Code 382 : 22/03/54 ญี่ปุ่นดีขึ้น SET ก็ไปต่อได้

วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2554

ATT Code : 22/03/54 ญี่ปุ่นดีขึ้น SET ก็ไปต่อได้



สรุปสภาวะการซื้อขาย วันจันทร์ที่ 21/03/54 : SET บวกขึ้นตามตลาดต่างประเทศและราคาน้ำมันที่บวกขึ้นมา ซึ่งมีความกังวลน้อยกว่าการสู้รบที่ลิเบีย

แนวโน้มในวันอังคารที่ 22/03/54 นี้ คาดว่าตลาดยังมีความผันผวนอยู่ โดย SET มีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้นในกรอบ 1010-1,025 จุดโดยที่ตลาดมีกรอบแนวรับ-แนวต้าน ดังนี้
แนวรับที่ 1010 จุด
แนวต้านที่ High ของวันที่ 9/03/54 ที่ระดับ 1,025 จุด

Indicators ต่างๆ ของเมื่อวานนี้ (21/03/54) :
4 Indicators = Buy Signal
2 Indicators = Sell Signal

1. Alert MACD (S)
(Major = Sell Signal : 1. MACD <. Signal.... แต่ Minor ยังดีอยู่ 2. MACD > 0)
(+) MACD Oscillator ติดลบน้อยลง โดยลบจาก -1.33 มาเป็น -0.27 ... ทำให้สัญญาณ Sell Signal = Weak

2. (OBV + : Stronger)
(+) OBV เพิ่ทขึ้นมาที่ 524.... แสดงให้เห็นว่ามีแรงซื้อขายสะสมเพิ่มขึ้น ส่งสัญญาณในทางบวกอีกครั้ง

3. Alert CCI (B)
(1.CCI >. 0 : Minor = Buy Signal)
(+) CCI เพิ่มขึ้นจาก -45 มาที่ 59... และมีสัญญาณเป็นบวก เพราะ CCI มีค่ามากกว่ากว่า ศูนย์ แล้ว

4. Alert ADX (B)
(+) เส้น ADX : DI+(32) > DI-(22) : ทั้ง 2 เส้น เริ่มห่างกันมากขึ้น = Stronger

5. Alert William %R (B and Up Trend)
(%R < -50 ขึ้นมาอีกครั้ง : Minor = Buy Signal)
(+) Williams %R มีค่าเท่าเดิม

6. Alert RSI (B)
(+) RSI(58) < MAV9(56) : RSI สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ย

7. Alert Slow Sto (S)
(+) Slow Stochastic : %K(66) < %D(67)ใกล้กันมากขึ้น เกือบจะตัดขึ้นแล้ว


****************
Historical Technics
****************
Buy Signal
1. MACD เปลียนจาก Buy Signal ไปเป็น Sell Signal แล้ว (16/03/54)
2. (+) SET ผ่านแนวต้านหลัก BB Average = Major เป็น Bullish... ยืนยันความเข็งแรงของตลาด... BB Average เปลี่ยนจากแนวต้านมาเป็นแนวรับหลัก (16/02/54)
3. (+) EMA5 (979.12) ตัด EMA 10 (976.12 )ขึ้นมา... Majorเป็น Golden Cross = Buy Signal (17/02/54)
4. (+) EMA10 (988.34) ตัด EMA25 (987.47) = Golden Cross : Strong (04/03/54)
5. (+) EMA25 (992.96) ตัด EMA75 (991.78) (10/03/54)
6. New (+) SET สูงกว่าเส้น 10 วัน แล้ว : ฆะพนืเ (21/03/54)

Sell Signal
1. (-) SET หลุด BB Top ลงมาแล้ว = SET อ่อนลงมา (09/03/54)
2. (-) 2.1 CCI ตัด 100 ลงมา (44) : Major = Sell Signal (11/03/54)
3. (-) %R < -10 : Sell Signal (15/03/54)
4. (-) Slow Sto : %K < %D = Sell Signal (15/03/54)
5. New (-) MACD(6.60) ตัดเส้น Signal (6.88) ลงมา = Major:Sell Signal (16/02/54)


-----------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
22 มีค. 54 ( +16.64 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

มีโอกาสลง 1005 - 10 จุด
แนวโน้มในวันอังคารนี้ ดัชนียังไม่น่าจะสามารถปรับตัวเกิน 1025.71 จุดสูงสุดเดิมของเดือนนี้

และถ้า ต่ำกว่า 1016.26 จุดต่ำสุดเวลา15.00 น. ของวันจันทร์ ดัชนีมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวกลับลงมาบริเวณ 1005 – 10 จุด แถวเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมง อีกครั้ง

แต่ถ้าสามารถปรับตัวขึ้น เกิน 1025.71จุดสูงสุดเดิมของเดือน มีค. ภาพดัชนีระยะสองสามสัปดาห์ มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นต่อแถว
1055 – 65 ใกล้จุดสูงสุดเดิมของปีนี้

หุ้นเด่น
LHปรับตัวขึ้นมาแถวเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันพอดีทยอยซื้อแถว 5.55 – 5.60 หรือรอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 5.65 จุดสูงสุดวันจันทร์และเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าว เป้าหมายสองสามวัน 5.85 – 5.95 ( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 5.50 )

THAI
ปรับตัวขึ้นมาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมงได้อีกครั้ง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 38.25จุดสูงสุดวันจันทร์ เป้าหมายสองสามวัน
39.25 – 40.00( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 37.25 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
TRUE เกิน 6.70 ขึ้น 7 – 7.10
IVL เกิน 52.50 ขึ้น 53 – 54
JAS ไม่ต่ำกว่า 2.44 ขึ้น 2.80 – 3.60
BBL เกิน 161.50 ขึ้น 163 - 164
BANPU แกว่งตัว 740 – 748
PTT ต่ำกว่า 341 ลง 334 – 337
SCB เกิน 104 ขึ้น 104.50 – 105
KBANK เกิน 124.50 ขึ้น 125 - 126
PTTAR แกว่งตัว 37.75 – 38.50
CPF เกิน 25.25 ขึ้น 26 – 26.50

-----------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
-----------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
-----------------------------------------------------------------------------

