ก.ย.นี้ และสามารถออกใบอนุญาตได้ภายใน 45 วันหลังจากการประมูลเสร็จสิ้น หรือภายในช่วงกลางเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งหวังว่าศาลปกครองสูงสุดจะให้ความเมตตา แต่หากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับการประมูล กทช.ก็พร้อมปฏิบัติตามทันทีอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กทช. ได้แจ้งผู้ร่วมประมูลทั้ง 3 ราย ให้รอคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในวันที่ 23 ก.ย.นี้ หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้รับคำยื่นอุทธรณ์ของ กทช. ให้ทุเลาคำสั่งคุ้มครอง โดยสั่งให้ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในวันที่ 22 ก.ย.53
***** กทช.ชี้หากวืดประมูล 3G ครั้งนี้ ต้องรอไปอีก 2-3 ปี
นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ ออกใบอนุญาต 3G กทช. กล่าวว่า ความเห็นของ กทช. กับรัฐบาลยังมีความแตกต่างกรณีที่จะเร่งรัดการออกกฎหมายจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้เสร็จภายใน 30-90 วัน เนื่องจาก กทช. เชื่อว่าขั้นตอนการจัดตั้ง กสทช.และเปิดประมูลใบอนุญาต 3G อาจต้องใช้ระยะเวลา 2-3 ปี โดยขั้นตอนปัจจุบันอยู่ระหว่างให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แก้ไขใน 13 ประเด็นข้อกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 ซึ่งจะต้องมีการจัดตั้งกรรมาธิการร่วมในการพิจารณาแก้ไข โดยไม่ได้มีการระบุเวลาว่าจะสามารถแล้วเสร็จได้เมื่อไหร่ และหลังจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้วเสร็จก็จะต้องนำเสนอเพื่อขอทูลเกล้าฯ และหากมีการตีกลับก็จะต้องกลับมาพิจารณาใหม่
สำหรับขั้นตอนทั้งหมดจะประกอบด้วย 7 ขั้นตอนหลัก คือ 1. กระบวนการออกกฎหมายในรัฐสภา 2.การเสนอทูลเกล้าฯ เพื่อขอลงพระปรมาภิไธย 3. การสรรหาคณะกรรมการ กสทช. 4. การประกาศแผนแม่บทคลื่นความถี่แห่งชาติ 5.การออกกฎเกณฑ์การประมูล 6.ขั้นตอนการประมูล และ 7. การออกใบอนุญาต
ด้านพันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ กรรมการ กทช. กล่าวว่า ในสิ้นเดือนนี้ คณะกรรมการ กทช. จำนวน 3 คน จะครบวาระ ซึ่งไม่ได้มีความกังวลกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากหากคณะกรรมการทั้ง 3 คนครบวาระก็ยังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีคณะกรรมการใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน
***** คลังหัวใสเล็งยกระดับสัมปทาน 2G เป็น 3G ให้ กสท-ทีโอที
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาให้ บมจ.กสท โทรคมนาคม(กสท) และบมจ.ทีโอที ยกระดับการให้สัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G เป็นระบบ 3G และอาจมีการขยายเวลาสัมปทานให้กับผู้ประกอบการรายเดิมออกไปอีก หากการเปิดประมูล 3G ไม่สามารถทำได้ โดยปัจจุบันอุปกรณ์และเครื่องมือที่มีอยู่ ก็สามารถที่จะยกระดับสัมปทานจาก 2G เป็น 3G ได้ ซึ่งหากใช้แนวทางนี้ ก็ไม่ต้องมีการประมูลใหม่ และจะส่งผลดี ทำให้การพัฒนาด้านโทรคมนาคมเดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่สะดุด โดยได้มีการหารือกับคณะกรรมการกฤษฏีกาในเบื้องต้นบ้างแล้ว ถึงแนวทางการยกระดับสัมปทานดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการกฤษฏีกา เห็นว่าน่าจะทำได้
สำหรับการคงสัมปทานให้ผู้ประกอบการรายเดิม พร้อมทั้งขยายเวลาของสัมปทานออกไปนั้น ในเบื้องต้นเห็นว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)นั้น ทำได้ ไม่น่ามีปัญหา ส่วนกรณีที่ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำสั่งในวันที่ 23 ก.ย.นี้ รัฐบาลต้องรอความชัดเจนจากศาลฯก่อน ซึ่งหากศาลฯเห็นว่ากทช.ยังติดเงื่อนไขทางกฎหมาย ไม่สามารถประมูลได้ รัฐบาลพร้อมเดินหน้า เร่งตั้งกรรมาธิการร่วมรัฐสภา เพื่อแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมตามข้อเสนอของวุฒิสภา เพื่อให้สามารถตั้งองค์กร กสทช.จัดสรรคลื่นความถี่ให้ได้โดยเร็ว
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
ข่าวต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยทรงตัวในเดือนก.ย. สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติของสหรัฐ (NAHB)/เวลส์ ฟาร์โก เปิดเผยว่าดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ย.ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 13 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 14 จุด ส่วนดัชนีแนวโน้มการซื้อบ้านในอีก 6 เดือนข้างหน้า ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 18 จุด ทั้งนี้ ดัชนีที่เคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 50 จุดบ่งชี้ว่าจำนวนผู้สร้างบ้านที่มีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดที่อยู่อาศัยมีมากกว่าผู้ที่มีมุมมองเป็นลบ แต่ดัชนีที่เคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุดบ่งชี้ว่าจำนวนผู้สร้างบ้านที่มีมุมมองเป็นลบต่อตลาดที่อยู่อาศัยมีมากกว่าผู้ที่มีมุมมองเป็นบวก (ที่มา: อินโฟเควสท์ 21-09-2010)
จีน: จีนเผยยอดนำเข้าก๊าซ LNG เดือนส.ค.ทะยานเกือบ 2 เท่า แตะ 1 ล้านตัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลว่า ยอดนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเดือนสิงหาคมของจีนพุ่งขึ้นเกือบ 2 เท่าจากยอดนำเข้าก๊าซ LNG จำนวน 462,484 ตันในเดือนเดียวกันของปี 2552 โดยแหล่งข่าวระบุว่า การนำเข้าก๊าซ LNG ส่วนใหญ่ เพื่อส่งต่อให้กับโรงงานในมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีน ส่วนรายงานยอดการส่งออกและนำเข้าสินค้าในเดือนสิงหาคมของกรมศุลกากรของจีน ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 53 ระบุว่า จีนมียอดนำเข้าน้ำมันดิบ157.87 ล้านตันในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2553 เพิ่มขึ้น 22.6% เมื่อเทียบปีต่อปี ในขณะที่การนำเข้าผลิตภัณฑ์จากน้ำมันในช่วงเดียวกันแตะ23.88 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับปี 2552 (ที่มา: อินโฟเควสท์ 20-09-2010)
เอเชีย: เวียดนามนำเข้ารถจักรยานยนต์จากไทยมากเป็นอันดับ 1 ในช่วง 8 เดือนแรก กรมศุลกากรเวียดนามระบุในรายงานว่า เวียดนามนำเข้ารถจักรยานยนต์ 63,000 คันในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 13.58% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สำหรับมูลค่าการนำเข้าในช่วงเวลาดังกล่าวลดลง 7.26% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะในเดือนสิงหาคมเดือนเดียว เวียดนามนำเข้ารถจักรยานยนต์จำนวน 11,450 คัน มูลค่า 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 64.7% ในแง่ของมูลค่า และเพิ่มขึ้น 68.3% ในแง่ของปริมาณ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 20-09-2010)
เอเชีย: สิงคโปร์เผยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกฟื้นตัวเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่น ข้อมูลล่าสุดจากคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสิงคโปร์ระบุว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกของสิงคโปร์ฟื้นตัวจากวิกฤตการเงินโลกเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ เดอะ บิสิเนส ไทม์ส รายงานโดยอ้างข้อมูลจากคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งสิงคโปร์ว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกสิงคโปร์ขยายตัวถึง 60.6% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และคาดว่าจะขยายตัวแบบเลขสองหลักไปจนถึงช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า โดยภาคส่วนเซมิคอนดักเตอร์ดีดตัวมากที่สุดถึง 89.3% จากปีที่แล้ว แซงหน้าการขยายตัวของอุตสาหกรรมอื่นทั่วโลก (ที่มา: อินโฟเควสท์ 20-09-2010)
----------------------------------------------------------------------------------
Code 159 : SET ต่ำกว่า 927 น่าจะพักตัวก่อน
ATT Code : SET ต่ำกว่า 927 น่าจะพักตัวก่อน
เย็นนี้ SET ปิดที่ 923.06 จุด -0.51 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.1 หมื่นล้านบาท โดยในตอนเช้าก้มีบากขึ้นไป 5 จุด ขึ้นไป High ที่ 928.65 จุด เหมือนจะยืนเหนือ 927 ได้แล้ว แต่หลังจากนั้นก้มีแรงขายทยอยแกมาแต่งไม่มากลงไปลบ 4.87 จุด ก่อนที่จะ Rebound ขึ้นมาปิดลบนิดหน่อย แต่ก้ยังไม่ถือว่าเลวร้ายมาก ถึงแม้ว่าไม่สามารถยืนเหนือ 927 ได้ แต่ก็ไม่หลุด 920 จุด ทำให้ในวันพรุ่งนี้ก็ต้องลุ้นกันอยู่ระหว่าง 920 -927 จุด ว่าแนวโน้มของตลาดจะไปในทิศทางใส โดยถ้าหลุด 920 ก็ถือว่าตลาดไม่ค่อยดีแล้ว มีสิทธิ์ลงไปที่ 916 และ 908 แต่ถ้าขึ้นไปยืนเหนือ 927 ได้ ก็มีสิทธิขึ้นไปที่ 932-935 จุด
-------------------------------------------------------------------------------
เช้านี้ ศาลปกครองฯ ให้กทช.ยื่นข้อมูลเพิ่มเติมคำอุทธรณ์ 22 ก.ย. นัดฟังคำสั่ง 23 ก.ย.นี้
* การรอคำสั่งศาลอีกครั้ง ในวันที่ 23 ก.ย. คาดเป็นปัจจัยจำกัดราคาหุ้นในกลุ่มสื่อสาร หลังปรับตัวลงมากในวันศุกร์ที่ผ่านมา
* หากศาลปกครองสูงสุดเห็นด้วยกับคำร้องอุทธรณ์ของกทช. เป็นข่าวดี การประมูลก็จะเกิดขึ้นได้ แต่กทช.ยังต้องต่อสู้คดีในศาล และต้องมีวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องพ.ร.บ.คลื่นความถี่ฯ ปี 2543 ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือไม่
* หากศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นด้วยกับคำร้องอุทธรณ์ของกทช. การประมูล 3G ต้องยุติไป ต้องรอการจัดตั้งกสทช. อย่างเร็วปลายปี 11 หลังพ.ร.บ.คลื่นความถี่ใหม่เกิดอย่างเร็วปลายปี 10
* ตลาดฯ มองว่าความเป็นไปได้ของแนวทางทางที่ 1 น้อยกว่าแนวทางที่ 2
* แต่จากราคาหุ้นมือถือที่ปรับลงมามากในวันศุกร์ หากราคาหุ้นอ่อนลงมากอีก มีแนวโน้มปรับน้ำหนักการลงทุนกลุ่มมือถือ จาก Underweight เป็น Neutral และแนวโน้มปรับ ADVANC และ DTAC ขึ้นจากเดิม “Hold” และ “Sell” Target price ปี 11 กรณี 2G ของ ADVANC ที่ 102 บาท และคาดจ่ายปันผลพิเศษหากไม่ลงทุน 3G Target price ปี 11 ของ DTAC ที่ 47 บาท ส่วน TRUE คงแนะนำ “Sell”
--------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
20 กย. 53 ( -1.24 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338
เกิน 927.54 ขึ้น 935 – 940 จุด
แนวโน้มวันจันทร์นี้ ถ้าสามารถปรับตัวขึ้น เกิน 927.54 จุดสูงสุดของวันพฤหัสได้ดัชนีสามารถปรับตัวขึ้นต่อแถว 935 - 940 ใกล้
จุดสูงสุดของสัปดาห์ที่แล้ว อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน ถ้าไม่สามารถปรับตัวผ่าน927.54 จุดได้ ดัชนีมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวกลับลงไปแถว 907 – 910 บริเวณแนวรับตามธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน อีกครั้ง
ภาพโดยรวมแล้ว คาดว่า ตลาดน่าจะยังคงแกว่งตัวในกรอบ 902 – 927 ( หรือ 944 )อีกนานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ หรือประมาณจุดต่ำสุดของสัปดาห์ที่แล้ว กับจุดสูงสุดของเดือนนี้
หุ้นเด่น
10 อันดับซื้อขายสูงสุด
TRUE แกว่งตัว 5 – 5.50
ADVANC แกว่งตัว 89 - 91
DTAC แกว่งตัว 39 – 40.25
PTT เกิน 287 ขึ้น 294 – 296
SCB แกว่งตัว 91 – 93
BBL ไม่เกิน 147 ลง 140 - 141
KTB แกว่งตัว 14.40 – 15.40
SCC เกิน 319 ขึ้น 322 - 325
CPF ไม่เกิน 25.25 ลง 23.20 – 23.50
TMB รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
LPN
กำลังปรับตัวในกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะสัปดาห์ รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 10.20 กรอบบนของสามเหลี่ยม เป้าหมายระยะสัปดาห์ขึ้นไป 12.50 – 14.50( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 9.85 )
TMB
ปรับตัวขึ้นมาแถวเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมงอีกครั้ง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 2.52 จุดสูงสุดวันศุกร์ และเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวเป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 2.56 – 2.60( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 2.48 )
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS :ยังแนะนำให้รอเลือกหุ้นเข้าทยอยซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลดลงดีกว่า...