Code 381 : 21/03/54 โปรดฟังอีกครั้ง >>> จะหลุด 1,000 จุด มั๊ย

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2554

ATT Code : โปรดฟังอีกครั้ง >>> จะหลุด 1,000 จุด มั๊ย



สรุปสภาวะการซื้อขาย วันศุกร์ที่ 18/03/54 : SET ปิดต่ำกว่าเส้น 10 วัน และยังผันผวน เป็น Sideway down

สรุปสภาวะตลาดตอนเย็นประจำวันที่ 18/03/2011
ดัชนีหุ้นไทยปิดบวก 0.09% ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ปรับขึ้นขณะที่มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงาน,ทคโนโลยี และแบงก์ หนุนบรรยากาศการลงทุนแต่มูลค่าการซื้อขายมีเข้ามาไม่มากนัก ก่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เห็นว่า มูลค่าซื้อขายที่มีเข้าไม่มากนักเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นช่วยหนุนการลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ขณะที่มองตลาดสัปดาห์หน้าจะแกว่งตัวในกรอบแคบ โดยนักลงทุนยังจับตาดูสถานการณ์วิกฤตวเคลียร์ในญี่ปุ่น และลิเบีย

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดบวก 0.94 จุด มาที่ 1,003.29 จุด ระหว่างวันดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,010.65 จุด และต่ำสุดที่ 1,003.29 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขาย25,421.95 ล้านบาท

ขณะที่ SET50 ปิดบวก 1.74 จุด หรือ 0.25% มาที่ 702.84 จุด
และ SET100 ปิดบวก 3.26 จุด หรือ 0.21% มาที่ 1,532.07 จุด
ดัชนีกลุ่มพลังงาน ปิดบวก 0.01% ด้วยมูลค่าซื้อขายสูงสุดของตลาดที่ 28.17% นำโดยหุ้นบ้านปู(BANPU) บวก 0.54%
กลุ่มเทคโนโลยี บวก 0.99% แต่หุ้นทรูคอร์ปอเรชั่น(TRUE) ลบ 0.79%,กลุ่มแบงก์ ลบ 0.07% โดยหุ้นธ.กรุงเทพ (BBL) ปิดไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 156 บาท
ดัชนีกลุ่มปิโตรเคมี บวก 0.61% นำโดยหุ้นอินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL)บวก 1.52%

"ตลาดหุ้นดีดตัวตามตลาดโลก แต่วอลุ่มไม่มาก สะท้อนความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน"
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวเขา เห็นว่าวันนี้ ตลาดหุ้นตอบรับสถานการณ์ในญี่ปุ่น หลังจากที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 7 (จี-7) เห็นพ้องกับการแทรกแซงตลาดร่วมกัน เพื่อสกัดการแข็งค่าของเยน อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น ช่วยหนุนการลงทุนหุ้นกลุ่มน้ำมันด้วยนอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกในเดือนก.พ.ของไทย ยังคงเติบโต 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนด้วย

ส่วนแนวโน้มการซื้อขายในสัปดาห์หน้า เขา คาดว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยยังต้องจับตาสถานการณ์ในลิเบีย และญี่ปุ่น ขณะที่มองแนวต้านที่ 1,015จุด และแนวรับที่ 1,000 และ 996 จุด

หลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด
IVL บวก 0.75 บาท มาที่ 50.00 บาท
BANPU บวก 4.00 บาท มาที่ 742.00 บาท
IRPC ปิดไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ 6.00 บาท
PTTEP ลบ 1.00 บาท มาที่ 180.00 บาท
PTT บวก 1.00 บาท มาที่ 337.00 บาท
ที่มา : bisnews

-----------------------------------------------------------------------------
แนวโน้มในวันจันทร์ที่ 21/03/54 นี้ คาดว่าตลาดยังมีความผันผวนอยู่ โดย SET มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 999-1,006 จุดโดยที่ตลาดมีกรอบแนวรับ-แนวต้าน ดังนี้
แนวรับหลักที่ BB Average ที่ 999 จุด และที่ EMA75 ที่ระดับ 995 จุด
แนวต้านที่ EMA5 ที่ระดับ 1,006 และ High ของวันศุกร์ที่ 17/03/54 ที่ระดับ 1,010 จุด

Indicators ต่างๆ ของเมื่อวานนี้ (18/03/54) : 4 Indicators = Sell Signal
1. Alert MACD (S)
(Major = Sell Signal : 1. MACD <. Signal.... แต่ Minor ยังดีอยู่ 2. MACD > 0)
(-) MACD Oscillator ติดลบมากขึ้น โดยลบจาก 1.03 มาเป็น -1.33 ... ทำให้สัญญาณ Sell Signal แข็งแรงขึ้น

2. (OBV + : Stronger)
(+) OBV เพิ่ทขึ้นมาที่ 475.... แสดงให้เห็นว่ามีแรงซื้อขายสะสมเพิ่มขึ้น ส่งสัญญาณในทางบวกอีกครั้ง

3. Alert CCI (Down Trend but Stronger)
(1.CCI <. 100 : Major = Sell Signal, 2. CCI <. ศูนย์ : Miinor = Sell Signal)
(+) CCI เพิ่มขึ้นจาก -72 มาที่ -45... และMinor มีสัญญาณเป็นลบ เพราะ CCI มีค่าน้อยกว่า ศูนย์ แล้ว

4. Alert ADX (B)
(+) เส้น ADX : DI+(29.66) > DI-(24.63) : ทั้ง 2 เส้น เริ่มห่างกันมากขึ้น.... ทำให้แนวโน้มกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง

5. Alert William %R (Down Trend)
(%R < -10 ลงมาอีกครั้ง เมื่อ 15/03/54 : Major = Sell Signal)
(+/-) Williams %R มีค่าเท่าเดิม