แนวโน้ม: ปลายสัปดาห์ที่แล้วตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากการที่ศาลฯ สั่งระงับการประมูล3G ไปก่อน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มสื่อสารมีแรงขายออกมากดดันค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามยังพอมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มอื่นๆ เข้ามาช่วยพยุงตลาดไว้ได้บ้าง ทำให้ SET ไม่ได้ปรับตัวลงรุนแรงมากนักซึ่งเช้านี้คาดว่า SET ก็จะยังคงแกว่งตัวค่อนข้างผันผวน หลังศาลปกครองสูงสุดได้เลื่อนฟังคำสั่งกรณีประมูล 3G ออกไปเป็นวันที่ 23 ก.ย.เพื่อให้ กสท. และ กทช.ได้ยื่นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการอุทธรณ์ของ กทช. อีกครั้งในวันที่ 22 ก.ย. ขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศก็ถือว่ายังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน โดยตลาดในเอเชียเช้านี้ก็มีทั้งเคลื่อนไหวเป็นบวกและลบในกรอบแคบๆ ดังนั้นFSS จึงยังแนะนำให้รอหาจังหวะทยอยเลือกหุ้นเข้าซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลงจะปลอดภัยกว่า ซึ่งเรายังมองโอกาสที่ SET จะแกว่งลงหา 910 จุด(+/-) ยังเป็นไปได้
กลยุทธ์: รอเลือกหุ้นเข้ารับเมื่อตลาดปรับตัวลง โดยมีหุ้นที่น่าสนใจในช่วงนี้ได้แก่ กลุ่มรับเหมา(STEC, CK, TTCL, SEAFCO, SYNTEC) ที่ยังมีข่าวเรื่องการประมูลรถไฟฟ้าสายต่างๆ เป็นระยะๆ รวมทั้งหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากบาทแข็ง เช่น วัสดุก่อสร้าง (TSTH, TASCO,DCC) ที่อยู่อาศัย (SPALI, LPN) และอาหาร (TVO) เป็นต้น นอกจากนี้หุ้นที่มีราคาตลาดต่ำ
กว่าราคาตามพื้นฐานมากๆ ก็ยังถือว่าน่าสนใจเช่น KCE, SIRI, GFPT, HANA, AMATA, SCB,PTTEP, VNG, DELTA, LPN, BCP, IRPC, PTTAR, CPALL, KBANK, BANPU, PS, BAY, GLOW,TTW และ QH เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (-) ศาลปกครองสูงสุดเลื่อนนัดฟังคำตัดสินเป็น 23 ก.ย. ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอคำสั่งศาล เพียงแต่ถ้ากลุ่มสื่อสารถ้าไม่มี 3G ก็หมดเสน่ห์และเป็นเพียง Dividend playหุ้นที่ให้ Yield สูงได้แก่ ADVANC, AIT, CSL และถ้าต้องรอ กสทช. จัดประมูล 3G เชื่อว่าอย่างเร็วคือปี 2012 กว่าเราจะมี 3G ใช้
• (+) ธปท. ส่งสัญญาณอาจยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 20 ต.ค. นี้ เพื่อไม่ให้ค่าเงินแข็งค่าเร็วขึ้นไปอีก แนวโน้มดังกล่าวเป็นจิตวิทยาเชิงบวกกับกลุ่มที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะ SPALI และ LPN ที่ราคาหุ้นผ่านการปรับพักฐานแล้ว ยัง laggard และ
มี upside จากราคาเป้าหมายมากกว่าหุ้นตัวอื่น นอกจากนี้ ยังเป็นบวกกับกลุ่มเช่าซื้อเช่น TCAP, TISCO, KK
• (+) กลุ่มรับเหมา วันที่ 20 ก.ย. – 1 ต.ค. เปิดขายซองประมูลรถไฟสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กม. สัญญาที่ 3 มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท เก็งกำไรได้ทั้งกลุ่ม แต่Top picks ของเรายังคงเป็น STEC (ราคาเป้าหมาย 15 บาท) และ CK (ราคาเป้าหมาย9.05 บาท)
• Fund Flow ไหลเข้าตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ จีน และออสเตรเลียดีกว่าคาด โดยเฉพาะตัวเลขดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ยังขยายตัวต่อเนื่องทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป
แม้จะชะลอตัวบ้าง อย่างไรก็ตามยังคงมีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าภูมิภาคเอเชียต่อเนื่องเพราะแรงขายทำกำไรในตลาดพันธบัตรสหรัฐของจีนหลังจากที่ราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้ได้ย้ายเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรเอเชียที่มีความมั่นคงสูงกว่าจึงเป็นเหตุให้ค่าเงินเอเชียแข็งค่าเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา จนธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องเข้าแทรกแซงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลให้ค่าเงินเอเชียกลับมาอ่อนค่าทันทีและอาจเป็นเพียงชั่วคราวเพราะเช้านี้ค่าเงินสกุลเอเชียส่วนใหญ่ยังทรงตัวและมีทีท่าจะแข็งค่าต่อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวโน้ม Fund Flow สัปดาห์นี้น่าจะยังไหลเข้าต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา
ข่าวภายในประเทศ
ไอเอ็นจีควบไอเอฟซี รวบหุ้น TMB ยกล็อต! ที่ปรึกษาประเมินราคาขาย3.20-3.50บาท บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) บริษัทลูกธนาคารโลก เข้าพบผู้บริหารคลัง เจรจาซื้อหุ้นแบงก์ทหารไทย 21% ที่เหลือจากไอเอ็นจี ที่ซื้อ 5% ด้านคลังให้ที่ปรึกษาประเมินราคาขายอยู่ที่ 3.20-3.50 บาทใกล้เคียงกับต้นทุน คาดส่งผลดีต่อทหารไทย หากได้ไอเอฟซีเป็นพันธมิตรใหม่ในแง่ของการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ระหว่างประเทศ(ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 20-09-2010)
SGP จ่อบันทึกกำไรพิเศษขาย31ล้านหุ้นให้กองทุน SGP อ้าแขนรับกองทุนสนใจซื้อบิ๊กล็อตก้อนโต 31 ล้านหุ้นเผยต้องการราคาสูงกว่า 15บาทต่อหุ้น เนื่องจากอัตราการเติบโตในอนาคตสดใส หลังมีการลงทุนต่างประเทศเพียบ แถมเพิ่มสภาพคล่องหุ้นในกระดาน ไตรมาส 3 รายได้เด้งกว่าไตรมาส 2 ความต้องการใช้ LPG เพิ่ม (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 20-09-2010)
KBANK-BBL ยัน 3G ไม่กระทบเป้าปล่อยสินเชื่อปีนี้ ผู้บริหาร KBANK และ BBL แจงโครงการ 3 จีล้มไม่กระทบการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ ขณะที่สินเชื่อรายใหญ่ยังเติบโตตามเป้า 3-5% นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการสายงานบรรษัทธุรกิจ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)หรือ KBANK กล่าวว่า ธนาคารยังคงมั่นใจว่าสิ้นปี 2553 สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จะเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 3-5% แน่นอน แม้ว่าธนาคารจะพลาดการปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทที่ประมูลใบอนุญาต 3G ได้ หลังจากที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการประมูลใบอนุญาต 3Gส่งผลให้มีการเลื่อนประมูลโครงการดังกล่าวก็ตาม แต่คำสั่งระงับดังกล่าวถือว่ามีผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อธนาคารเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเนื่องจากธนาคารได้มีการปล่อยสินเชื่อในธุรกิจกิจอื่นได้ค่อนข้างมากทีเดียว (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 20-09-2010)
TRC พุ่งรับงาน 2.7 พันล้าน TRC เจ๋งคว้างานวางท่อก๊าซมูลค่า 2,700 ล้านบาท ส่งผลให้งานในมือเพิ่มเป็น 3,700 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจนถึงปี 54 ส่วนทั้งปีคาดมีรายได้ใกล้เคียงปีก่อนที่ 1,724 ล้านบาท ขณะที่จะซื้อหุ้นคืน 30 ล้านหุ้น ใช้วงเงินสูงสุด 105 ล้านบาท (ที่มา:นสพ.ข่าวหุ้น 20-09-2010)
SAT-STANLY กำไรพีคสุด ทีเด็ดหุ้นชิ้นส่วนยานยนต์ STANLY-SAT กำไรไตรมาส 3 ควงแขนสูงสุดประวัติการณ์ ขานรับยอดผลิตยานยนต์ 8 เดือนที่ทะลุเกินเพดาน 1,000,000 คัน ฟาก STANLY การันตีงบไตรมาส 2 สุดหรูตามอุตสาหกรรมแน่ ลั่นบาทแข็งกระทบดั่งมดกัด วงการชี้กำไรปรี๊ดทะลักขั้นต่ำ 410 ล้านบาท ส่วน SAT ไม่น้อยหน้ากำไรวิ่งฉิวเหนือระดับ 200 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 20-09-2010)
TRUE ส่อโดนฟอร์ซเซลวันนี้ชี้ชะตาประมูล 3G จับตาหุ้น TRUE มีสิทธิถูก force Sale หากราคาหุ้นวันนี้ปรับลงอีกต่ำกว่า 10% และลูกค้าไม่วางหลักประกันเพิ่ม งานนี้ปล่อยมาร์จิ้น 652 ล้านหุ้นของทั้งระบบหรือคิดเป็น 8.84% ของทั้งหุ้นจดทะเบียน ศาลปกครองสูงสุดชี้ชะตา 3 จีวันนี้8.30 น.หลัง กทช. ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 20-09-2010)
E Finance Thai :ลั่นดาล 3G
ADVANC- DTAC-TRUE ระทม โบรกฯ ประเสียง ปรับลดมุมมองเป็นลบยกก๊วน หลังศาลฯคุ้มครองชั่วคราว เบรกประมูล 3G ฟินันเซีย ไซรัส ปรับคำแนะนำลงทุนระยะสั้น ทั้งกลุ่ม เป็น“Underweight” จากเดิม “Overweight” เอเซีย พลัส สั่ง ลดน้ำหนักหุ้นสื่อสาร เป็นน้อยกว่าตลาด ฟากเกียรตินาคิน ระบุ TRUE ราคาเสี่ยงขาลงมากสุด ส่วน ADVANC น้อยสุด กิมเอ็ง แนะรอรับ ADVANC ที่ราคาต่ำกว่า 90 บาท หลังมองอาจมีปันผลพิเศษ ด้านTMB เผย 3G ล่ม กระทบเป้าสินเชื่อขนาดใหญ่- เล็งทบทวนใหม่ ระบุหากเกิดไม่ทันภายในปีนี้ -ปีหน้าสูญเม็ดเงินลงทุน 4-5หมื่นลบ. ตลท.เตือน นลท. ลงทุนหุ้นสื่อสารด้วยความระมัดระวัง
และแล้วศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณีที่กสท.ยื่นฟ้องคณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)เพื่อเพิกถอนประกาศของ กทช. ว่าด้วยการอนุญาตการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ส่งผลให้การเปิดประมูลในอนุญาต 3G ต้องชะลออกไป ขณะที่กทช. ยื่นอุทธรณ์แล้ว เมื่อ 17 ก.ย. ทั้งนี้ หากศาลไม่รับอุทธรณ์ กระบวนการประมูล 3G ในสัปดาห์หน้า ต้องใช้คำว่า "เก็บฉาก" ไปก่อน
*กิมเอ็ง ปรับลดมุมมองหุ้นสื่อสารเป็นลบ หลังศาลปกครองสั่งระงับการประมูล 3G
บทวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ปรับลดมุมมองกลุ่มสื่อสาร เป็นลบ และคาดว่าราคาหุ้นธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่จะปรับตัวลงหลังจากศาลปกครองสั่งระงับการประมูลใบอนุญาต 3จี ออกไปก่อนซึ่งไม่เป็นไปตามที่ตลาดและอุตสาหกรรมคาด แม้ กทช. จะยื่นอุทธรณ์ แต่เราเชื่อว่าเป็นไปได้สูงที่การออกใบอนุญาต 3จี จะเลื่อนไปเป็นปีหน้าเป็นอย่างเร็ว หุ้นที่ปลอดภัยที่สุดคือ ADVANC เพราะเราคาดว่าความล่าช้าของใบการประมูลจะทำให้บริษัทมีเงินส่วนเกินและนำมาจ่ายเงินปันผลพิเศษอีกครั้ง (ปีที่แล้วจ่ายเงินปันผลปกติ 6.30 บาท/หุ้นและเงินปันผลพิเศษ 5 บาท/หุ้น)
ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการประมูลใบอนุญาต 3จี หลัง กสท ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช) ไม่มีอำนาจเปิดประมูลใบอนุญาตตาม
รัฐธรรมนูญปี 2550 โดยสั่งให้ระงับการเปิดประมูลใบอนุญาต 3จี ในวันที่ 20 กย ออกไปก่อนจนกว่าคำสั่งศาลฯ จะเป็นอย่างอื่น เพราะศาลปกครองจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอำนาจ กทช. โดยที่มาตรา 211 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 บัญญัติว่า “ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับคดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฏหมายนั้น ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” การสั่งชะลอการประมูลนั้นเนื่องจากถ้ามีการประมูล มีการลงทุนขยายโครงข่าย การดำเนินธุรกิจ และลูกค้าซื้อเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จีเพื่อมาใช้งานกับระบบ 3จีแล้ว และต่อมามีคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญว่า กทช ไม่มีอำนาจดำเนินการดังกล่าว จะเป็นปัญหาใหญ่และยากในการเยียวยา
ขณะที่ กทช. เตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ และรอคำสั่งจากศาลปกครองสูงสุด ถ้าหากถึงวันที่ 20 กย เวลา 9.00 น แล้วยังไม่มีคำสั่งศาลปกครองสูงสุด กทช จะเลื่อนการประมูลออกไป ในขณะเดียวกันกรรมการ กทช 3 ท่านก็จะหมดวาระลงในวันที่ 30 ก.ย. เราประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่การประมูลจะต้องเลื่อนออกไปนาน
ทั้งนี้ คาดว่ารัฐบาลจะเร่งผลักดันการประกาศ พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และมีโอกาสประกาศได้ในเดือน พย 2553 เป็นอย่างเร็ว โดยร่าง พรบ. ได้ให้อำนาจ กทช รักษาการในช่วงที่ยังไม่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ กสทช ดังนั้นกรณีที่ดีที่สุดคือ กทช จะดำเนินการเรื่องการออกใบอนุญาต 3จีในช่วงนั้น อย่างไรก็ดี อาจมีกระแสคัดค้านในช่วงนั้นได้ด้วยเหตุผลคือให้รอคณะกรรมการ กสทช ใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นกรรมการ กทช. 3 ท่านจะหมดวาระและเข้าสู่ช่วงรักษาการในสิ้นเดือนนี้ด้วย หากต้องรอ กสทช. ก็คาดว่าการออกใบอนุญาต 3จีก็ต้องรออีกไม่ต่ำกว่า 12 เดือนจากวันนี้
ด้านรมว.กระทรวงไอซีทีให้สัมภาษณ์ว่าจะเร่งผลักดันบริการ 3จีให้เร็วที่สุด ดังนั้นเราจึงเชื่อว่ารัฐบาลจะเร่งโครงการลงทุนโครงข่าย 3จี ทั่วประเทศของทีโอทีซึ่งมีใบอนุญาต 3จี อยู่แล้ว หากโครงการนี้ได้รับอนุมัติ บริษัทคาดว่าจะเข้าประมูลงานวางโครงข่ายคือ SAMTEL (บริษัทลูกของ SAMART), JTS, LOXLEY
ทั้งนี้ หุ้นธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่มีแนวโน้มปรับตัวลงจากคำสั่งของศาลซึ่งไม่เป็นไปตามที่ตลาดและอุตสาหกรรมคาด เราปรับลดมุมมองต่อกลุ่มสื่อสารจาก เป็นบวก เป็น เป็นลบ โดยคงหุ้น ADVANC เป็นหุ้น top pick โดยคามว่าความล่าช้าของใบอนุญาต 3จีจะทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลพิเศษอีกครั้ง
นอกจากนี้ คงคำแนะ ซื้อ (หลังราคาอ่อนตัว) ด้วยราคาเหมาะสมแบบไม่รวม 3จีที่ 104 บาท (แบบมี 3จีที่ 130 บาท) ส่วน DTAC นั้นเราปรับลดคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ซื้อเมื่ออ่อนตัว ด้วยราคาเหมาะสมไม่รวม 3จี ที่ 50 บาท (แบบมี 3จีที่ 67 บาท) และคงคำแนะนำ ขาย หุ้น TRUE ด้วยราคาเหมาะสมแบบไม่รวม 3จี ที่ 2.91 บาท (แบบมี 3จีและการรีไฟแนนซ์หนี้ที่ 4.94 บาท) โดยประเมินว่ามีความเสี่ยงที่สุดด้วยความไม่ชัดเจนหลังสัญญาสัมปทานที่จะหมดลงในอีก 3 ปีข้างหน้า
* ฟินันเซีย ไซรัส ชี้ ประมูล 3G ล้ม กระทบเชื่อมั่นต่างชาติ ระยะสั้น ปรับคำแนะนำลงทุนหุ้นสื่อสารเป็น“Underweight” จากเดิม “Overweight”
บทวิเคราะห์บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า กรณี 3G ผิดคาด ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการประมูล 3G ทั้งนี้ กทช. จะยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดเช้าวันนี้ หากไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่นให้ทันเช้าวันที่ 20 ก.ย. การประมูลก็จะไม่เกิดขึ้น ข่าวนี้เป็นข่าวร้ายไม่ลำพังเฉพาะกับ ADVANC, DTAC, TRUE แต่ทำให้ความ น่าเชื่อถือในสายตาของต่างชาติแย่ลงอีกครั้ง
ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ประกาศประมูลใบอนุญาตให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ หลังจากที่ บริษัท กสท โทรคมนาคม (กสท.) ได้
ยื่นฟ้องกทช. เพื่อให้เพิกถอนประกาศการประมูลดังกล่าว โดยให้รอคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 เกิดขึ้นก่อน (ที่มา: เว็บไซต์ศูนย์ข่าวแปซิฟิก) ทั้งนี้ หลักๆ ศาลฯ เห็นว่า (1) กทช.ไม่อำนาจตามกฎหมาย เนื่องจากคณะปฏิรูปการปกครองได้ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินและได้มีประกาศเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ให้รัฐธรรมนูญปี 2540 สิ้นสุดลง และทำให้พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2543 เป็นอันสิ้นสุดลงด้วย (2) กทช.ไม่ได้ทำแผนจัดสรรคลื่นความถี่ก่อนให้ใบอนุญาต และ (3) ศาลฯ เห็นว่าผลประทบต่อผู้เกี่ยวข้องจากการคุ้มครองชั่วคราวน้อยกว่าการให้มีการดำเนินการประมูลตามกำหนดเดิม
แม้กทช. ให้สัมภาษณ์ว่าจะเข้ายื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในวันนี้ (17 ก.ย.) โดยความหวังว่าหากศาลฯ รับอุทธรณ์ ก็จะเดินหน้าจัดการประมูล 3G ตั้งแต่ 9.00 น. ของวันจันทร์ที่ 20 ก.ย.นี้ต่อไป แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงว่าการจัดการประมูลใบอนุญาต 3G โดยกทช.ที่เดิมกำหนดไว้ในวันที่ 20 ก.ย.นี้ ต้องหยุดหรือเลื่อนออกไปนับเป็นข่าวร้ายที่ผิดคาดของเราและตลาดฯ ต่อหุ้นกลุ่มมือถือ (ADVANC, DTAC, และ TRUE) และอาจรวมไปถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ 3G ในกลุ่มสื่อสาร จากความหวัง Growth story ในอนาคตของบริษัทต่างๆ จากบริการ 3G ที่ต้องมาสะดุดลงอีกครั้งหลังล่าช้ามาหลายปี และประเทศไทยคงต้องรอ 3G ไปอีกอย่างน้อย 12 เดือน เนื่องจากคาดว่าอย่างเร็วที่สุดที่กสทช.จะเกิดคือกลางปีหน้า 2011 กอปรกับราคาหุ้นได้ที่ปรับขึ้นมารับการประมูล 3G โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ในบรรดาหุ้นกลุ่มมือถือ TRUE ปรับขึ้นมากสุด +117% (จากระดับ 3.14 บาท) ตามด้วย DTAC +21% (จากระดับ 38 บาท) และ ADVANC +12% (จากระดับ 87 บาท)
ระยะสั้น เราปรับคำแนะนำการลงทุนกลุ่มสื่อสารเป็น “Underweight” จากเดิม “Overweight” ไปก่อน โดยกรณีเลวร้ายที่ไม่มี 3G ทำให้ต้องกลับไปอิงการประเมินราคาเป้าหมายของหุ้นบนสัมปทานปัจจุบัน (2G) จึงปรับคำแนะนำ DTAC ลงเป็น “Sell” ไปก่อน เนื่องจากราคาหุ้นปรับขึ้นมาใกล้ราคาเป้าหมายปี 11 บน 2G ที่ 47 บาทแล้ว แม้คาดอัตราการโตของกำไรในปี 10 โดดเด่นสุด +41% และคงคำแนะนำ “Sell” TRUE ส่วน ADVANC ราคาหุ้นระยะสั้นน่าจะมีการปรับฐานเช่นกัน แต่มีโอกาสปรับลงน้อยกว่าและน่าจะ Safe มากสุด เนื่องจากหากไม่ต้องลงทุน 3Gบริษัทมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษ อย่างน้อยหุ้นละ 3 บาทจากคาดเดิมที่ 6.30 บาท รวมกันเป็นอย่างน้อย 9.30 บาท ที่ราคาหุ้นปัจจุบันจะคิดเป็น Dividend yield ระดับ 9.6% ปรับคำแนะนำลง เป็น “HOLD”
*เอเซีย พลัส สั่ง ลดน้ำหนักหุ้นสื่อสาร เป็นน้อยกว่าตลาด
บทวิเคราะห์ เอเซีย พลัส ระบุว่า ขบวนการหลัง กทช.ยื่นอุทธรณ์ในชั้นศาล กว่าจะมีคำสั่งตัดสิน น่าจะใช้เวลานานเป็นเดือน จะส่งผลให้การประมูล 3G ต้องล่าช้าออกไปอีก จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มประมูลในวันที่20 ก.ย. และแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนนี้ ความล่าช้าดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประมาณการ และการคำนวณ Fair Value ที่ฝ่ายวิจัยได้คำนึงถึงการให้บริการ 3G ในงวด 6 เดือนหลังของปี 2554 แต่อย่างไรก็ตามในวันพุธที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยได้มีการปรับลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นสื่อสาร จากเดิม มากกว่าตลาด เป็น เท่ากับตลาด ล่วงหน้าไปแล้ว เพราะความกังวลต่อความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ในเบื้องต้นหากกลับมาใช้มูลค่าพื้นฐานเดิม โดยคำนึงถึงเฉพาะธุรกิจ 2G เท่านั้น (โดยตัดมูลค่าหุ้นในส่วนของ 3G ออกไปจาก Fair Value เดิม) พบว่า Fair Valueของ ADVANC, DTAC จะอยู่ที่ 99.7 บาท และ 48.8 บาท ยังมี upside 2% และ 7% ตามลำดับ
จึงปรับลดคำแนะนำจากซื้อเป็นถือ ทั้ง 2บริษัท ขณะที่ Fair Value ของ TRUE จะอยู่ที่ 2.64 หรือมีความเสี่ยงต่อการปรับลงราว 61% จากราคาตลาด ฝ่ายวิจัยปรับลดคำแนะนำจากถือ เป็นขาย ทั้งนี้ผลกระทบจากความล่าช้าในการออกใบอนุญาต 3G มิได้กระทบเฉพาะต่อหุ้นสื่อสารเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนในหุ้นกลุ่ม ธ.พ. ด้วย แม้ยังมิได้รวมธุรกิจ 3G ไว้ในประมาณการปี 2553 และ 2554 แต่การประมูล 3G ที่ชะงักนี้ ทำให้โอกาสการขยายธุรกิจของ ธนาคารพาณิชย์ ที่คาดว่าจะทำให้มีความต้องการวงเงินสินเชื่อ 1.25 แสนล้านบาทในปี 3 ข้างหน้า (2553-2556) ต้องชะลอออกไปด้วย
*เกียรตินาคิน ระบุ TRUE เสี่ยงราคาขาลงมากสุด ส่วน ADVANC เสี่ยงน้อยสุด ชี้ หุ้นกลุ่มมือถือกลับไปสะท้อนมูลค่าบนสัมปทาน
บทวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน ระบุว่า การยุติเปิดประมูลคลื่น และออกใบอนุญาตใหม่ 3G ตามคำสั่งศาลปกครองกลาง จะส่งผลกระทบทางลบต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มมือถือ (ADVANC, DTAC และ TRUE) โดยเฉพาะหุ้น TRUE ที่ปรับตัวขึ้นตอบรับประเด็น 3G มากเกินไป
เรามองว่าหากต้องรอ กสทช. เข้ามาทำหน้าที่จัดสรรคลื่นฯ ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จะทำให้การประมูลคลื่นฯ และออกใบอนุญาตใหม่ ต้องล่าช้าเกิน 1 ปี เนื่องจากต้องรอให้ร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ประกาศเป็นกฎหมายก่อน จากนั้นจะต้องสรรหา กสทช. เข้ามาทำหน้าที่จัดสรรคลื่นฯ
ปัจจุบันร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ยังรอนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ จากคำสัมภาษณ์ของรมต. ICT ผ่านรายการข่าวทางช่อง 9 คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์ สภาฯ น่าจะ
พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว หากเห็นต่างกับการแก้ไขของวุฒิสภา จะต้องตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อแก้ไขอีกครั้ง และนำเข้าสู่สภาฯ อีกครั้งต้นปี 54 (เปิดสมัยประชุมสภาฯ)
ทั้งนี้ มองว่าระดับราคาหุ้นกลุ่มมือถือ ADVANC, DTAC และ TRUE จะกลับไปสะท้อนมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานบนสัมปทานปัจจุบัน โดยเราประเมินมูลค่าเหมาะสมของ ADVANC เท่ากับ 102 บาท, DTAC เท่ากับ 44 บาท และ TRUE เท่ากับ 2.80 บาท เปรียบเทียบกับราคาปัจจุบันของหุ้น 3 บริษัทฯ มองว่า ADVANC มีความเสี่ยงราคาขาลงน้อยสุด จากราคาปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมบนสัมปทาน ประมาณ 4% ขณะที่ TRUE มีความเสี่ยงราคาขาลงมากที่สุด นอกจากนี้เรามองว่าหากการประมูลฯ ล่าช้าเกินกว่า 1 ปี อาจทำให้ ADVANC ตัดสินใจจ่ายเงินปันผลพิเศษสำหรับผลประกอบการปีนี้อีกครั้ง
* โบรกฯ แนะรอรับ ADVANC ที่ราคาต่ำกว่า 90 บาท เหตุอาจมีปันผลพิเศษหลัง 3G ล่ม
บทวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำรอเก็บหุ้น ADVANC ที่ราคาต่ำกว่า 90 บาท ด้วยประเด็นลบจากกรณีคำตัดสินของศาลปกครองกลางคืนวานนี้ เชื่อว่าจะทำให้ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการประมูลใบอนุญาต 3จี อย่าง ADVANC – DTAC - TRUE ปรับฐานลงแรงในช่วงเช้าวันนี้
จากประเด็นดังกล่าวกิมเอ็ง เชื่อว่า ADVANC จะเร่งในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นมากขึ้น หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การจ่ายเงินปันผลพิเศษเหมือนในงวด 2H52 ที่ผ่านมามีความเป็นไปได้มากขึ้น และหากนำเงินปันผลงวดปี 2552 ที่ ADVANC ประกาศจ่ายทั้งสิ้น 11.30 บาท หากราคาหุ้นอยู่บริเวณ 90 บาท ผลตอบแทนจากเงินปันผลจะสูงถึง 12.56% ดังนั้นราคาหุ้น ADVANC ยิ่งต่ำลงกว่า 90 บาทมากเท่าใด ผลตอบแทนจากเงินปันผลจะยิ่งขึ้นมากเท่านั้น
*ทรีนีตี้ มองศาลรับอุทธรณ์ เดินหน้าประมูล3G ต่อเป็นไปได้ แค่ 10% แนะนำ เพียงรอความชัดเจน
บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า กรณีดีที่สุด คือศาลปกครองสูงสุดรับอุทธรณ์ เดินหน้าประมูล3G ต่อไปได้ตามกำหนดการเดิม 20 ก.ย. 53 ซึ่งเราให้ความน่าจะเป็นสำหรับกรณีนี้ 10%
กรณีฐานรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คาดล่าช้า 2-3 เดือน มุมมองของเราในกรณีฐานคือ ศาลปกครองสูงสุดไม่รับอุทธรณ์ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กทช. มีคุณสมบัติ
ดำเนินการประมูล 3G ได้ ในกรณีนี้เราคาดว่าการประมูลจะล่าช้าไป 2-3 เดือน ซึ่งเราให้ความน่าจะเป็นสำหรับกรณีนี้ 40%
กรณีเลวร้าย ต้องรอการจัดตั้ง กสทช. ใช้เวลาอีก 1-2 ปี: หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กทช. ไม่มีอำนาจประมูล 3G และต้องรอการจัดตั้งองค์กรอิสระ กสทช.ขึ้นมาดูแลการจัดสรรคลื่นความถี่และการประมูล 3G ในกรณีนี้ คาดจะต้องใช้เวลา 1 – 2 ปี สำหรับการสรรหากรรมการ กสทช. และการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ในกรณีนี้เราให้ความน่าจะเป็นที่ 30%
ความเป็นไปได้อื่น: รัฐบาลอาศัยความไม่แน่นอนของการออกใบอนุญาตและระยะเวลาของสัมปทานที่เหลือน้อย (TRUE 3 ปี, ADVANC 5 ปี, DTAC 8 ปี) ในการกดดันทางอ้อมให้เอกชนทำการเจรจาแปลงสัญญาสัมปทานเป็นใบอนุญาตตามแผน K2 ของกระทรวงการคลัง ก่อนดำเนินการออกใบอนุญาต 3G ใช้เวลาอีก 1-2 ปี ความน่าจะเป็นสำหรับกรณีนี้ 20%
เราคาดว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะอยู่ระหว่างกรณีฐาน (รอศาลรัฐธรรมนูญ 2-3 เดือน) และความเป็นไปได้อื่น (รัฐบาลพยายามแปลงสัมปทาน) ดังนั้นคาดว่าการประมูล 3G มีโอกาสล่าช้าอยู่ระหว่าง 3 เดือน – 1 ปี
คาดราคาหุ้นอาจปรับตัวลดลง 10-30%: แม้ราคาหุ้นในปัจจุบันยังคงมีอัพไซด์จากกรณี 3G แต่อยู่ในระดับเกือบเต็มมูลค่าหากพิจารณาจากกรณี 2G ความล่าช้าของการออก
ใบอนุญาต 3G จะทำให้หุ้นสื่อสารปรับตัวลดลง เราคิดว่าระดับราคาของหุ้นสื่อสารที่น่าสนใจเข้าซื้ออีกครั้งควรมีอัพไซด์เทียบกับราคาเป้าหมายในกรณี 2G อย่างน้อยประมาณ 10% หรือคิดเป็นราคา ADVANC ที่ 90 บาท และ DTAC ที่ 41 บาท ส่วน TRUE คือต่ำ 6 บาทลงมาอย่างไรก็ตาม ในช่วงสั้นราคาหุ้นอาจผันผวนมากกว่าที่เราคาดซึ่งเป็นผลของการลดการถือครองหลักทรัพย์ของนักลงทุนที่ซื้อหุ้นด้วยการกู้ยืม เราแนะนำนักลงทุนรอความชัดเจนของการอุทธรณ์ของศาลปกครองสูงสุดก่อนการตัดสินใจลงทุน
หากปรับตัวลดลงมา ADVANC จะน่าสนใจที่สุด: หาก 3G เกิดความล่าช้า เราคาดว่าด้วยกระแสเงินสดอิสระปี 2553 ของ ADVANC หลังหักปันผลปกติปีละ 6.30 บาท/หุ้น ยังคงเหลือสูงถึงปีละ 14,000 ล้านบาท (4.77 บาท/หุ้น) ดังนั้นหากการประมูล 3G ล่าช้าออกไปคาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลพิเศษได้ 4.70 บาท รวมทั้งปีสูงถึง 11 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทนปันผลสูงถึง 11%
*บิ๊ก ADVANC รอลุ้นผลอุทธรณ์ประมูล3G ของ กทช. ระบุทำใจไว้แล้ว รับได้ทุกสถานการณ์
นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยกับ eFiannceThai.com ถึง กรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการประมูล 3G ว่า ในส่วนของ ADVANC ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประมูล คงจะต้องยอมรับกับผลการตัดสินของศาลที่ออกมา และสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปจากนี้ คือ การยื่นอุทธรณ์ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ต่อศาลอีกครั้งหนึ่ง ให้มีกาประมูลเกิดขึ้นในวันที่ 20 ก.ย.นี้ตามแผนเดิมว่าจะเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าศาลจะรับการอุทธรณ์ของ กทช. หรือไม่ และหากรับอุทธรณ์ ผลการตัดสินจะออกมาก่อนวันที่ 20 ก.ย.นี้หรือไม่ ก็พร้อมยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว และไม่อยากคาดเดาคำตอบล่วงหน้า แต่ทั้งนี้ หากสถานการณ์ออกมาในกรณีที่แย่ที่สุด บริษัทก็มีแผนการเตรียมไว้รองรับอยู่แล้ว
ส่วนการที่ราคาหุ้น ADVANC ปรับตัวลดลงเช้าวันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาหลังจากนักลงทุนรับรู้ข่าวการตัดสินประมูล 3G ทั้งนี้ ก็อยากให้นักลงเชื่อมั่นในพื้นฐานของบริษัท
'ราคาหุ้นที่ร่วงลง ก็ไม่มีอะไรแปลก อยากฝากถึงนักลงทุนว่าเป็นเรื่องธรรมดา นี่แหละประเทศไทย ให้เชื่อมั่น เราเองจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะอำนวย' นายวิเชียร กล่าว
* รมว.ไอซีที ยอมรับ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับจัดประมูลใบอนุญาต 3จี ส่งผลต่อการขยายโครงข่ายไปต่างจังหวัด
นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที กล่าวยอมรับว่า เรื่องนี้ได้ส่งผลต่อการประมูลที่ทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นความรับผิดชอบของตนเองด้วยที่ไม่ได้ประสานและทำความเข้าใจ กับ กสท.ให้ชัดเจน ขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กสทช. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา ซึ่งคาดว่า จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ได้ใน 2 สัปดาห์ และเมื่อผ่านความเห็นชอบจากสภาแล้ว ก็จะสามารถดำเนินการเรื่อง 3จี ต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่ผู้ประกอบการยังสามารถให้บริการในกรุงเทพฯ ในระบบ 3 จีได้ตามปกติ เพราะเป็นช่วงทดลอง แต่จะส่งผลต่อการขยายโครงข่ายไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด ทำให้ประชาชนในต่างจังหวัดยังไม่สามารถใช้ระบบ 3จี ได้
* TMB เผย เบรก 3จี กระทบเป้าสินเชื่อขนาดใหญ่- เล็งทบทวนใหม่ ระบุหากเกิดไม่ทันภายในปีนี้ -ปีหน้าสูญเม็ดเงินลงทุน 4-5หมื่นลบ.