6. Alert RSI (S)
(-) RSI < MAV9 : RSI ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย

7. Alert Slow Sto (S)
(-) Slow Stochastic : %K(57) < %D(67)


****************
Historical Technics
****************
Buy Signal
1. MACD เปลียนจาก Buy Signal ไปเป็น Sell Signal แล้ว (16/03/54)
2. (+) SET ผ่านแนวต้านหลัก BB Average = Major เป็น Bullish... ยืนยันความเข็งแรงของตลาด... BB Average เปลี่ยนจากแนวต้านมาเป็นแนวรับหลัก (16/02/54)
3. (+) EMA5 (979.12) ตัด EMA 10 (976.12 )ขึ้นมา... Majorเป็น Golden Cross = Buy Signal (17/02/54)
4. (+) EMA10 (988.34) ตัด EMA25 (987.47) = Golden Cross : Strong (04/03/54)
5. (+) EMA25 (992.96) ตัด EMA75 (991.78) (10/03/54)

Sell Signal
1. (-) SET หลุด BB Top ลงมาแล้ว = SET อ่อนลงมา (09/03/54)
2. (-) 2.1 CCI ตัด 100 ลงมา (44) : Major = Sell Signal (11/03/54)
3. (-) %R < -10 : Sell Signal (15/03/54)
4. (-) Slow Sto : %K < %D = Sell Signal (15/03/54)
5. (-) SET ต่ำกว่าเส้น 10 วัน แล้ว : Weak (15/03/54)
6. New (-) MACD(6.60) ตัดเส้น Signal (6.88) ลงมา = Major:Sell Signal (16/02/54)


-----------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
21 มีค. 54 ( +0.94 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

ปรับตัวลง 999 - 1001 จุด
แนวโน้มในวันจันทร์นี้ ดัชนีมีโอกาสปรับตัวกลับลงไปแถว 999 - 1001 ใกล้จุดต่ำสุดของวันพฤหัสอีกครั้ง

ตลาดน่าจะยังคง แกว่งตัวอีกหนึ่งถึงสองวันในกรอบ 998 – 1010 หรือระหว่างจุดต่ำสุดของวันพฤหัสถึงจุดสูงสุดของวันศุกร์ เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน

จากนั้นการปรับตัวลง ต่ำกว่า 996.44 จุดต่ำสุดของวันอังคาร และต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 25วัน จะถือเป็นสัญญาณการปรับตัวลงต่อของ
ตลาด มีเป้าหมายบริเวณ 970 – 975 จุด

หุ้นเด่น
TUF
กำลังปรับตัวในกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะวัน ทยอยซื้อแถว 48.50 – 48.75 หรือรอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 49.50 กรอบบนของสามเหลี่ยม เป้าหมายระยะสัปดาห์53.00 – 57.00( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 48.25 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
IVL แกว่งตัว 49 – 50.50
BANPU แกว่งตัว 732 – 746
IRPC ไม่ต่ำกว่า 5.95 ขึ้น 6.45 – 6.55
PTTEP ต่ำกว่า 180 ลง 176 – 178
PTT ต่ำกว่า 337 ลง 333 - 334
CPF เกิน 25.25 ขึ้น 26 – 26.50
TOP แกว่งตัว 80 – 81.50
TRUE แกว่งตัว 6.25 – 6.50
SCC แกว่งตัว 330 - 335
JAS ไม่ต่ำกว่า 2.32 รอขึ้น 2.80 – 3.60

-----------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
EFinance Thai : ลุ้น Window Dressing ดันดัชนีฯ

โบรกฯ ชี้ SET สัปดาห์นี้ ข่าวดีรุมลุ้นปรากฏการณ์ Window Dressing หนุนดัชนีฯ คาดหุ้นใหญ่-กลาง ได้ประโยชน์ มองแนวโน้ม SET ระหว่าง 21 – 31 มี.ค. 54 ขึ้นต่อเนื่องเป้าหมาย 1025 -1045 จุด ฟินันเซีย ไซรัส คาด ต้นเดือนหน้าได้เห็น window dressing ดักงบQ1/54 ส่วนสัปดาห์นี้ แนะ เล่นหุ้นรับอานิสงส์วิกฤตญี่ปุ่น ฟากกสิกรไทย ชู สัปดาห์นี้ ตะวันออกกลางป่วนเป็นปัจจัยเสี่ยง ให้จุด stop loss ที่ 996 จุด

ตลาดหุ้นไทยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปกคลุมไปด้วยข่าวร้ายเต็มตลาด โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตในประเทศญี่ปุ่น และ ปัญหาสถานการณ์ป่วนในตะวันออกกลาง ทำให้ดัชนีฯขยับในกรอบแคบแทบทั้งสัปดาห์ ดังนั้น ทิศทางความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

*บล. กิมเอ็ง ชี้ SET สัปดาห์นี้ ข่าวดีรุม ลุ้นปรากฏการณ์ Window Dressing คาดหุ้นใหญ่-กลาง ได้ประโยชน์
บทวิเคราะห์ บล. กิมเอ็ง ระบุว่า SET INDEX สัปดาห์นี้ ให้มุมมองเป็นบวก จากปัจจัยแวดล้อมที่จะกลับมาเอื้อต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น
1.ผลของการลงคะแนนรายรัฐมนตรี: คะแนนที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล ต่อรัฐมนตรีแต่ละท่าน จะเป็นการสะท้อนถึงความเป็นปึกแผ่นของพรรคร่วมรัฐบาลมากน้อยเพียงใด เพราะนั้นย่อมสะท้อนต่อไปยังผลการเลือกตั้งในครั้งถัดไป
2.ตลาดหุ้นทั่วเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย ปรับฐานลงตลอดสัปดาห์นี้ สะท้อนความเสี่ยงของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นไปค่อนข้างมากแล้ว
3.Roadshow ของโบรกเกอร์ต่างชาติในฮ่องกง: ระหว่างวันที่ 21-25 มี.ค. บริษัทที่เข้าร่วมงานนี้ได้แก่ ADVANC / BBL / BANPU / CPALL / IVL / MINT / PTT /SCB / SCC/ THAI / TRUE คาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ และอาจตามมาด้วยการนำเงินมาลงทุนเช่นกัน
4.การรายงานสินเชื่อเดือนก.พ.ของธนาคารพาณิชย์:ภายในวันที่ 25 มี.ค.นี้ คาดว่าสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค และการลงทุนภายในประเทศ จะยังเห็นการขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้จับตา KTB – SCB
5.และการทำ Window Dressing: คาดว่าหุ้นขนาดใหญ่ และกลาง น่าจะได้ประโยชน์จากกรณีด้วยเช่นกัน
ดังนั้น KimEng จึงยืนยันให้นักลงทุน “ถือพอร์ตการลงทุน เพื่อรอขายทำกำไรบริเวณ 1,025-1,030 จุดราว 15-20% ในสัปดาห์นี้” ทั้งนี้ควรมุ่งเน้นหุ้นขนาดใหญ่ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคารเป็นสำคัญ เพื่อเก็งกำไรต่อประเด็นบวกข้างต้น

* ทิสโก้ คาด แนวโน้ม SET 21 – 31 มี.ค. 54 ขึ้นต่อเนื่องเป้าหมาย 1025 -1045 จุด
บทวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า แนวโน้ม SET 21 – 31 มี.ค.54 คาดขึ้นต่อเนื่องเป้าหมาย 1,025 , 1045 จุด ผลกระทบจากแผ่นดินไหว + สึนามิ + วิกฤตินิวเคลียร์ การปรับลงของหุ้นทั่วโลกรอบนี้คล้ายกับการลงของหุ้นทั่วโลกหลังจากเหตุการณ์ 11 ก.ย. 2544 ในช่วงนั้นดัชนี DOWJONES ลงตลอดสัปดาห์แรกหลังเปิดเทรด = 15.0 % แต่ในสัปดาห์ถัดมาตลาดหุ้นทั่วโลกก็ดีดกลับขึ้น 1 เดือนประมาณ 50- 100% จากที่ลงไป คาดว่าการลงและดีดกลับของหุ้นทั่วโลกรอบนี้จะมีรูปแบบคล้ายกัน แนวโน้ม SET วันนี้ ; ค่าเงินเยนแข็งค่าเป็นประวัติการณ์ นักลงทุนกังวล Yen Unwinding Carry Trade (ญี่ปุ่นขายสินทรัพย์เพื่อดึงเงินกลับ) DOWJONES ขึ้น 161 จุด (+1.4 %) ปิด 11,774 จุด คาด DOWJONES ลงไม่หลุด 11,600 จุดก่อนดีดกลับขึ้นในสัปดาห์นี้
คาด SET เปิดกระโดดขึ้นทันทีตามตลาดหุ้นเอเชียทดสอบแนวต้าน 1,012 , 1016 จุด หากยังขึ้นไม่ผ่าน 1,012 จุด จะทรงตัวออกด้านข้างมีแนวรับที่ 1,005 , 1,000 จุด - ภาพรวมจะอิงไปกับการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น NIKKEI และ ตลาดเอเชียอื่น ๆ แต่ยังมองเป็นโอกาสซื้อแล้วถือ กลยุทธ์วันนี้ ; 1. Port ลงทุน ; วิกฤติคือโอกาส – ซื้อ แล้วถือขายปลายเดือน 1025 , 1045 จุด 2. เก็งกำไร ; ทยอยซื้อแนวรับ 1,005 , 1000 – ถือรอขายสัปดาห์หน้า 1,025 จุด 3. หุ้นได้ประโยชน์เหตุการณ์แผ่นดินไหว + วิกฤตินิวเคลียร์ ในญี่ปุ่น ; CPF , TUF , GFPT , BANPU , AGE , LANNA , GUNKUL , TOP , PTT , PTTEP , MCS , SCC , AMATA , ROJNA , HEMRAJ 4. กลุ่มได้ประโยชน์- อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ; BBL , SCB , KBANK , KTB , CPALL , MAKRO , ROBINS 5 กลุ่มสัญญาณทางเทคนิคดี ; IVL , JAS , TRUE , DTAC& 61550;

*กูรู คาด ต้นเดือนหน้าได้เห็น window dressing ดักงบQ1/54 ส่วนสัปดาห์นี้ แนะ เล่นหุ้นรับอานิสงส์วิกฤตญี่ปุ่น

นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะยังปรับตัวเพิ่มขึ้นแต่มีกรอบที่จำกัด โดยการเคลื่อนไหวจะยังอยู่ในลักษณะผันผวน เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นบรรยากาศการลงทุนที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังคงมีปัญหาของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประเทศญี่ปุ่นที่เกิดเหตุระเบิด และปัญหาทางการเมืองของประเทศตะวันออกกลางและลิเบียที่ยังไม่มีความชัดเจนในเชิงบวก จึงทำให้เกิดความกังวลในการเข้าลงทุนของนักลงทุน
นอกจากนี้ สำหรับกรณีการทำ window dressing นั้นประเด็นการประกาศงบ Q1/54 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาด คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงต้นเดือนหน้าว่าจะมีแรงเก็งกำไรกับบริษัทจดทะเบียนที่มีงบการเงินโดดเด่นหรือไม่ โดยเบื้องต้นกลุ่มสถาบันการเงินจะมีการประกาศงบเป็นกลุ่มแรก โดยเริ่มประกาศตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม จากการที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น เชื่อว่าจะส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นแรงกดดันหลักของตลาดหุ้นไทย ซึ่งเชื่อว่าช่วงปลายเดือนนี้ดัชนีอาจจะมีการพักฐาน เพราะความกังวลกับปัญหาเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้น ส่วนปัญหาด้านการเมืองในขณะนี้ประเมินว่าจะไม่มีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีการประกาศไว้แล้วว่าจะยุบสภาในช่วงเดือนพ.ค. ดังนั้นนักลงทุนได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ แนะเก็งกำไร หรือหากดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นควรขายทำกำไร โดยเน้นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเหตุแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นและปัญหาการเมืองในตะวันออกกลาง อาทิ หุ้นกลุ่มโรงกลั่น ถ่านหิน อาหาร วัสดุก่อสร้าง และเหล็ก โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 990 จุด และประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,020 จุด