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)(TMB) กล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการประมูล 3จี ว่า หากขั้นตอนในกระบวนการดังกล่าวไม่จบและมีความชัดเจนทันภายในสิ้นปีหน้า อาจส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในระบบซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการปล่อยสินเชื่อโดยธนาคารพาณิชย์หายไปกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากผู้เข้าประมูลแต่ละรายต้องใช้สินเชื่อประมาณรายละ 1-2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปขยายการดำเนินการเครือข่าย 3จี ดังนั้นเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อขนาดใหญ่ของธนาคารในปีนี้ที่วางไว้ 1-1.5 หมื่นล้านบาทนั้น ได้รวมการประเมินแนวโน้มที่จะเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อส่วนหนึ่งใน 3จี ไว้แล้ว จึงอาจต้องกลับมาทบทวนเป้าหมายบางส่วน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสินเชื่อของธนาคารจะไม่หยุดชะงัก เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายยังมีวงเงินกู้ที่ต้องนำไปใช้เพื่อดำเนินธุรกิจตามปกติ
'ทุกแบงก์มองเป้าสินเชื่อในส่วนนี้ไว้ช่วงปลายปีว่าจะมี Spending ใหญ่เข้ามา ซึ่งรัฐเองก็หวังรายได้จากการประมูลและจะมีการลงทุนขยายเครือข่ายต่างๆ ตามมา ทำให้ต้องใช้สินเชื่อรายละ 1-2 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าไม่เกิดในปีนี้จนถึงปีหน้าก็จะหายไปรวมๆ กว่า 4-5 หมื่นล้านบาท ของธนาคารเองมีแผนจะปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้เหมือนกัน ที่ผ่านมาวางแพลนไว้กับผู้ประกอบการทุกรายทั้ง 3 เจ้าที่bidเข้าไป จึงต้องทบทวนเป้าหมายเล็กน้อย' นายปิติ กล่าว
ด้านนายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB)กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจาก 3จี จะมีต่อภาคการลงทุนโดยรวม เนื่องจากเป็นระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญ ซึ่งจะต่อเนื่องไปยังการพัฒนาระบบโลจิสติกส์สำหรับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนกรณีที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองขึ้นอีกครั้งหนึ่งนั้น โดยส่วนตัวไม่มีความกังวลในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากยืนยันว่าธนาคารมีระบบการตรวจสอบ และที่ผ่านมามีการซักซ้อมระบบดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ลูกค้าติดขัดจากสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น
*เอกชน สะท้อน ปัญหาการประมูลคลื่นความถี่ 3จี กระทบต่อการลงทุน
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ สอท. กล่าวถึงปัญหาการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกลายเป็นความขัดแย้งกันเองภายใน เมื่อประเทศไทยเกิดความขัดแย้งกันตลอดเวลาทำให้ผู้ที่จะมาลงทุน และผู้ประกอบการไทยเองรู้สึกท้อแท้เรื่องนี้ เพราะการใช้ระบบ 3 จีของประเทศไทยถือว่าช้ามาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่ขณะนี้ใช้ระบบ 3.9 จีแล้ว ทำให้ประเทศไทยเสียผลประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย
ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากอดีตที่ไทยเคยตั้งเป้าจะแข่งขันด้านเทคโนโลยีการสื่อสารกับเกาหลีใต้ แต่ด้วยปัญหาภายในต่างๆ ทำให้ต้องลดระดับลงมาแข่งกับอินโดนีเซีย เวียดนาม จนมาถึงวันนี้ต้องแข่งขันกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เห็นได้ว่าเมื่อความขัดแย้งไม่มีจุดจบ ประเทศไทยจะเจริญไม่ได้ เพราะเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ เป็นเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออกป้องกันผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศที่กำลังดูทิศทางการลงทุนในไทย
* "จรัมพร" เตือน นลท. ลงทุนหุ้นสื่อสารด้วยความระมัดระวัง หลังศาลฯ สั่งคุ้มครอง เบรกประมูล 3.9G
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ระงับการเปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3.9จี ขณะที่กทช.เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดนั้น ทาง ตลท.ต้องการเตือนนักลงทุนให้ใช้ดุลยพินิจและเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารอย่างระมัดระวัง เนื่องจากข้อมูลยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ยังไม่ทราบระยะเวลาที่แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวจะได้ข้อสรุปเมื่อใด
'เรื่องดังกล่าวน่าจะมีผลในด้านลบสำหรับผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ในเวลาที่ยังไม่ชัดเจน นักลงทุนเองก็ควรรอดูความชัดเจนก่อน ซึ่งเรื่องนี้อะไรที่ไม่แน่นอนก็คงมีผลระดับหนึ่งแต่ไม่มากนัก ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศในปัจจุบันก็ยังคงอยู่เท่าๆ เดิม ที่ผ่านมาก็มีเรื่องความไม่แน่นอนแบบนี้ แต่หวังว่าในอนาคตคงดีขึ้นกว่านี้' นายจรัมพร กล่าว
ด้านนายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานกำกับตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์คงยังไม่ขึ้นเครื่องหมาย H เพื่อห้ามการซื้อขายชั่วคราวหุ้นในกลุ่มสื่อสาร เนื่องจากบริษัทในกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถชี้แจงข้อมูลผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้ เพราะข้อมูลหรือความเคลื่อนไหวของบริษัทที่เตรียมยื่นประมูลใบอนุญาต 3.9จี นั้น จะมาจากศาลและกทช. ซึ่งนักลงทุนควรติดตามข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
'ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกคนคงรับทราบเท่ากันหมด เพราะข้อมูลหลักๆ จะออกมาจากศาลและกทช. ซึ่งบริษัทยังชี้แจงไม่ได้ ส่วนนักลงทุนเองก็ต้องระมัดระวังและรอความชัดเจนเรื่องนี้ก่อน ส่วนทางตลาดเองก็คงจะประสานงานกับกทช.และเตือนนักลงทุนให้ติดตามข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงมากกว่า' นายศักรินทร์ กล่าว
ส่วนนายชนิตร ชาญชัยณรงค์ ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เปิดเผยว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นในกลุ่มสื่อสาร โดยเฉพาะบริษัทที่เตรียมยื่นประมูลใบอนุญาต 3.9จี ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนราคาหุ้นที่ปรับขึ้นก่อนหน้านั้น เนื่องจากรับข่าวดังกล่าวข้างต้น แต่ในแง่ของ P/E ของหุ้นที่จะยื่นประมูลใบอนุญาต 3.9จี ถือว่ายังต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มสื่อสาร ซึ่งมี P/E อยู่ที่ 18 เท่า ส่วน P/E ตลาดอยุ่ที่ 14 เท่า ในขณะเดียวกันกระแสเงินสดที่บริษัทดังกล่าวเตรียมไว้สำหรับการยื่นประมูลใบอนุญาต 3จีนั้น ถือว่าไม่มีผลกระทบอะไร
'หุ้นในกลุ่มสื่อสารอาจจะได้รับผลกระทบในแง่ของราคา หรือถูกกระทบจากอนาคตที่ไม่เกิดขึ้น แต่นักลงทุนก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะเงินสดที่เตรียมไว้สำหรับการประมูลใบอนุญาต 3จี ยังคงอยู่ ซึ่งต้องดูต่อไปว่าจะนำเงินเหล่านี้ไปใช้ทำอะไรในอนาคต พื้นฐานก็ไม่มีอะไรผิดปกติเลยเพียงแต่ราคาเปลี่ยนไปเท่านั้น' นายชนิตร กล่าว
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
ข่าวต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา สหรัฐเผย CPI ส.ค.เพิ่ม 0.3% หลังราคาพลังงานพุ่ง ขณะดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงสวนทางคาดการณ์ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% เช่นกันในเดือนก.ค. รายงานระบุว่า การปรับตัวขึ้นของ CPI ในเดือนที่แล้วมีสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น 2.3% โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งขึ้น 3.9% ขณะที่ราคาอาหาร ซึ่งขยับลงเล็กน้อยในเดือนก.ค. กลับมาดีดตัวขึ้น 0.2% ในเดือนส.ค. สำหรับดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาพลังงานและอาหารที่มีความผันผวน ปรากฏว่าทรงตัวในเดือนส.ค. (ที่มา: อินโฟเควสท์ 18-09-2010)
จีน: จีนเร่งกระตุ้นอัตราการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ มุ่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะศก.โลก นายหลี่ เตากุย ที่ปรึกษาธนาคารกลางจีนกล่าวในที่ประชุมด้านการเงินที่กรุงปักกิ่งว่า จีนจำเป็นต้องเร่งกระตุ้นอัตราการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจจีนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 20-09-2010)
จีน: แบงค์ชาติจีนยืนยันจะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า ธนาคารจะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายปานกลางต่อไป ขณะเดียวกันก็จะทำให้นโยบายมีความยืดหยุ่นและตรงเป้าหมายมากขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปีนี้ แบงค์ชาติจีนกล่าวว่าขั้นตอนต่อไปที่ธนาคารจะต้องดำเนินการก็คือ การดูแลเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมั่นคงและรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการการคาดการณ์เรื่องเงินเฟ้อ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 17-09-2010)
เอเชีย: ญี่ปุ่นเผยผลผลิตเหล็กดิบต่ำกว่า 9 ล้านตัน หลังดีมานด์จากจีนร่วง สมาพันธ์เหล็กและเหล็กกล้าของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า การผลิตเหล็กดิบของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 7.1% ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับปีก่อน แตะระดับ 8.90 ล้านตัน ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 10 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตามผลผลิตลดลงต่ำกว่า 9 ล้านตันเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆในเอเชีย เช่น จีน ได้ชะลอตัวลง (ที่มา: อินโฟเควสท์ 17-09-2010)
----------------------------------------------------------------------------------
Code 158 : กลุ่มอื่นมีปัญหา มาเล่นอสังหาดีกว่า
ATT Code : กลุ่มอื่นมีปัญหา มาเล่นอสังหาดีกว่า
เมื่อวานกลุ่มอื่นๆต่างก้ยังกล้าๆกลัวอยู่ทำให้บวกและลบไปนิดหน่อยต่างกันไป แต่สำหรับกลุ่มอสังหาแล้ว บวกขึ้นมาอย่างโดดเด่น โดยรับกระแส กนง.ไม่ขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้เอกชนเสนอขยายเวลาต่างชาติถือครองสิทธิ์อสังหาฯ เป็น 50 ปี เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ทำให้วันนี้ยังคงต้องติดตามกลุ่มนี้อยู่ ซึ่งมีโอกาสที่ยังไต่ระดับขึ้นไปได้อยู่ โดยมีบทสรุปจาก E Finance ตามรายละเอียดด้านล่าง
นอกจากนี้แล้วกลุ่มสื่อสาร เป็นกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบจากที่เมื่อคืนนี้ศารปกครองกลางได้มีคำสังคุ้มครอชั่วคราว ระงับ กทช. เปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี ตามที่ กสท ยื่นฟ้อง กทชว่าไม่มีอำนาจในการออกใบอนุญาตดังกล่าว ก็คาดว่าวันนี้หุ้นกลุ่มสื่อสารก็อาจจะมีแรงฃายออกมา
สรุปวันนี้ SET ปิดที่ 923.57จุด -1.24 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.2 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่มที่กดดันตลาดก็จะเป็นกลุ่มไหนไปไม่ได้ มันก็คือกลุ่มสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับ 3 จี นั่นเอง ส่วนกลุ่มที่สามารถยกให้ตลาดปรับขึ้นมาในแดนบวกได้บางช่วงก็จะเป็นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอสังหา แต่โดยรวมแล้ว SET กยังไม่สามารถยืนอยู่เหนือ 925 ได้ แต่ก็ยังดีที่สามารถยืนเหนือ 920 ได้
ทำให้ในวันจันทร์หน้าต้องดูผลการสรุปของยื่นอุทรณ์ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่นทันภายใน 9.00น.ของวันที่ 20 ก.ย. การประมูลจะเลื่อนไปไม่มีกำหนด ถ้าต้องรอ กสทช. -> 3G จะเกิดประมาณปี 2012 และแนวโน้มตลาดในวันจันทร์มีแนวรับอยู่ที่ 915 และแนวต้านอยู่ที่ 927 จุด
----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
17 กย. 53 ( +3.71 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338
ต่ำกว่า 927.54 ปรับตัวลง 905 – 908 จุด
ดัชนีในวันพฤหัส ปรับตัวขึ้นสูงสุดประจำวันที่ 927.54 บริเวณแนวต้านตามธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมงพอดี
แนวโน้มวันศุกร์นี้ ถ้าไม่สามารถปรับตัวผ่าน 927.54 จุดได้ ดัชนีมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวกลับลงไปแถว 905 – 910 บริเวณแนวรับตามธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน อีกครั้ง
ขณะเดียวกันถ้าสามารถปรับตัวขึ้น เกิน927.54 จุดสูงสุดของวันศุกร์และเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวได้ ดัชนีสามารถขึ้นต่อแถว 933 – 938 ใกล้จุดสูงสุดของสัปดาห์นี้อีกครั้ง
หุ้นเด่น
LH
กำลังปรับตัวในคลื่น 4 เพื่อรอขึ้นต่อคลื่น 5ภาพระยะวัน ทยอยซื้อแถว 6.90 – 7.00 หรือซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 7.10 จุดสูงสุดวันพฤหัส เป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 7.25 – 7.35( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 6.85 )
CPALL
ยังปรับตัวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันได้ทยอยซื้อแถว 38.50 – 39.00 หรือซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 39.25 จุดสูงสุดวันพฤหัส
เป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 40.00 – 40.75( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 38.25 )
10 อันดับซื้อขายสูงสุด
LH รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
SCB แกว่งตัว 91 – 93
PTT ไม่เกิน 285 ลง 276 - 278
CPALL รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
BANPU เกิน 646 ขึ้น 656 - 660
TOP ต่ำกว่า 50.50 ลง 49 - 50
KBANK ไม่น่าเกิน 107.50 - 108
CPF ไม่เกิน 25.25 ลง 23.20 – 23.50
TCAP แกว่งตัว 37 – 38.50
TYM ต่ำกว่า 0.55 ลง 0.50 – 0.52
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS: ตลาดยังมีสิทธิแกว่งผันผวน ดังนั้นยังรอเลือกทยอยซื้อในจังหวะปรับตัวลงได้
แนวโน้ม: เมื่อวานนี้ SET ดีดตัวขึ้นได้หลังนักลงทุนคลายความวิตกเกี่ยวกับเรื่องมาตรการดูแลเงินบาทจากทาง ธปท. แต่ก็ยังมีแรงขายกดดันที่บริเวณระดับดัชนี 927 จุดโดยประมาณ ทำให้SET อยู่ในลักษณะแกว่งแคบๆ และเนื่องจากดัชนียังไม่สามารถขยับผ่านแนวต้านทางเทคนิคดังกล่าวขึ้นไปได้ ทำให้ FSS ยังคาดว่ากรอบแกว่งของตลาดในช่วงนี้ยังอยู่ที่บริเวณ 910-927 จุด ซึ่งแสดงว่าโอกาสที่ดัชนีจะปรับพักตัวลงหา 910-900 จุดอีกครั้งยังเป็นไปได้ ประกอบกับเช้านี้ในบ้านเรามีข่าวเรื่องการเลื่อนประมูล 3G ออกไปก่อน หลังศาลปกครองกลางตัดสินให้รอการจัดตั้งกสทช. ก่อนค่อยเปิดประมูลใหม่ หรือจนกว่าศาล รธน. จะตีความให้ กทช. มีอำนาจในการดำเนินการแทนได้ ซึ่งคงต้องใช้เวลาพอสมควร น่าจะส่งผลให้หุ้นในกลุ่มสื่อสารได้รับผลกระทบ
ทางลบเชิงจิตวิทยา และอาจส่งผลต่อภาพตลาดโดยรวมด้วย ดังนั้นเราจึงยังแนะนำให้รอหาจังหวะทยอยเลือกหุ้นเข้าซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลงอยู่ เพราะเชื่อว่าแม้ว่าช่วงสั้น SET ยังมีโอกาสพักตัวลง แต่จากภาพรวมเศรษฐกิจของไทยที่ยังมีแนวโน้มที่ดี รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการที่ยังดีต่อเนื่องของ บจ.ในไตรมาส 3/53 และกระแสเงินไหลเข้าของนักลงทุนต่างประเทศ จะยังเป็นปัจจัยบวกให้กับการขยับขึ้นของตลาดในรอบถัดไปได้ ซึ่งเป้าหมายตลาดรอบถัดไปยังมี
โอกาสกลับขึ้นไปแถว 950 จุด(+/-) ได้อยู่
กลยุทธ์: ยังเน้นรอเลือกหุ้นเข้ารับเมื่อตลาดปรับตัวลง โดยมีหุ้นที่น่าสนใจในช่วงนี้ได้แก่ กลุ่มรับเหมา (STEC, CK, TTCL, SEAFCO, SYNTEC) ที่คาดว่าจะยังคึกคักและเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากบาทแข็งด้วย และหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากบาทแข็งค่าตัวอื่นๆ เช่น วัสดุก่อสร้าง
(TSTH, TASCO, DCC) ที่อยู่อาศัย (SPALI, LPN) และอาหาร (TVO) เป็นต้น ส่วนกลุ่มสื่อสารในระยะสั้น เราปรับคำแนะนำเป็น “Underweight” จากเดิม “Overweight” ไปก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับ ADVANC แม้ว่าราคาหุ้นระยะสั้นน่าจะมีการปรับฐานเช่นกัน แต่มีโอกาสปรับลงน้อยกว่าและน่าจะ Safe มากสุด เนื่องจากหากไม่ต้องลงทุน 3G บริษัทมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษ อย่างน้อยหุ้นละ 3 บาทจากคาดเดิมที่ 6.30 บาท รวมกันเป็นอย่างน้อย 9.30 บาท ที่ราคาหุ้นปัจจุบันจะคิดเป็น Dividend yield ระดับ 9.6% ปรับคำแนะนำลง เป็น “HOLD”
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (-) 3G ผิดคาด!!! จะเป็นกลุ่มที่นำตลาดลงวันนี้ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ระงับการประมูล 3G ทั้งนี้ กทช. จะยื่นอุทธรณ์ศาลปกครองสูงสุดเช้าวันนี้หากไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่นให้ทันเช้าวันที่ 20 ก.ย. การประมูลก็จะไม่เกิดขึ้น ข่าวนี้เป็นข่าวร้ายไม่ลำพังเฉพาะกับ ADVANC, DTAC, TRUE แต่ทำให้ความน่าเชื่อถือในสายตาของต่างชาติแย่ลงอีกครั้ง วันนี้ระวังกลุ่ม 3G จะพากลุ่ม Big cap. อื่นๆ ลงตามไปด้วย
รวมถึงหุ้นที่เก็งกำไรว่าจะได้วางโครงข่าย 3G ให้ TOT อย่างเช่น JAS, SAMART,SAMTEL, LOXLEY, AIT น่าจะมีแรงขายเช่นกัน
• (+) Downgrade กลุ่มสื่อสาร ขาย DTAC, TRUE แต่ถือ ADVANC เก็งปันผลพิเศษ หากต้องรอ กสทช. เป็นผู้จัดประมูล 3G อย่างเร็วอาจเป็นกลางปี 2012 ซึ่งก็จะใกล้เวลาหมดอายุสัมปทานของ TRUE (ต.ค. 2013) ขณะที่ DTAC แม้มีอายสัมปทานยาวสุด (หมด 2018) แต่ราคาถูกเก็งกำไรเรื่อง 3G มากสุด ในขณะที่ ADVANC ถ้าไม่ลงทุน 3G น่าจะจ่ายปันผลพิเศษใกล้เคียงปีก่อนคือ 8 บาท นอกเหนือจากปันผลปกติ 6.30 บาท ท้ายที่สุดต้องหันมาดู Valuation 2G ก็คือ ADVANC 102 บาท DTAC 47 บาท TRUE 3.24 บาท หุ้นทั้ง 3 ตัวนี้มี ADVANC ที่ดูดีสุด
• Fund Flow วานนี้ยังไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาคต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน แต่ปริมาณเบาบาง ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้าสู่ตลาด นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของค่าเงิน หลังญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนว่าจะมีประเทศอื่นหรือปฏิกิริยาหรือท่าทีของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ จีนและญี่ปุ่น เนื่องจากสาเหตุที่มีเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรเป็นจำนวนมากหลังจีนขายพันธบัตรสหรัฐและเข้ามาซื้อพันธบัตรในประเทศเอเชีย สังเกตได้จากค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าสวนทางกับภูมิภาค อย่างไรก็ตามเช้านี้ค่าเงินเอเชียค่อนข้างทรงตัวและยังมีแนวโน้มที่จะแข็งค่าได้อีก ดังนั้นแนวโน้มกระแสเงินทุนจากต่างชาติจะยังคงไหลเข้าตลาดภูมิภาคต่อเนื่องเช่นเคย
ข่าวภายในประเทศ
ศาลล้มประมูล 3G หุ้นสื่อสารพินาศ! วันนี้หาแนวรับไม่เจอ!! กทช.ยื่นอุทธรณ์ทันที อึ้ง!!ประมูลไลเซ่นส์ 3G ล่ม ศาลปกครองกลาง สั่ง
คุ้มครองชั่วคราวระงับประมูลไปก่อน โดยให้รอการสรรหากสทช.ก่อน หุ้นสื่อสารวันนี้พังพินาศ..เจอแรงเทขายอย่างหนัก จนไม่สามารถประเมินแนว
รับกันได้ เหตุถึงตอนนี้ ทั้ง ADVANC-DTAC-TRUE เต็มมูลค่าหมดแล้ว กทช.มึนตึบยื่นอุทธรณ์วันนี้ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-09-2010)
TRT เงินไหลเข้า 1.2 พันล.ออเดอร์หม้อแปลงทะลัก TRT แย้มครึ่งหลังรายได้ไหลเข้าไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้ทั้งปีเป็นไป
ตามเป้าตั้งไว้ 1,900 ล้านบาท เล็งเข้าประมูลงานกว่า 6,400 ล้านบาท หวังอานิสงส์จากโครงการมาบตาพุด ช่วยกระตุ้นความต้องการใช้หม้อแปลง
เพิ่มขึ้น (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-09-2010)
"ธาริษา" ดอดพบ "กรณ์" เสนอขายหุ้นกรุงไทย ผู้ว่าการแบงก์ชาติเสนอคลังขายแบงก์กรุงไทย คาดลดส่วนการถือครองไม่ต่ำกว่า 25% เพื่อ
รักษาสิทธิวีโต้ไว้ ขณะที่กรณ์จุดยืนชัดเจนขายหุ้นแบงก์ที่ไม่ใช่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐออก สั่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลังไปศึกษาผลดีและ
ผลเสียก่อนอนุมัติ ด้านโบรกฯมั่นใจราคาพื้นฐาน 17 บาท กำไรปีนี้โต 1.4 หมื่นล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-09-2010)
TTCL ปัดไม่เคยปฏิเสธให้ข้อมูลกองทุน “สุวิทย์” อ้างติดงานต่างประเทศ ลั่นยินดีต้อนรับทุกแห่ง TTCL ปัดไม่เคยปฏิเสธกองทุน อ้างที่
ผ่านมาเดินทางไปหางานต่างประเทศเลยไม่ค่อยมีเวลา “สุวิทย์” ประกาศยินดีต้อนรับ พร้อมให้ข้อมูลทุกราย ฟากโบรกฯแห่เชียร์ซื้อหุ้น เชื่อกลับมา
สดใสหลังปัญหามาบตาพุดชัดเจน และแนวโน้มได้งานใหม่เข้ามาประมาณ 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป เพิ่มงานในมือหนุนให้รายได้และกำไรปี'54
เติบโตอย่างชัดเจน จากปี'53 ที่ลดลงไป ขณะเดียวกันเป็นบริษัทที่ปลอดหนี้ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-09-2010)
CPN เปิดเซ็นทรัลเวิลด์ 28 ก.ย. อัดงบการตลาด 100 ล้านบาท CPN พร้อมเปิดเซ็นทรัลเวิลด์ 80% วันที่ 28 ก.ย.นี้ และจะเปิดให้บริการเต็ม
100% ภายในสิ้นปีนี้ คาดมีผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า100,000 คนต่อวัน ส่วนห้างสรรพสินค้าจะเปิดในเดือนส.ค. 54 “กอบชัย” ตั้งงบลงทุน
ไว้ 200 ล้านบาท สำหรับดูแลรักษาความปลอดภัยศูนย์การค้าทุกแห่ง รวมถึงทุ่มงบจัดกิจกรรมทางการตลาดอีก 100 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น
17-09-2010)
DRT หรูคอนกรีตโตสุดรอบ 5 ปี ขานรับโครงการเกิดใหม่เพียบ “กระเบื้องหลังคาตราเพชร” ตีปีกรับตลาดกระเบื้องคอนกรีตเติบโตสูงสุดรอบ
5 ปี หลังกลุ่มลูกค้าดีเวลลอปเปอร์ผุดโครงการใหม่ รับเศรษฐกิจขยายตัว งัดแผนเสนอสินค้าพร้อมบริการติดตั้ง ช่วยลูกค้าบริหารต้นทุนการก่อสร้าง
หวังบุกกลุ่มดีเวลลอปเปอร์เพิ่ม มั่นใจสิ้นปีขอเพิ่มส่วนแบ่งตลาดกระเบื้องคอนกรีตเป็น 20% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-09-2010)
LHKบันทึกกำไรพิเศษขายหุ้น AMT ดันรายได้ทั้งปีโต 20% รับยานยนต์-เครื่องใช้ไฟฟ้าฟื้น LHK บันทึกกำไรพิเศษขายหุ้น AMT ซึ่งเป็น
บริษัทย่อย ให้บริษัท Mory Industies Inc., Japan ไตรมาส 3/54 หนุนรายได้ทั้งปีโต 20% ประมาณ 2,400 ล้านบาท ตามอุตสาหกรรมยานยนต์-
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนกำไรสุทธิใกล้เคียงปีก่อนที่ทำได้ 99 ล้านบาท เตรียมจับมือพันธมิตรขยายธุรกิจเวียดนาม-จีน (ที่มา: นสพ.ข่าว
หุ้น 17-09-2010)
E Finance Thai : รอบนี้ SPALI-LPN-PS
SPALI-LH นำหุ้นอสังหาฯคึกคัก ดัน SET Index วานนี้ ปิดบวก 0.40% หลังวงการมองรับอานิงส์เงินบาทแข็งหวังธปท.ชะลอขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แถมมีข่าวดีและผลงานของบริษัทแต่ละแห่งหนุนโบรกฯเชียร์ SPALI LPN PS
หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลับมาคึกคักอีกรอบ วงการมองเงินบาทแข็งเกินไป ส่งผลให้มีความเป็นไปได้ว่า ทางการอาจต้องเริ่ม ด้วยมาตรการไม่ขึ้นดอกเบี้ย เพื่อไม่ได้มีส่วนต่างมากเกินไปกับเพื่อนบ้าน ดังนั้น จะทำให้กลุ่มอสังหาฯได้รับประโยชน์ ขณะที่ค่าPE รวม ของกลุ่มนี้ยังต่ำกว่า 8 เท่า ขณะที่ SET มี PE ไปใกล้ 14 เท่าแล้ว ดังนั้นการกลับมาเก็งกำไรอสังหาจึงยังน่าเล่น ประกอบกับราคาหุ้นกลุ่มอสังหาฯ เข้าสู่ช่วงการปรับฐานราคามานานกว่า 1 เดือน ซึ่งเมื่อพิจารณาจากปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้นที่กำลังเข้ามาไม่ว่า ผลประกอบการที่กลับมา เติบโต, Backlog ที่สร้าง New High เพราะณ สิ้น Q2/53 ปรับเพิ่มขึ้น ทะลุ 1 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ , Presale ในงวด ครึ่งหลังปี53 ที่น่าจะสูงกว่า ครึ่งปีแรกและ Sentiment ที่ดีจากการเปิดตัวโครงการใหม่ เชื่อว่าน่าจะทำให้ราคาหุ้นตอบสนองในเชิงบวก ส่งผลให้การซื้อขายหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์วานนี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นยกแผงประกอบด้วย
บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ปิดที่6.95 บาท เพิ่มขึ้น 0.40บาทหรือ 6.11% มูลค่าการซื้อขาย 1742.43 ล้านบาท
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI ปิดที่ 12.30บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาทหรือ 6.03% มูลค่าการซื้อขาย 416.13 ล้านบาท
บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ PRIN ปิดที่2.82 บาท เพิ่มขึ้น 0.12บาทหรือ 4.44% มูลค่าการซื้อขาย37.78 ล้านบาท
บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)หรือ PF ปิดที่ 4.60บาท เพิ่มขึ้น 0.12บาทหรือ2.68 % มูลค่าการซื้อขาย 47.83ล้านบาท
บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS ปิดที่ 24.00บาท เพิ่มขึ้น 0.50บาทหรือ2.13 % มูลค่าการซื้อขาย 267.87 ล้านบาท
บริษัทเอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP ปิดที่ 7.65 บาท เพิ่มขึ้น0.15 บาทหรือ2.00% มูลค่าการซื้อขาย 469.72ล้านบาท
บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (NOBLE)ปิดที่ 6.50บาท เพิ่มขึ้น 0.10บาทหรือ 1.56% มูลค่าการซื้อขาย 63.88ล้านบาท
บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)หรือLPN ปิดที่ 9.90บาท เพิ่มขึ้น0.10บาทหรือ1.02% มูลค่าการซื้อขาย132.56 ล้านบาท
และบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QHปิดที่ 2.60บาท เพิ่มขึ้น 0.02บาทหรือ 0.78% มูลค่าการซื้อขาย 478.51ล้านบาท
และเป็นแรงผลักดันให้ SET Index ปิดตลาดที่ 924.81 จุด เพิ่มขึ้น 3.71จุดหรือ0.40 % มูลค่าการซื้อขาย 27,271.05ล้านบาท
** ดีบีเอสฯ มองข่าวดีของแต่ละบริษัท-ลุ้นคงดอกเบี้ยหนุนกลุ่มอสังหาฯ*
ด้านนักวิเคราะห์จาก บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส กล่าวว่า หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นแต่ละตัววานนี้ ล้วนมีข่าวดีเป็นองค์ประกอบรายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH รับข่าวดีจากการที่บริษัทหันมาจับตลาดบ้านระดับล่างและได้รับผลตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดีในช่วงครึ่งปีหลัง จากเดิมที่จับเฉพาะกลุ่มลูกค้า ระดับกลางและระดับบน และผู้บริหารออกมาให้ข่าวว่ากำไรในปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว
บริษัทเอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP รับข่าวดีจากการเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัท เอพี แปซิฟิก สตาร์ (รัชดา) จำกัด (APPS รัชดา) จำนวน 49% จากเออาร์อีพีดี และซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัทเอพี แปซิฟิก สตาร์(สาทร) จำกัด (APPS สาทร) จำนวน 49% จากเออาร์อีพีดีเอฟ เอเวอร์กรีน สาทร ส่งผลให้ APถือหุ้นใน 2 บริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 99.99% และ 99.99% ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวทำโครงการคอนโดมิเนียม ดังนั้น จะส่งผลให้ AP มีการรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นอีก
บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH มีข่าวดีจากการที่คอนโดหลังสวนเริ่มเปิดขาย ซึ่งก็มีผลตอบรับค่อนข้างดีเช่นเดียวกัน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บริษัทให้น้ำหนักการลงทุน "ปานกลาง"สำหรับหุ้นกลุ่มดังกล่าว เพราะยังมีความกังวลประเด็นดอกเบี้ย แม้ว่าธนาคารกลางแห่งประเทศไทยจะส่งสัญญาณว่าไม่ขึ้นดอกเบี้ยอีกเพราะต้องการพยุงเงินบาทไว้ แต่คงต้องติดตามเป็นระยะ เพราะเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยก็อาจปรับขึ้นได้เช่นเดียวกัน
สำหรับหุ้นเด่นที่บริษัทแนะนำมี 3 ตัว คือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI และบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS โดยมีราคาเป้าหมายปี 2554 อยู่ที่ 12.25 บาท ,14.30 บาท และ 27 บาท ตามลำดับ