* วงการ ชี้ ปลายสัปดาห์นี้ได้ WINDOW DRESSING หนุนดัชนีฯ เล็กน้อย ชู พุ้น พลังงาน ปิโตรฯ โรงกลั่น แบงก์ และกลุ่มอาหาร โดดเด่น
นายปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่า หุ้นไทยสัปดาห์นี้ คาดสถานการณ์ญี่ปุ่นน่าจะเริ่มดีขึ้น คือ ผ่านจุดเลวร้ายไปได้ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากสัปดาห์นี้มีข่าวความเสียหายจากระเบิดนิวเคลียร์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนตะวันออกกลางยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะสถานการณ์ในลิเบียยืดเยื้อมานานพอสมควร ความรุนแรงยังมีอยู่ ดังนั้น ต้นสัปดาห์นี้ น่าจะถึงจุดที่มีความชัดเจนว่าสหประชาชาติจะโจมตีลิเบียหรือไม่ หลังเหตุการณ์ยังไม่สงบลง
ส่วนปัจจัยลบในประเทศ เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นมากนัก ในขณะที่ปัจจัยบวก คือ การทำ WINDOW DRESSING ก็น่าจะเริ่มเห็นในช่วงปลายสัปดาห์ อาจทำให้หุ้นบางบริษัทที่ทำ WINDOW DRESSING ปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้น สัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบกว้างๆ ที่ 995-1020 จุด
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน ความผันผวนของตลาดหุ้นยังมีอยู่ ดังนั้น แนะนำซื้อขายตามกรอบที่ให้ไว้ หากดัชนีฯ ปรับขึ้นไปตามแนวต้านดังกล่าว แนะนำ "ขาย" หากปรับลงมาตามแนวรับ แนะนำ"ซื้อ"
กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี โรงกลั่น ธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน เชื่อว่า ผลประกอบการในครึ่งแรกปีนี้จะดีกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนกลุ่มอาหารจะรับผลดีจากดีมานด์อาหารจากญี่ปุ่นที่จะเพิ่มขึ้น หลังภัยพิบัติสงบลง เพราะต้องเร่งฟื้นฟูความเสียหายของประเทศโดยเร่งด่วน

* เซียนหุ้น ทำนายหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ทะยานแตะแนวต้าน 1025 จุด ชู ตะวันออกกลางป่วนเป็นปัจจัยเสี่ยง โดยกำหนดจุด stop loss ไว้ที่ 996 จุด
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในสัปดาห์นี้ คาดว่ามีโอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะระดับแนวต้านที่ 1,025 จุดได้ เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่นเริ่มมีความชัดเจนในทางบวก หลังจากที่ทางการญี่ปุ่นได้ประกาศว่าขณะนี้ได้เร่งเดินหน้าระบบเครื่องหล่อเย็น โดยจะเปิดเดินเครื่องครบในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยบรรเทาการหลอมละลายของสารกัมมันตภาพรังสีที่แพร่กระจายจากการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้มีปริมาณลดลง ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกับแผนการฟื้นฟูของประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาหุ้นบางกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น
พร้อมกันนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้น หลังจากปัญหาเหตุความไม่สงบทางการเมืองประเทศแถบตะวันออกกลางและลิเบียยังไม่คลี่คลาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นขนาดใหญ่ผลักดันให้ภาพรวมของตลาดดีขึ้นได้
แต่อย่างไรก็ตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีนั้นยังคงมีกรอบที่จำกัด ซึ่งเชื่อว่าจะยังไม่สามารถผ่านระดับแนวต้านที่ 1,025 จุดได้ในช่วงสัปดาห์นี้ เนื่องจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงจะส่งผลให้เป็นแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อในประเทศแถบเอเชียรวมถึงไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ จึงทำให้หุ้นบางกลุ่มโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอสังหาฯ อาจจะปรับตัวลดลงและเป็นแรงกดดันให้ดัชนีเคลื่อนไหวได้ไม่ไกลนัก
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเก็งกำไร โดยกำหนดจุด stop loss ไว้ที่ระดับแนวรับ 996 จุด และประเมินแนวต้านที่ระดับ 1,025 จุด

* เอเซีย พลัส ชี้ window dressing คงไม่ช่วยสนับสนุน SET เป็นบวกมากนัด
นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของ SET Index ในสัปดาห์นี้ คาดว่ามีโอกาสปรับขึ้นได้แต่ไม่มากนัก เพราะกรณีเกิดภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิที่ญี่ปุ่นยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันการเคลื่อนไหวของดัชนี ประกอบกับอาจมีเม็ดเงินบางส่วนไหลไปลงทุนในยุโรปและสหรัฐฯ หลังจากที่เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าวเริ่มฟื้นตัว ฉะนั้นในสัปดาห์นี้แม้จะมีเรื่อง window dressing คงไม่ช่วยสนับสนุนหรือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก
ขณะเดียวกันกลยุทธ์การลงุทน แนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 เช่น กลุ่มอาหาร กลุ่มค้าปลีก เป็นต้น รวมทั้งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้า เช่น PTT และ BANPU ส่วนแนวรับของ SET Index ในสัปดาห์หน้าให้ไว้ที่ 1000 จุด แนวต้านให้ไว้ที่ 1020 จุด และให้แนวต้านถัดไปที่ไว้ที่ 1025 จุด