ในขณะที่ บริษัทเอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP ก็น่าสนใจ โดยล่าสุดทางดีบีเอส ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น "ซื้อ"ราคาเป้าหมายปี 2553 ที่ 8.72 บาท
**CGS มอง แรงหนุนจากขอแก้พ.ร.บ.การเช่าอสังหาฯให้ต่างชาติเช่าเพิ่มเป็น 50ปี **
นักวิเคราะห์จาก บล.คันทรี่กรุ๊ป (CGS)กล่าวว่า หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นวานนี้ น่าจะมีสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ประกอบการบริษัทอสังหาริมทรัพย์รวมตัว กันยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อขอแก้ไข พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชย์และอุตสาหกรรม จากเดิมสูงสุด 30 ปี ขอขยายระยะเวลาเป็นสูงสุด 50 ปี หากมีการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวตามข้อเรียกร้องก็น่าจะเป็นแรงดึงดูดให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่า บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)หรือ SPALI น่าสนใจ เพราะยังมีโอกาสที่ผลประกอบการจะออกมาดีและมีการจ่ายปันผลให้กับสมาชิก ประกอบกับราคาที่ยังไม่สูงมากนัก บริษัทให้ราคาเป้าหมายปีนี้ที่ 13.50 บาท
**บล.พัฒนสิน ให้ราคาเป้าหมาย SPALI ที่ 15.20 บาท**
ขณะที่ บล.พัฒนสิน แนะนำ ซื้อ SPALI ราคาเป้าหมาย 15.20 บาท ทั้งนี้ประเมินว่าช่วงปี 2548 ถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ เชื่อว่า SPALI ยัง undervalued เนื่องจากมีการประเมิน มูลค่า PER ในระดับที่น่าดึงดูดใจลงทุน, มีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง และ มีแนวโน้มการเติบโตกำไรที่เห็นได้ชัดเจน จากอัตรากำไรที่อยู่ในระดับสูง รวมทั้งมีมูลค่า backlog ในมือในระดับสูง ซึ่งเพียงพอสำหรับ secure ประมาณเกือบ 89% ของประมาณการรายได้ปี 2553F ที่ทำไว้ และ secure 46.5% ของประมาณการรายได้ปี 2011F ทั้งนี้ ปัจจัยผลักดันราคาหุ้นSPALI ในระยะสั้น มาจาก momentum presales ที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ รวมทั้งผลประกอบการช่วง Q4/53F ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงสุดในปีนี้ จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโด “City Home ท่าพระ”, “Supalai Park @ Kaset”,และ “Supalai Premier รัชดา-สาธร-นราธิวาส” ที่มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 6,398 ล้านบาท
ปัจจุบัน SPALI มีการซื้อขายอยู่ที่ระดับ 2554F PER ที่น่าดึงดูดใจคือที่ 5.9 เท่า เท่ากับระดับ PER เฉลี่ยในอดีต เชื่อว่า SPALI สมควรที่จะมีการ re-rate เนื่องจากมีแนวโน้ม กำไรที่แข็งแกร่ง จาก backlog ในมือที่อยู่ในระดับสูง และ อัตรากำไรที่อยู่ในระดับแข็งแกร่งเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ เราเห็นว่านักลงทุนต่างชาติกำลังมีความสนใจลงทุนใน SPALI มากขึ้น และประเด็นสุดท้าย ราคาเป้าหมายปี 2554F สะท้อนแนวโน้ม upside 31% จากราคาหุ้น SPALI ในปัจจุบัน ประกอบกับ ให้การอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับสูงถึง 6.1%
**บล.ฟิลลิป มองราคาพื้นฐาน LPN อยู่ที่ 11.60 บาท แนะนำ “ซื้อ” **
ด้านบทวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย)ระบุว่า ยอดจอง 2 เดือนใน Q3/53 ได้มากกว่า 2.8 พันล้านบาท ซึ่งมาจากยอดจอง 90% ในการเปิดขายโครงการใหม่ Place พระราม 9 เฟส 2 มูลค่า 2.5 พันล้านบาทช่วงเดือน ก.ค. 53 ดังนั้น Backlog ล่าสุดอยู่ที่ 17.8 พันล้านบาท ซึ่งประมาณ 4.5 พันล้านบาทจะรับรู้ใน H2/53 และอีก 11.5 พันล้านบาท จะรับรู้ในปี 54 โดยกำหนดการรับรู้รายได้นี้คิดเป็น 85% และ 95%ของประมาณการรายได้ H2/53 และ 2554 ดังนั้น ทางฝ่ายจึงคาดหมายกำไรปี 53 และ 54เติบโต 15% และ 19% ทั้งนี้ ผลกำไร Q3/53 จะค่อนข้างต่ำเพียง 236 ล้านบาท (ลดลง 52%QoQ และ 41% YoY) เนื่องจากยอดรับรู้ H2/53 ทั้งหมดที่ 5.1 พันล้านบาท จะเข้าหนักในQ4/53 ที่ 3.3 พันล้านบาท เทียบกับ 1.7 พันล้านบาทสำหรับงวด Q3/53 แนวโน้มการทำกำไรยังเติบโตอย่างดีและต่อเนื่องไปถึงปี 54 อนึ่ง ทางฝ่ายปรับเพิ่มประมาณการกำไรใหม่ปี 53 และ 54 ขึ้นจากเดิม 4% และ 10% โดยมาจากการโอนที่เร็วขึ้น และปรับเพิ่มการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม Grand Unity ที่ LPN ถือหุ้น 20% จำนวน 60 ล้านบาท ซึ่งล่าสุด มีBacklog รอรับรู้ปีหน้าที่ 2.5 พันล้านบาท (ณ Net Margin 12% และสัดส่วนถือหุ้น 20%:2,500*0.12*0.20 = 60)
ทั้งนี้มอง Growth ที่แน่นอนไปถึงปี 54 และการคาดหมายการขายโครงการใหม่ที่ดีจะนำ ไปสู่ความต่อเนื่อง ของ Growth ไปถึงปี 55 อีกด้วย ราคาหุ้นที่อ่อนลงในช่วงนี้น่า จะเป็นโอกาสในการลงทุน ทั้งนี้ P/E-2554 ของ LPN อยู่ระดับเพียง 8 เท่า ซึ่งต่ำโดยเปรียบเทียบกับ 10-11 เท่าของ AP, QH, PS, SPALI และ 15 เท่าของ LH อีกทั้ง EPS-2554 Growth ของ LPN ยังสูงกว่า 19% เทียบกับ AP (-5%), QH (7%), PS (13%), SPALI (-8%) และ LH (7%) ราคาหุ้น LPN น่าจะซื้อขาย P/E ใกล้เคียง 10-11 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยสูงสุดของ P/E ใน 8 ปีย้อนหลัง ที่ 9.50 เท่า หรือคิดเป็นราคาพื้นฐาน 11.60 บาท แนะนำซื้อ
**บล.โกลเบล็ก แนะ ซื้อ AP หลังปรับเพิ่มประมาณกำไรปี 53-54 **
บทวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ประเมิน AP โดยปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 53-54 เพิ่มขึ้น 14% และ 16% ตามลำดับ ณ สิ้นเดือนส.ค. 53 บริษัทมียอดขายรอโอน (backlog) ที่แข็งแกร่งจากยอดขาย presale บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัวในช่วง 2Q53 และยังดีต่อเนื่องใน 3Q53 ส่งผลให้ backlog อยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาทแบ่งเป็นยอดขายบ้านเดี่ยวทาวน์เฮาส์ 3 พันล้านบาทและยอดขายคอนโดมิเนียม 1.6 หมื่นล้านบาท ประกอบกับโครงการ Rhythm รัชดาจะเริ่มโอน ในช่วง Q4/53 ทำให้เราปรับประมาณการยอดรับรู้รายได้ทั้งปี 53 เพิ่มขึ้น 6% เป็น 1.43 หมื่นล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้น 16%YoY ส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 53 เพิ่มขึ้น 14% เป็น 2,345 ล้านบาทซึ่งเติบโต 20%YoY และปรับเพิ่มประมาณการยอดขายปี 54 เพิ่มขึ้น 14% เป็น 1.69 หมื่นล้านบาทส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 54 เพิ่มขึ้น เป็น 2.6 พันล้านบาทซึ่งเติบโต16%YoY
เตรียมเปิดขายคอนโดมิเนียมพร้อมกัน 3 โครงการ : วันที่ 26 ก.ย.บริษัทเตรียมเปิดขายคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ 'Rhythm' พร้อมกัน 3 ทำเลที่ซ.สุขุมวิท 50 ซ.พหลฯ-อารีย์ และสาธร มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาท กำหนดโอนช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 56 และในช่วง Q4/53 จะเปิดขายคอนโดมิเนียม 2 โครงการมูลค่ารวม 4.2 พันล้านบาทในทำเลถ.พระราม 4 และงามวงศ์วานที่จะเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ในระดับกลาง-ล่าง และโครงการบ้านเดี่ยวที่ถ.กัลปพฤกษ์มูลค่ารวม 1.15 พันล้านบาทอีกด้วย ตามประมาณการกำไรสุทธิใหม่สำหรับปี 53 ทำให้ราคาเหมาะสมซึ่งคำนวณด้วยวิธี DCF โดยใช้ WACC 8.3% เพิ่มขึ้นเป็น 9.40 บาท(เดิม 8.50 บาท) สำหรับปี 53 ทั้งนี้ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของAPจากการความเป็นมืออาชีพในการพัฒนาโครงการและสามารถบริหารกระแสเงินสดได้เป็นอย่างดี และคงคำแนะนำ 'ซื้อ' สำหรับการลงทุนระยะยาว
**แบงก์ชาติ เผยกนง.ครั้งต่อไป จะนำค่าบาทแข็งมากำหนดทิศทางดอกเบี้ย**
นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ใน ครั้งหน้า จะนำปัจจัยเรื่องเงินบาท ที่แข็งค่าในขณะนี้ มาร่วมพิจารณาด้วย
ทั้งนี้ กนง.จะประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 20 ต.ค.นี้ หลังเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา กนง.มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อีก 0.25% มาที่ 1.75% ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ หลังจากที่ปรับขึ้นครั้งแรก 0.25% เมื่อ เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่ บาท/ดอลลาร์ ช่วงเที่ยงวันนี้ อ่อนค่าจากเมื่อวาน มาอยู่ที่ 30.91/96 แต่ยังอยู่ใกล้ระดับแข็งค่ามากสุด ในรอบ 13 ปี
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
ข่าวต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยยอดขาดดุลการค้าไตรมาส 2 ปีนี้พุ่งแตะ 1.233 แสนล้านดอลลาร์ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐมียอดขาดดุลการค้ากับต่างประเทศในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ พุ่งขึ้นแตะระดับ 1.233 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลติดต่อกัน 4 ไตรมาส และยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งคำนวณจากยอดการค้าและบริการ รายได้ และธุรกรรมการโอนเงิน สถิติล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าของสหรัฐขยายตัว 3.4% สู่ระดับ 3.161 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าในไตรมาส 2 ขยายตัวมากถึง 6.3% คิดเป็นมูลค่า 4.857 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนรายการสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นได้แก่ ราคาในหมวดรถยนต์และหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค สำนักข่าวซินหัวรายงาน (ที่มา: อินโฟเควสท์ 17-09-2010)
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสัปดาห์ที่แล้วลดลง 3,000 ราย กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการระหว่างว่างงานในรอบสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 3,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 450,000 ราย ซึงเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ย 4 สัปดาห์ปรับตัวลดลง 13,500 ราย สู่ระดับ 464,750 ราย จำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ปรับตัวลดลงไปแล้วประมาณ11% นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเลย์ออฟพนักงานของภาคเอกชนในสหรัฐเริ่มลดน้อยลง แม้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ช้าลงนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็ตาม (ที่มา: อินโฟเควสท์ 17-09-2010)
จีน: รัฐบาลจีนชี้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุนการจ้างงาน 22 ล้านตำแหน่ง ทางการจีนชี้อานิสงส์จากใช้มาตรการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน (5.954 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ช่วยหนุนให้จีนมียอดการจ้างงานราว 22 ล้านตำแหน่ง นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลก หยิน เว่ยหมิน รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และความมั่นคงของจีนกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ครั้งที่ 5 ว่า รัฐบาลจีนมองว่าการขยายตัวด้านการจ้างงานเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 16-09-2010)
เอเชีย: แบงค์ชาติอินเดียประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ธนาคารกลางอินเดียตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ repo rate อีก 0.25%และขึ้นอัตราดอกเบี้ย reverse repo rate อีก 0.50% ซึ่งถือเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 5 แล้วในปีนี้ หลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นจนสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ แบงค์ชาติอินเดียได้ขึ้นดอกเบี้ย repo rate จาก 5.75% เป็น 6% และอัตราดอกเบี้ย reverse repo rateเป็น 5% จากระดับ 4.5% (ที่มา: อินโฟเควสท์ 16-09-2010)
----------------------------------------------------------------------------------
Code 157 : และแล้วก้ไม่มีอะไรในกอไผ่ของ BOT
ATT Code : และแล้วก้ไม่มีอะไรในกอไผ่ของ BOT
2 วันมาแล้วจากความไม่กระจ่างของ ธปท. ทำให้วันอังคารต่างชาติมีแรงขายหุ้นใหญ่ๆ ออกมา ทำให้ตลาดหุ้นไทย ลบไป 16 จุด แดงเป็นแท่งยาว คือขายอย่างเดียวไม่มีการ rebound ตามด้วยวันพุธสถาบันก็เป็นผู้ขายหุ้นออกมา ทำให้ก่อนเที่ยงของเมื่อวานตลาดลบไปเกือบ 19 จุด แต่หลังจากนั้น ข่าวก็ค่อยๆ ปรากฎออกว่าว่า ธปท. ไม่ได้ใช้ยาแรง หรือว่าข่าวที่ถูกปล่อยออกมานั้น ไม่มีอะไรในกอไผ่ ก็ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มซื้อคืนมาบ้าง บวกกับรายย่อยเล็ก รายย่อยใหญ่ก็ทยอยซื้อกัอย่างเมามัน สามพักกว่าล้าน ดันดัชนีให้ขึ้นมาเกือบบวกได้ โดยเป็นกลุ่มแบงค์กับกลุ่มพลังงาน ที่ดันตลาดยกขึ้นมาได้
ดังนั้นวันนี้จึงได้เสนอข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับ ธปท. จาก E Finance Thai มาให้อ่านตามรายละเอียดด้านล่างครับ
วันนี้ SET ปิดที่ 924.81 จุด + 3.71 จุด ด้วยมูลค่ากรซื้อขาย 2.7 หมื่นล้านบาท โดยวันนี้นักลงทุนต่างก็ยังกล้างๆ กลัวๆ ซื้อก้ยังไม่ค่อยกล้าซื้อ ขายก้ยังไม่กล้าขาย เก้บกันไว้ในมือ แต่ตัวที่ขึ้นมามาก ก็อาจจะมีการขายทำกำไรออกไป หรือตัวไหนที่ลงมาเยอะก็มีการทยอยซื้อเก้บไว้บ้าง แต่โดยรวมหุ้นตัวใหญ่ยังไม่มีการทิ้ง หรือว่าดันขึ้นไปสูง ก็มีแต่กลุ่มอสังหา ที่รับกระแสกนงไม่ขึ้นดอกเบี้ย และเอกชนเสนอขยายเวลาต่างชาติถือครองสิทธิ์อสังหาฯ เป็น 50 ปี เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ทำให้กลุ่มนี้มีแรงซื้อและการเก็งกำไรเข้ามามาก
สำหรับในวันพรุ่งนี้ ถ้าไม่ผ่าน 925 มีโอกาสลง 905 - 908 แถวเส้น 25 วัน อีกครั้ง แต่ถ้าเกิน 927.54 จุดสูงสุดเช้านี้ และเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวได้ ... ขึ้นต่อ 933 - 938
----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
16 กย. 53 ( -0.29 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338
เริ่มมีความเสี่ยงของการปรับฐานใหญ่ ?