* บล.ยูไนเต็ด คงเป้าหมายของ SET ทั้งปี 54 ที่ 1,200 จุด แต่ก็ต้องระมัดระวังในการเข้าลงทุน
บทวิเคราะห์ บล.ยูไนเต็ด ระบุว่า สำหรับปี 54 เรายังคงมีมุมมอง “เชิงบวก” ต่อการลงทุนในตลาดหุ้น จากประเด็นต่อไปนี้...
1. เศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรแล้วตั้งแต่ปี 52 และกำลังฟื้นตัวตามรูปแบบตัว “U”
2.โครงการในมาบตาพุดที่หยุดชะงักไป จะกลับมาผลิตเชิงพาณิชย์อีกครั้งตั้งแต่ 4Q53/1Q54 Fed, ECB, BOJ ยังต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (quantitative
easing) ส่งผลให้เม็ดเงินยังคงไหลเข้าสู่ตลาดเอเชีย+ดันค่าเงินเอเชียแข็งขึ้น
3. นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนว่าจะยุบสภา+จัดเลือกตั้งใหม่ปี 54 (สถิติชี้ว่าตลาดหุ้นมักขึ้นก่อนเลือกตั้ง (pre-election rally) & 8776;3 เดือน โดย SETI ปรับขึ้นเฉลี่ย +10%) แม้ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ การแบ่งขั้วที่ลดลง+การจัดการเลือกตั้งใหม่ น่าจะช่วยให้ไม่เกิดเหตุการณ์จลาจลอย่างปี 53-54
อย่างไรก็ตาม ตลาดก็มี “ปัจจัยเสี่ยง” ที่มีผลกระทบกดดันอยู่หลายๆ ประเด็นเช่นกัน คือ ...
1.PBOC ได้คุมเข้มทางการเงินมากขึ้นจากการขยายตัวอย่างร้อนแรงของจีน [ผลกระทบ:อาจส่งผลทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของโลกกลับอ่อนตัวลง] การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ [ผลกระทบ: อาจโยกย้ายเม็ดเงินออกจากตลาดเกิดใหม่]สถานการณ์ที่ผันผวนสูงมากในขณะนี้ทำให้นักลงทุนอยู่ในภาวะ “กลัวความเสี่ยง” (riskaversion) และหันมาถือ US$ มากขึ้น [ผลกระทบ: มีผลกดดันให้ค่าเงิน ฿ อ่อนลง]
2.เหตุการณ์จลาจลในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น [ผลกระทบ: หากสถานการณ์ลุกลาม อาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจโลกฟุบลงอีกครั้ง]
3.เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ญี่ปุ่น อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอีกครั้ง[ผลกระทบ: เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัย]
แม้เรายังคงเป้าหมายของ SETI ที่ 1,200 จุด แต่ก็ต้องระมัดระวังในการเข้าลงทุน เพราะแม้ราคาหุ้นช่วงนี้ “ไม่แพง” แต่ถือว่า “ไม่ถูก” จึงต้องเน้นที่ “การเลือกหุ้น” ค่อนข้าง
มาก มีปัจจัยลบกดดันไม่ให้ปรับตัวขึ้นทุกกลุ่ม [ข้อสมมติสำคัญที่ใช้ประเมินเป้าหมาย SETIคือ ราคาหุ้นทุกตัวใน coverage วิ่งเข้าหาราคาเป้าหมาย (พื้นฐาน)] คาดว่าการพักฐานของตลาดจะหยุดเมื่อ
1) มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
2) มีการคาดการณ์เชิงบวกเกี่ยวกับผลประกอบการ 1Q54 (เม.ย.)


-----------------------------------------------------------------------------

Code 380 : 18/03/54 จะหลุด 1,000 จุด หรือไม่

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม 2554

ATT Code : จะหลุด 1,000 จุด หรือไม่


สรุปสภาวะการซื้อขาย วันพฤหัสที่ 17/03/54 : SET ยังคง Sideway เป็น Doji ซึ่งยังไม่สามารถปิด Gap ที่ 1003 จุด ได้ = ยังผันผวนอยู่ Sideway down

เมื่อคืนวานนี้ ทางยุโรปและอเมริกายังมีความกังวลเรื่องความขัดแย้งตะวันออกกลาง และเตาปฏิกรนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นจะระเบิดอีกหรือไม่ ทำให้ตลาดทั้งยุโรปและอเมริกาลบไปประมาณ 2 % ส่งผลให้ตลดเอเซียในตอนเช้าญี่ปุ่นและฮ่องกงเปิดลยไป 2 -3% ก่อนที่จะ Rebound ขึ้นมาปิดลบประมาณ 1% ทำให้ SET บ้านเรา ก็ Sideway ไปตามตลาดเพื่อนบ้าน แต่ยังแข็งแรงกว่า โดยระหว่างวันมีหลุด 1000 จุดลงไป แต่ช่วงบ่ายพอตลาดยุโรปเปิดขึ้นมาบวกประมาณ 1 % ก็ส่งผลให้ SET สามารถ Rebound ขึ้นมาตาม และทำให้ปิดลบไปเพียง 0.57% อยู่ที่ระดับ 1002 .34 จุด ใกล้เคียงกับราคาเปิดในตอนเช้า

แนวโน้มในวันศุกร์ที่ 18/03/54 นี้ คาดว่าตลาดยังมีความผันผวนอยู่ โดย SET มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 999-1,007 จุดโดยที่ตลาดมีกรอบแนวรับ-แนวต้าน ดังนี้
แนวรับที่ 1,000 จุด และแนวรับหลักที่ BB Average ที่ 999 จุด
แนวต้านที่ 1,006 และ 1,007 จุด

Indicators ต่างๆ ของเมื่อวานนี้ (17/03/54) : ทุก Indicators ต่ำลงทุกเส้น
1. (Major = Sell Signal : 1. MACD <. Signal.... แต่ Minor ยังดีอยู่ 2. MACD > 0)
(-) MACD Oscillator ติดลบมากขึ้น โดยลบจาก -0.28 มาเป็น -1.03 ... ทำให้สัญญาณ Sell Signal แข็งแรงขึ้น

2. (OBV - : Week)
(-) OBV ลดลงจาก 532 มาที่ 503.... แสดงให้เห็นว่ามีแรงซื้อขายสะสมลดลง ส่งสัญญาณในทางลบอีกครั้ง

3. (1.CCI <. 100 : Major = Sell Signal, 2. CCI <. ศูนย์ : Miinor = Sell Signal)
(-) CCI ลดลงจากจาก 1.83 มาที่ -72... Minor มีสัญญาณเป็นลบ เพราะ CCI มีค่าน้อยกว่า ศูนย์ แล้ว

4. (DI+ > DI- : Buy Signal)
(-) เส้น ADX : DI+(27.16 : ลดลงมา) แต่ยังเหนือกว่าเส้น DI-(25.88: เพิ่มขึ้นมา) ทั้ง 2 เส้น เริ่มห่างน้อยลง (จาก 5.85 เป็น 1.30).... ทำให้แนวโน้มกลับมาเป็นลบอีกครั้ง

5. (%R < -10 ลงมาอีกครั้ง เมื่อ 15/03/54 : Major = Sell Signal)
(-) Williams %R ลบน้อยลง จาก -43 ลงมาที่ -76...