ดัชนีในวันพุธ ปรับตัวลงต่ำสุดประจำ วันที่ 902.46 บริเวณแนวรับตามธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันพอดี
แนวโน้มจากนี้ไป ถ้ามีการปรับตัวลงต่ำกว่า 902.46 ตลาดมีโอกาสปรับฐานใหญ่ระยะเดือนบริเวณ 870 จุด หรือประมาณอัตราส่วน Fibonacci Ratio 38.2% ของการปรับตัวขึ้นรอบที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ตลาดสามารถจะกลับมาเป็น “ขาขึ้น” ได้อีกครั้ง ก็ต่อเมื่อสามารถปรับตัวขึ้น เกิน 944.64 จุดสูงสุดของสัปดาห์ที่แล้ว และจะมีเป้าหมายต่อไปแถว 1020 – 1040
หุ้นเด่น
SCB
อยู่ใน “เขตขายมาก” ภาพระยะชั่วโมง เครื่องมือ RSI รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 93.00 จุดสูงสุดวันพุธ เป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 94.00 – 95.00
( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 92.00 )
KBANK
อยู่ใน “เขตขายมาก” ภาพระยะชั่วโมง เครื่องมือ RSI รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 106.00 จุดสูงสุดวันพุธ เป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 108.00 – 109.00 ( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 104.50 )
THAI
ทยอย 36.75 - 37.00 หรือเกิน 37.25 เป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 37.75 - 39.25 ต่ำกว่า 36 ขาย
10 อันดับซื้อขายสูงสุด
PTT เกิน 282 ขึ้น 285 - 288
SCB รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
KBANK รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
PTTCH เกิน 119.50 ขึ้น 122 - 123
SCC ไม่น่าเกิน 314 - 316
KTB ไม่น่าเกิน 15 – 15.40
BANPU เกิน 642 ขึ้น 646 - 654
BBL เกิน 144 ขึ้น 146 - 147
TCAP เกิน 38.75 ขึ้น 39.50 - 40
TRUE แกว่งตัว 6.60 – 7.20
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS: ตลาดอาจแกว่งผันผวนบ้าง แต่ถ้าไม่ต่ำกว่า 900 จุดก็ไม่น่าห่วง .. ลงซื้อได้!!
แนวโน้ม: ตลาดหุ้นไทยวานนี้เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาในช่วงบ่ายทำให้สามารถปิดเป็นลบไปเพียงเล็กน้อย หลังจากที่ช่วงเช้า SET ปรับตัวลดลงเกือบ 20 จุด จากความกังวลเกี่ยวกับมาตรการสกัดกั้นเงินไหลเข้าจากแบงก์ชาติที่เป็นข่าวกังวลของนักลงทุนมาตั้งแต่วันก่อน แต่สุดท้ายเมื่อทางผู้ว่าแบงก์ชาติออกมายืนยันว่าจนถึงปัจจุบันยังมั่นใจว่ามาตรการดูแลค่าเงินที่ใช้อยู่ยังใช้ได้ผลและยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมมาตรการใดๆ ก็ทำให้นักลงทุนเริ่มคลายความกังวลลงได้บ้าง แต่
จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่ยังมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่อง อาจจะยังเป็นประเด็นกดดันต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่อไปอีกสักระยะได้ แม้ว่าช่วงนี้เงินบาทจะเริ่มอ่อนค่าลงบ้างก็ตาม ดังนั้น FSS คาดว่า SET จะยังแกว่งตัวในลักษณะค่อนข้างผันผวนภายในกรอบ 910-927 จุดโดยประมาณอยู่ก่อน นอกจากนี้นักลงทุนบางส่วนยังรอติดตามการพิจารณากรณีที่ กสท.ฟ้องเรื่อง 3G ในช่วง 1-2 วันนี้ว่าศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งในลักษณะใดอีกด้วย ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียเช้านี้ก็อยู่ในลักษณะพักฐานเช่นกัน อย่างไรก็ตามเรามองว่าจังหวะอ่อนตัวลงของ SET ในช่วงนี้ยังถือเป็นจังหวะเลือกหุ้นเข้ารับที่ดี เพราะเชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจของไทยที่ยังมีแนวโน้มที่ดี รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการที่ยังดีต่อเนื่องของ บจ.ในไตรมาส 3/53 และกระแสเงินไหลเข้าของนัก
ลงทุนต่างประเทศ จะยังเป็นปัจจัยบวกให้กับการขยับขึ้นของตลาดในรอบถัดไปได้
กลยุทธ์: ยังเน้นเลือกหุ้นเข้ารับได้โดยเฉพาะเมื่อ SET เป็นลบ เพื่อถือไว้ลุ้นจังหวะรีบาวด์กลับขึ้นของตลาดในรอบถัดไป โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ BEC, MCOT, MAJOR, PTTAR, GLOW, TSTH,SSI, LH, CK, STEC, ITD รวมทั้งหุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่าราคาตามพื้นฐานมากๆ ซึ่งได้แก่ KCE,GFPT, AMATA, VNG, PTTEP, SCB, GLOBAL, CPALL, IRPC, TTW, BANPU, SITHAI,SEAFCO, DCC และ QH เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (+) ธปท. ยืนนโยบายเดิม ส่วนญี่ปุ่นแทรกแซงเงินเยน ตลาดหุ้นเริ่มรีบาวนด์ในช่วงบ่ายวานนี้ นำโดยหุ้นขนาดใหญ่หลัง ธปท. ออกมาระบุว่าไม่มีมาตรการคุมค่าเงินบาทและแทรกแซงค่าเงิน ความชัดเจนดังกล่าวส่งผลดีต่อตลาดหุ้น ขณะเดียวกันญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินเยนเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีหลังจากเยนแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 15 ปีโดยการขายเยนซื้อดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าตามเงินเยน
• (+) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากบาทแข็งค่า การไม่ใช้ยาแรงในการควบคุมค่าเงินบาท ทำให้บาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไป หุ้นที่ได้ประโยชน์จากบาทแข็งค่าได้แก่ กลุ่มรับเหมา(STEC, CK, TTCL, SEAFCO, SYNTEC) วัสดุก่อสร้าง (TSTH, TASCO, DCC) ที่อยู่อาศัย (SPALI, LPN) อาหาร (TVO)
• (0) 3G ศาลฯยังไม่มีคำตัดสินแต่เชื่อว่าจะไม่มีคำสั่งคุ้มครอง ลุ้นศาลฯ ชี้ขาดวันนี้ว่าจะมีคำสั่งคุ้มครองหรือไม่ ถ้าคุ้มครองแปลว่า 3G จะต้องหยุดชะงัก แต่เราเชื่อว่าศาลฯจะไม่มีคำสั่งคุ้มครองเพราะในเรื่องอำนาจของ กทช. ในการประมูล 3G นั้นกฤษฎีกาเคยตีความหลายครั้งแล้วว่าสามารถทำได้ เราแนะนำให้ถือ ADVANC, DTAC, TRUE ต่อไปเพื่อเตรียมขายหลังประกาศผลการประมูล 20 - 21 ก.ย.
• (+) SEAFCO คาดว่า 3Q10 จะเริ่มทำกำไรได้หลังจากขาดทุน 42 ล้านบาทใน 1H10เพราะจะเริ่มรับรู้รายได้เป็นค่าแรงจากงานรากฐานโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ปีหน้าก็จะมีรายได้จากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 2 ทำให้มีรายได้ไปตลอดทั้งปีและโครงการรถไฟฟ้าเป็นโครงการที่มีมาร์จิ้นดี เราคาดว่ากำไรปกติปี 2011 จะเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด141% Y-Y เราประเมินราคาเป้าหมาย 6.40 บาท แนะนำซื้อ
• Fund Flow วานนี้ยังไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาคต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 แต่ปริมาณชะลอตัวและยังขายสุทธิเฉพาะตลาดหุ้นไทยเท่านั้น กระแสข่าวการสกัดกันหรือการแทรกแซงค่าเงินเอเชียที่แข็งค่าอย่างหนักเราคิดว่าเป็นวิถีทางในเบื้องต้นอันหนึ่งทั้งในทางจิตาวิทยาและเม็ดเงินที่ธนาคารกลางจำเป็นต้องแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินซึ่งเรามองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่ธนาคารกลางอาจจะมีมาตรการเหล่านี้ออกมา แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของปัจจัยพื้นฐานเงินดอลลาร์สหรัฐที่ล้นโลก บวกกับธรรมชาติของเงินที่มักจะวิ่งไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่าหรือมั่นคงกว่า ซึ่งก็หนี้ไม่พ้นตลาดเอเชียที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งและเป็นเจ้าหนี้ของสหรัฐ และเพื่อเป็นการปรับดุลยภาพทางเศรษฐกิจของโลก ดังนั้นแนวโน้มตลาดเงินยังเป็นเช่นนี้อยู่และทำให้เราเชื่อว่า FundFlow จะยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง แม้ระยะสั้นจะมีมาตรการแทรกแซงเพื่อรักษาเสถีรภาพของค่าเงินจะทำให้ค่าเงินในบางประเทศกลับมาอ่อนค่า
ข่าวภายในประเทศ
จรัมพรปรามธาริษาตลาดหุ้นไม่ใช่ผู้ร้าย จับตาหุ้น 20 ตัวพอร์ตฝรั่งรุ่งหรือร่วง "จรัมพร" แนะแบงก์ชาติควรออกมาตรการแก้ไขค่าบาทให้
ตรงจุด ไม่ใช่เหวี่ยงแห ระบุเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นจิ๊บจ๊อยแค่ 1.6 หมื่นล้าน จากยอดทั้งหมด 1 แสนล้าน ไม่ใช่ต้นเหตุบาทแข็ง ด้านโบ
รกฯเตือนระวังหุ้น 20 ตัวในพอร์ตต่างชาติ มีสิทธิทั้งรุ่นและร่วง บล.ซิตี้ กรุ๊ป ชี้หุ้นกลุ่มแบงก์ใหญ่อาจมีแรงเทขายระยะสั้น ขณะที่กองทุนเบรก ธปท.