6. (RSI > 50% : Major = Strong)
(-) RSI ลงมาจาก 54% มาอยู่ที่ 51%... ยังแข็งแรงอยู่ และมีสัญญาณเริ่มกลับมาลบอีกครั้ง

7. (%K < %D = Sell Signal)
(-) Slow Stochastic : %K(63) ตัด %D(72) ตัดลงอยู่


****************
Historical Technics
****************
Buy Signal
1. MACD เปลียนจาก Buy Signal ไปเป็น Sell Signal แล้ว (16/03/54)
2. (+) SET ผ่านแนวต้านหลัก BB Average = Major เป็น Bullish... ยืนยันความเข็งแรงของตลาด... BB Average เปลี่ยนจากแนวต้านมาเป็นแนวรับหลัก (16/02/54)
3. (+) EMA5 (979.12) ตัด EMA 10 (976.12 )ขึ้นมา... Majorเป็น Golden Cross = Buy Signal (17/02/54)
4. (+) EMA10 (988.34) ตัด EMA25 (987.47) = Golden Cross : Strong (04/03/54)
5. (+) EMA25 (992.96) ตัด EMA75 (991.78) (10/03/54)

Sell Signal
1. (-) SET หลุด BB Top ลงมาแล้ว = SET อ่อนลงมา (09/03/54)
2. (-) 2.1 CCI ตัด 100 ลงมา (44) : Major = Sell Signal (11/03/54)
3. (-) %R < -10 : Sell Signal (15/03/54) 4. (-) Slow Sto : %K < %D = Sell Signal (15/03/54) 5. (-) SET ต่ำกว่าเส้น 10 วัน แล้ว : Weak (15/03/54) 6. New (-) MACD(6.60) ตัดเส้น Signal (6.88) ลงมา = Major:Sell Signal (16/02/54)

-----------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
18 มีค. 54 ( -5.78 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

ปรับตัวขึ้น 1007 – 10 จุด
แนวโน้มในวันศุกร์นี้ ดัชนีพอมีโอกาสปรับตัวขึ้นเล็กน้อยแถว 1007 – 1010 ใกล้จุดสูงสุดของวันพุธ และเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมง จากนั้น ตลาดน่าจะยังคงแกว่งตัวอีกสองถึงสามวัน ในกรอบ 998 – 1010 หรือระหว่างจุดต่ำสุดของวันพฤหัส ถึงจุดสูงสุดของวันพุธ ใต้เส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมง

ขณะที่การปรับตัวลง ต่ำกว่า 996.44 จุดต่ำสุดของวันอังคาร และแนวรับนัยสำคัญของเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ จะถือเป็นสัญญาณการปรับตัวลงต่อของตลาดบริเวณ 970 – 975 จุด

หุ้นเด่น
PTTEP
ปรับตัวขึ้นอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมงได้อีกครั้ง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 181.00จุดสูงสุดวันพฤหัส เป้าหมายสองสามวัน 184.00 – 186.00( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 179.50 )

IRPC
กำลังปรับตัวในกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะชั่วโมง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 6.10 กรอบบนของสามเหลี่ยม เป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 6.45 – 6.55( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 5.85 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
PTT ต่ำกว่า 333 ลง 325 - 327
BANPU ต่ำกว่า 732 ลง 710 – 720
IRPC รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
IVL แกว่งตัว 48.50 – 50.50
CPF เกิน 25.25 ขึ้น 26 – 26.50
PTTEP รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
BBL ไม่เกิน 159 ลง 145 – 150
TOP ต่ำกว่า 79.75 ลง 77 – 78.50
KBANK ไม่เกิน 121.50 ลง 110 – 115
JAS ไม่ต่ำกว่า 2.32 ขึ้น 2.80 – 3.60

-----------------------------------------------------------------------------
เงาหุ้น - ญี่ปุ่นยังคุกรุ่น!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 17 มี.ค.54 ปิดที่ 1,002.35 จุด ลดลง 5.78 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 24,525 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,586 ล้านบาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.เคที ซีมิโก้ มองแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่า ยังคงให้น้ำหนักกับผลกระทบจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น โดยกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และความรุนแรงในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยกดดัน ซ้ำเติมตลาดหุ้นเอเชียรวมทั้งไทย ให้กรอบการเคลื่อนไหวระยะสั้นของดัชนี โดยมีแนวรับที่ 1,000-994 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,010-1,030 จุด

บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า มีนักวิเคราะห์ประเมินความเสียหายของญี่ปุ่นครั้งนี้ที่ 10-16 ล้านล้านเยน มากกว่าแผ่นดินไหวที่โกเบที่มีมูลค่าความเสียหาย 10 ล้านล้านเยน

โดยโกลแมนแซคส์ ประเมินความเสียหาย 16 ล้านล้านเยน และจีดีพีอาจลดลง 0.5-2.0% ในไตรมาส 2 ปีนี้ ส่วน Societe Generale ประเมินความเสียหาย 10 ล้านล้านเยน หรือ 2% ของจีดีพี ขณะที่ Bank of Americal ML ประเมินว่าจีดีพีปีนี้อาจลดลง 0.5%

ส่วนเจพี มอร์แกน ปรับจีดีพีปีนี้โตลดลง เป็น 1.4% จากเดิม 1.7% แต่ปรับเพิ่มปีหน้าเป็น 2.0% จากเดิม 1.8% ด้านเครดิตสวิส ประเมินความเสียหาย 14-15 ล้านล้านเยน กระทบจีดีพีปีนี้ 0.5-1.0% ขณะที่ยูบีเอสปรับจีดีพีปีนี้ลงเป็น 1.4% จากเดิม 1.5%

แต่เชื่อว่าผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยมีจำกัด เพราะญี่ปุ่นลงทุนในหุ้นไทยไม่มาก ขณะที่การลงทุนทางตรง (FDI) เป็นการลงทุนระยะยาว นอกจากไม่น่ากระทบแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตมาไทยมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นผลบวกต่อกลุ่มนิคมฯ คือ AMATA, HEMRAJ และ ROJNA ซึ่งมีลูกค้าหลักคือญี่ปุ่น

ส่วน บล.เอเซียพลัส แนะซื้อทั้ง TOP, PTTAR, PTTCH และ IRPC จากปิโตรเคมีทั้งกลุ่มที่อยู่ในช่วงขาขึ้นของวงจรอุตสาหกรรม และยังสามารถซื้อเก็งกำไรระยะสั้นได้สำหรับ TPC และ VNT ตามราคา และ Spread ผลิตภัณฑ์ PVC ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

ด้าน บล.เกียรตินาคิน แนะเลี่ยง AOT และ THAI ชี้ว่ากลุ่มธุรกิจการบินยังมีความเสี่ยงต่อจากกรณีญี่ปุ่น จากสัดส่วนรายได้ที่อิงกับจำนวนผู้โดยสารมากถึง 42% จึงยังไม่แนะให้เข้าลงทุนช่วงนี้!!