อย่าจุ้นคุมตลาดฯ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 16-09-2010)
TIPCO สดใสเป้าเกิน 8 บ. ฟันกำไรจากลูก267 ล้าน TIPCO ยันภาพรวมรายได้ปีนี้โต 7-8% ติงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินบาท
ยิ่งแข็งค่า โบรกฯมองฟันส่วนแบ่งกำไรจาก TASCO ประมาณ 267 ล้านบาท จึงแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 5.85 บาท ดิวิเดนด์ ยีลด์ กว่า 4% ต่อป
(ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 16-09-2010)
ระทึกประมูล 3จี ล่มหรือไม่ กทช.ลั่นโปร่งใส-ไม่กีดกัน ลุ้นระทึก..!!คำสั่งศาลปกครองกลาง คุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ หลังกระบวนการไต่สวน
กสทฯ-กทช. เรียบร้อยแล้ว กทช.-ค่ายสื่อสารใจตุ้มๆ ต่อมๆ ประมูล 3G 20 ก.ย.จะล้มหรือไม่ ขณะที่ กทช. แจงชัดกระบวนการทุกอย่างถูกต้อง-ทำ
ประชาพิจารณ์แล้ว ด้าน กสทฯ อ้างสูญรายได้-กทช.ไม่มีอำนาจเปิดประมูลได (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 16-09-2010)
TVO ขึ้นป้าย XD ปันผล 60 สตางค์ กำไร 1.7 พันล้าน วันนี้ TVO ขึ้นเครื่องหมาย XD รับปันผล 0.60 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนของเงิน
ปันผล 2.5% สำหรับกำไรปีนี้ 1,740 ล้านบาท เชื่อผลการดำเนินการครึ่งปีหลังยอดขายเพิ่มขึ้น 31% จากครึ่งปีแรก หลังได้กำลังการผลิตใหม่
กรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่าดีกับ TVO เนื่องจากมีการนำเข้าถั่วเหลือง 70% เทียบเป็นดอลลาร์จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 0.3% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 16-09-
2010)
PS ยอดขายพุ่ง 2.9 หมื่นล้าน ฟุ้ง Q3 จ่อทำนิวไฮรอบใหม่ ได้ดีลูกค้าแห่ซื้อเพียบ "PS" ยอดขายทะลักกว่า 29,000 ล้านบาท หลังต้นปี-
ปัจจุบันลุยเปิดโครงการใหม่แล้ว 52 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 38,600 ล้านบาท "ประเสริฐ" ฟุ้งไตรมาส 3 ลุ้นยอดขายทำนิวไฮรอบใหม่ หลังลูกค้า
แห่ซื้อเพียบ ทั้งปีมั่นใจทำได้เกิน 35,000 ล้านบาท ส่วนรายได้ตามเป้า 24,000 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 16-09-2010)
เม็ดเงินโฆษณาส.ค.กระฉูด หนุน BEC-MCOT-MAJOR โชว์กำไร Q3 โตทะลัก เม็ดเงินโฆษณาเดือนส.ค.พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ 8,542 ล้าน
บาท สื่อทีวีควงสื่อโรงหนังโชว์เม็ดเงินโตกระฉูด 2 หลัก การันตีงบไตรมาส 3 BEC-MCOT-MAJOR หรูตามนัดแน่ วงการชี้แรงซื้อโฆษณายังไหล
เข้าไม่หยุดจนถึงสิ้นปี หนุนอัตราการใช้เวลาโฆษณาแน่นไม่เลิก ราคาหุ้นถูกอัพไซด์เหลือเพียบ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 16-09-2010)
E Finance Thai : ธปท.งดใช้ยาแรงคุมบาท-อย่าตื่นทิ้งหุ้น
โบรกเกอร์เตือนสตินักลงทุน อย่าตื่นตระหนกขายหุ้น ฉุดดัชนีดิ่งนรก!! หลังตลาดผันผวนหนัก เหตุผวาแบงก์ชาติใช้ยาแรงแก้บาทแข็ง ลือสะพัดปลุกผีกันสำรอง 30% ออกมาหลอกหลอน นักวิเคราะห์คาดธปท.ทิ้งไม้แข็งเลือกใช้ไม้นวมรับมือค่าบาท เพื่อไม่ให้กระทบตลาดรุนแรง เช่น ชะลอขึ้นดอกเบี้ยอาร์พี-มาตรการทางภาษี-กำหนดอัตรากลางแลกเปลี่ยน แนะฉวยจังหวะซื้อหุ้นพื้นฐานดีเมื่อราคาดิ่งแรง ในกลุ่มรับเหมาฯ-พลังงาน-แบงก์พาณิชย์ เพราะต่างชาติยังสนใจ
หลังจากที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องรวมกว่า 8% ส่งผลให้นักลงทุนออกมาคาดการณ์ว่าอีกไม่นานธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะออกมาตรการต่างๆเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท และเกิดกระแสข่าวลือมากมายว่า ธปท.อาจจะออกมาตรการควบคุมเงินทุนระยะสั้น 30% อีกครั้ง จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก และขายหุ้นออกมาในช่วง 2 วันทำการหลังสุด กดดัชนีระหว่างวันร่วงแรง 2 วันรวมประมาณ 33 จุด เนื่องจากมาตรการดังกล่าวปิดกั้นการไหลเข้าของเงินทุน ตลอดจนเคยทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรงมากกว่า 100 จุด ภายในวันเดียวมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักออกมาระบุตรงกันว่า ธปท.ไม่มีความจำเป็นที่จะออกมาตรการ 30% เพื่อป้องกันค่าบาทแข็ง เนื่องจากเป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป และมีผลเสียมากกว่า ขณะเดียวกันมาตรการที่จะออกมาเร็วๆนี้คงไม่บิดเบือนกลไกตลาดจนส่งผลกระทบหนักหน่วงต่อตลาดเงิน-ตลาดทุน โดยอาจจะเลือกใช้มาตรการทางภาษี การชะลอขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือกำหนดอัตรากลางเงินบาทแทน ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไม่มากนัก
ดังนั้น นักลงทุนจึงไม่ควรตื่นตระหนกขายหุ้นตามโผล่มากระแสข่าวลือ บางแห่งแนะนำให้ถือเพื่อรอดูสถานการณ์ ขณะที่บางแห่งแนะนำให้ฉวยจังหวะซื้อหุ้นที่ปรับตัวลดลงแรง ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง พลังงาน และธนาคารพาณิชย์ เพราะมองว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังดี นักลงทุนต่างชาติยังสนใจหุ้นบลูชิพ
***** FSSแนะเก็บหุ้นดิ่งแรง มั่นใจธปท.ไม่บิดเบือนกลไกตลาด
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส(FSS) ระบุว่า การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความวิตกกังวลต่อกลุ่มส่งออกที่มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึงกว่า 60% อันนำมาสู่เสียงเรียกร้องให้ทางการออกมาตรการสกัดการแข็งค่าของเงินบาทต่อดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าในไม่ช้าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังคงจะออกมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายประการ แต่ผลลัพธ์คงจะเพียงแค่สามารถชะลอความเร็วของการแข็งค่าของเงินบาท และความผันผวนในระยะสั้นเท่านั้น
ทั้งนี้ คาดว่า ธปท. จะออกหลายมาตรการมาพร้อมกันเพื่อไม่ให้การบิดเบือนกลไกตลาดเกิดขึ้นอย่างรุนแรงเฉพาะตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเชื่อว่ามาตรการกันสำรองแต่ด้วยอัตราต่ำกว่า 30% เป็นไปได้ แต่น่าจะเป็นมาตรการท้ายๆ โดยมองว่ามีมาตรการอื่นพอจะนำมาใช้ร่วมกันได้คือ
1.การเข้ากำหนดอัตรากลางของเงินบาทต่อดอลลาร์และสกุลเงินอื่นผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยให้มีขอบเขตผันผวนได้จำกัด ขณะเดียวกันก็ยังคงมาตรการเข้าแทรกแซงตลาด
อัตราแลกเปลี่ยนด้วยการซื้อขายเงินสกุลต่างๆ 2.เนื่องด้วยคราวนี้เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าไปลงทุนในตลาดพันธบัตรจึงอาจใช้วิธีการเช่นเดียวกับของทางการอินเดีย กล่าวคือการกำหนดวงเงินขั้นสูง จำกัดการลงทุนในพันธบัตรไทยลง รวมกึงการกำหนดให้การถือครองพันธบัตรต้องถือครองจนหมดอายุพันธบัตร
3.การเก็บภาษีดอกเบี้ยพันธบัตร รวมถึงเงินฝากของผู้มีถิ่นฐานนอกราชอาณาจักร และภาษีกำไรจากการลงทุนในพันธบัตร (Capital gain tax) 4. ช่วยเหลือผู้ส่งออกด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ การยกเว้นภาษีบางรายการให้เป็นการชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบเรื่องค่าเงิน 5.ชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป
ทั้งนี้ หากมาตรการของทางการเป็นไปอย่างที่คาดข้างต้น ผลกระทบในเชิงลบต่อตลาดการเงินน่าจะมีเพียงจำกัด และหากตลาดหุ้นปรับตัวลงมากเกินเหตุน่าจะเป็นโอกาสของการเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดีเพื่อการลงทุนในระยะยาว เพราะปัจจัยพื้นฐานของไทยยังคงจะแข็งแกร่งอยู่ต่อไป
***** CNSชี้บลูชิพกดดันดัชนี หากมาตรการคุมบาทแข็งไม่ชัดเจน
บทวิเคราะห์ บล.พัฒนสิน(CNS) ระบุว่า หุ้นบูลชิพ กลุ่มแบงก์ พลังงาน รับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้นที่อยู่ใน MSCI Thailand อาทิเช่น BBL, KBANK KTB, PTT ,TOP, PTTAR และ IRPC เป็นต้น คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่กดดันให้ตลาดลดลง หากประเด็นการควบคุมค่าเงินบาทยังคงคลุมเครือ หรือถ้ารัฐฯยังไม่ออกมาสยบข่าวลือ
ทั้งนี้ พัฒนสินคาดว่า ธปท. อาจจะมีมาตรการสกัดการแข็งค่าของเงินบาท แต่จะไม่ใช้ยาแรง ดังนั้นราคาหุ้นในกลุ่มข้างต้น คาดว่าจะรีบาวด์ หากมาตรการไม่ได้รุนแรงตาม
คาด แต่ถ้ารัฐฯยังไม่แสดงทิศทางที่ชัดเจนต่อค่าเงินบาท หรือไม่ออกมาปฏิเสธข่าวลือ คาดว่าหุ้นบูลชิพในกลุ่มดังกล่าว จะซึมลง และฉุดดัชนีต่อไป
โดยคาดว่ากลุ่มบันเทิง, ค้าปลีก หุ้น Defensive และหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นบวกหนุน ที่ไม่อยู่ในMSCI Thailand หรือไม่ใช่เป้าหมายแรกที่ฝรั่งจะขาย คาดจะ Outperform ตลาดชั่วคราวจนกว่ามาตรการคุมบาทจะชัดเจน หรือ ผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการชุมนุมเสื้อแดง ได้แก่ MAJOR, BIGC, MAKRO, DCC, TVO, BLA, CK, BH, BGH, KH, MINT
***** ASPเชื่อแบงก์ชาติไม่ออกกันสำรอง30% คาดชะลอขึ้นอาร์พีแทน
บทวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส(ASP) ระบุว่า ความกังวลต่อการออกมาตรการ 30%(Capital Control 30%)ไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้น เพราะการแข็งค่าของเงินบาท น่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ เนื่องจากปัญหาหลักอยู่ที่ประเทศคู่ค้าสำคัญๆของไทย ไม่ว่าจะเป็นยุโรป หรือสหรัฐ ต่างประสบปัญหาการเงินในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชีย ล้วนได้ดุลการค้ากับประเทศพัฒนาแล้วเกือบทุกแห่งอย่างไรก็ตาม คาดว่าการเกินดุลการค้าของไทยก็จะค่อยๆลดน้อยถอยลงในไตรมาสสุดท้ายของปี ตามผลของฤดูกาล การออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าจึงไม่มีความจำเป็น
โดยฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่าการออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าที่รุนแรงไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะหากพิจารณาเงินทุนไหลเข้าที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่า 90% เป็นเงินที่ไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้(พันธบัตรรัฐบาล)ขณะที่เงินที่เข้ามาในตลาดหุ้นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% เท่านั้น มีความเป็นไปได้ว่าการออกมาตรการที่จะชะลอการแข็งค่าของค่าเงินบาท น่าจะมุ่งไปยังตลาดตราสารหนี้เป็นหลัก รวมถึงการส่งสัญญาณหยุดขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 2 ครั้งถัดไปของปีนี้ (20 ต.ค. และ 1 ธ.ค. 2553) หลังจากที่ได้ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 2
ครั้ง รวม 0.5% มาอยู่ที่ 1.75% น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า อย่างไรก็ตาม ธปท. อาจจะต้องถ่วงน้ำหนักความสำคัญระหว่างความกังวลต่อเงินเฟ้อ หรือภาคส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่ารวดเร็ว
***** นักวิเคราะห์ชี้อย่ารีบขายหุ้นรอดูสถานการณ์ก่อน
นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวถึง การที่มีกระแสข่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)อาจจะออกมาตรการบางอย่างมาดูแลค่าเงินบาทว่า ยังประเมินได้ยากว่าจะออกมาในทิศทางใด ดังนั้น ระหว่างรอความชัดเจนจาก ธปท.นักลงทุนควรจะรอดูสถานการณ์ก่อนโดยควรจะถือหุ้นไว้ในมือยังไม่ต้องรีบขาย
นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า เชื่อว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้จะยังไม่เห็น ธปท.ออกมาตรการใหม่ๆ เข้ามาดูแลค่าเงินบาท แม้ว่าจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่องก็ตาม เพราะการแข็งค่าของเงินบาทยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนไหวของเงินในสกุลภูมิภาค ซึ่งสาเหตุมาจากการที่เงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนไทยประกอบกับช่วงที่ผ่านมาการออกมาตรการดูแลค่าเงินบาท(กันสำรอง 30%)ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างรุนแรง ธปท.จึงไม่น่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมในช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม ในระยะ 3 เดือนไปจนถึงสิ้นปีนี้ มองว่าหากจะมีมาตรการออกมาน่าจะเป็นมาตรการทางภาษี เพราะเป็นมาตรการที่ไม่รุนแรงมากนัก และมองว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล และจะส่งผลดีต่อบริษัทที่มีการนำเข้าสินค้า เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ถ่านหิน พลังงาน ปิโตรเคมีเครื่องจักร รวมไปถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งนักลงทุนสามารถหาจังหวะเข้าซื้อเก็บหุ้นกลุ่มนี้ไว้ได้
***** เกียรตินาคินหวั่นดัชนีหลุด900จุด ต่างชาติกังวลปิดกั้นเงินทุน
นางวิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ บล.เกียรตินาคิน เปิดเผยว่า คาดว่าแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯในช่วง 4 เดือนที่เหลือ หรือจนถึงช่วงสิ้นปี ดัชนีฯจะมีกรอบแนวรับอยู่ที่ 895 และ 875 จุด โดยในระยะ 1-2 สัปดาห์ก่อนที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่จะเข้ามารับตำแหน่ง ตลาดหุ้นมีความกังวลว่าหลังจากเข้ารับตำแหน่งจะมีมาตรการ Capital Controls เข้ามาดูแลอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องหรือไม่
ทั้งนี้หากดัชนีฯมีการรีบาวด์ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ไม่เกินระดับที่ 920 จุด โดยกลยุทธ์การลงทุนในระยะ 1 เดือน แนะนำซื้อเก็งกำไรในหุ้น Big Cap อาทิ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ LH, AP, QH, PS, และไอซีทีบางตัว คือ ADVANC ซึ่งราคายังคง Laggard อยู่ และแนะนำให้ขายทำกำไรออกมาก่อน และค่อยทยอยซื้อสะสมในหุ้นที่มีอัตราการขึ้นน้อยกว่าตลาดฯ (Laggard) ที่บริเวณแนวรับที่ให้ในหุ้นกลุ่ม Big Cap ประกอบด้วยหุ้นกลุ่มพลังงาน ได้แก่ PTT, PTTCH, PTTEP, BANPU และ TTW และเก็งกำไร TOP PTTAR กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง
***** ธปท.ปฏิเสธออกมาตรการควบคุมทุนไหลเข้า
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกระแสข่าวลือที่ ธปท.จะออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนเพื่อป้องกันค่าเงินบาท ว่า ในแง่นโยบายการดูแลค่าเงินบาทจากการหารือกับที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พบว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และไม่ได้มีการวางเป้าหมายการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่าจะอยู่ในระดับใด ทั้งนี้จะอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนเกินไป
'เข้าใจว่าสาเหตุข่าวลือมาจากที่เราประชุมกนง.ไปเมื่อวันศุกร์ จริงๆ เราประชุมเพื่ออัพเดตสถานการณ์ต่างๆ และบอร์ดเห็นด้วยกับแนวทางที่เราดำเนินการอยู่ ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงในก่อนหน้านี้ในแง่ดูแลนโยบายการเงินไม่เปลี่ยนแปลง เราไม่มีอัตราเงินบาทในใจว่าต้องอยู่ตรงนั้นตรงนี้ แค่ดูแลไม่ให้ผันผวนเกินไป และจะยังไม่มีแถลง เพียงแต่ข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ ขอให้ช่วยบอกต่อ'นางธาริษา กล่าว
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
ข่าวต่างประเทศ
สหรัฐอเมริกา: เฟดเผยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐเดือนส.ค.ขยายตัว 0.2% หลังยอดผลิตรถยนต์ทะยาน ธนาคารกลางสหรัฐ
(เฟด) เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐขยายตัว 0.2% ในเดือนส.ค.ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ เพราะได้แรง
หนุนจากยอดการผลิตรถยนต์ที่ปรับตัวขึ้นเกินความคาดหมาย และหากไม่นับรวมยอดการผลิตรถยนต์พบว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.
ขยายตัว 0.4% ข้อมูลของเฟดระบุว่า ผลผลิตในอุตสาหกรรมเหมืองแร่พุ่งขึ้น 1.2% ขณะที่ผลผลิตด้านสาธารณูปโภคลดลง 1.5% ส่วนอัตราการ
ใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนส.ค.เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 74.7% สูงกว่าระดับเฉลี่ยของปีที่แล้วอยู่ประมาณ 4.7% (ที่มา: อินโฟเควสท์
16-09-2010)
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยสต็อกน้ำมันดิบสัปดาห์ที่แล้วร่วงลงเกินคาด 2.5 ล้านบาร์เรล สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาล
สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุด ณ วันที่ 10 ก.ย.ร่วงลง 2.5 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 357.4 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะลดลง 2.3 ล้านบาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่นลดลง 300,000 บาร์เรล แตะระดับ 174.5 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่
นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 300,000 บาร์เรล และสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 700,000 บาร์เรล แตะระดับ 224.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่คาดว่าจะ
ลดลงเพียง 400,000 บาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลง 0.6% เหลือเพียง 87.6% (ที่มา: อินโฟเควสท์ 16-09-2010)
จีน: กระทรวงพาณิชย์จีนเผยยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 1.38% หยาว เจียน โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน
เปิดเผยว่า ยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของจีนในเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 1.38% แตะ 7.602 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอด FDI ในช่วง
8 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว แตะระดับ 6.59 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้นั้น ยอด FDI ของ
จีนขยายตัวขึ้น 20.65% แตะ 5.83 หมื่นล้านดอลลาร์ และยอด FDI ในเดือนก.ค.เพียงเดือนเดียว เพิ่มขึ้น 29.2% แตะ 6.924 พันล้านดอลลาร์
(ที่มา: อินโฟเควสท์ 15-09-2010)
เอเชีย: สิงคโปร์เผยยอดค้าปลีกเดือนก.ค.ลดลง 1.2% หลังยอดขายรถร่วง สำนักงานสถิติแห่งชาติสิงคโปร์รายงานในวันนี้ว่า ยอดค้าปลีก
เดือนก.ค.ของสิงคโปร์ปรับตัวลดลง 1.2% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการร่วงลงของยอดขายยานยนต์ ทั้งนี้
ยอดขายยานยนต์ดิ่งลง 24.8% ขณะที่ยอดขายอุปกรณ์ด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ อาหารและเครื่องดื่ม ปรับตัวลดลง 1.3%
(ที่มา: อินโฟเควสท์ 15-09-2010)
----------------------------------------------------------------------------------