อินเด็กซ์ 51

-----------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

-----------------------------------------------------------------------------
EFinance Thai : TTCLจ่อรับงานบูรณะญี่ปุ่น!!
"โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น"แจ่มจรัส!! จ่อรับงานบูรณะโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมีที่ได้รับความเสียหายจากเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น หลายฝ่ายคาด TE-CH สองผู้ถือหุ้นใหญ่ป้อนงานให้ ส่วนปีนี้รายได้โตไม่ต่ำกว่า 40% หลัง Backlog ทะลัก 8.8 พันล้านบาท รับรู้ภายในปีนี้ 5.8 พันล้านบาท ด้านโบรกเกอร์แนะซื้อ ให้ราคาเหมาะสม 11.30-12 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัทโตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)หรือ TTCL ฉายแววโดดเด่นในช่วงนี้ สวนทางหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในกลุ่มที่ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในกรอบแคบ เพราะถูกกดดันจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มสูงขึ้นและทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มพุ่งต่อเนื่อง โดยสาเหตุที่ TTCL ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่นเป็นผลมาจากหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าบริษัทมีโอกาสได้งานบูรณะความเสียหายจากเหตุภัยพิบัติในญี่ปุ่น โดยเฉพาะงานบูรณะและก่อสร้างโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมี ซึ่ง TTCL มีความชำนาญมาก
นอกจากนี้ TTCL ยังมีจุดแข็งตรงที่มี TOYO ENGINEERING CORPORATION(TE) และ CHIYODA CORPORATION(CH) ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 26% และ 7% ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 บริษัทถือเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีความชำนาญในเรื่องงานก่อสร้างโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมีของญี่ปุ่น ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่จะส่งผ่านงานมาให้กับ TTCL
ขณะเดียวกัน TTCL ยังเป็นบริษัทที่มีอัตราการเติบโตแข็งแกร่ง โดยในปีนี้ผู้บริหารคาดว่ารายได้จะโตถึง 40% และล่าสุดมีงานในมือจำนวน 8.8 พันล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ภายในปีนี้จำนวน 5.8 พันล้านบาท ด้านนักวิเคราะห์ลงความเห็นแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายระหว่าง 11.30-12 บาท

***** "สุวิทย์"มั่นใจรายได้ปีนี้โต 40%
นายสุวิทย์ มโนมัยยานนท์ กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสฝ่ายขายและสัญญา บมจ.โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น(TTCL) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า หลังจากที่เกิดภัยธรรมชาติแผ่นดินไหว 9 ริกเตอร์ จนทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดเข้าถล่มในพื้นที่ประเทศญี่ปุ่น จนส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น โรงกลั่นน้ำมัน, โรงงานปิโตรเคมี และโรงงานเคมี ได้รับความเสียหายนั้น บริษัทฯ ในฐานะที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่และพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัทฯ อยู่ในประเทศดังกล่าว ก็พร้อมที่จะเข้าไปรับงานซ่อมแซมโรงงานที่เสียหาย แต่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะได้รับประโยชน์จากกรณีดังกล่าวมากน้อยเพียงใด เพราะปัจจุบันยังเร็วเกินไปที่จะประเมินมูลค่าความเสียหาย
'คงเร็วไปที่จะประเมินความเสียหายว่ามีมูลค่าเท่าใด และบริษัทฯ จะได้รับอานิสงส์จากกรณีนี้มากน้อยเพียงใด อีกอย่างก็ไม่ต้องการได้รับอานิสงส์จากความลำบากและความเสียหายของผู้ได้รับผลกระทบเท่าไหร่ แต่ถ้าหากมีการเปิดประมูลให้ยื่นซองเสนอราคาซ่อมแซมปรับปรุงโรงงานที่ได้รับผลกระทบบริษัทฯ ก็พร้อมที่จะเข้าไปรับงาน ส่วนจะได้รับงานมากน้อยแค่ไหนคงยังตอบไม่ได้เช่นกัน' นายสุวิทย์ กล่าว
สำหรับในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมาย Net Profit Margin อยู่ที่ระดับ 5-6% โดยจะพยายามควบคุมและบริหารจัดการต้นทุนในการดำเนินงานให้ดี นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มสัดส่วนการรับงานในต่างประเทศให้มากขึ้น เพราะมีมาร์จิ้นอยู่ในระดับที่ดีกว่าในประเทศ ส่วนเป้าหมายรายได้ในปี 2554 บริษัทฯ คาดว่าจะขยายตัว 40% จากปี 2553 ที่ทำได้ 5,318.14 ล้านบาท เพราะสิ้นเดือนมกราคม 2554 บริษัทฯ มีงานในมือ (Backlog) อยู่ที่ 8,800 ล้านบาท โดยในปีนี้จะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาจำนวน 5,800 ล้านบาท นอกจากนี้ ช่วงที่เหลือของปีบริษัทฯ ยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่เพิ่มเติมอีกด้วย
'ปีที่แล้วบริษัทฯ Net Profit Margin อยู่ที่ 6.4% หรือเพิ่มขึ้น 100% จากปี 2552 ที่ทำได้ 3.3% ส่วนปี 54 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ Net Profit Margin อยู่ที่ระดับ 5-6% ถึงแม้จะเป็นระดับที่ไม่สูงเท่ากับปีก่อน แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีและน่าพอใจสำหรับบริษัทฯ ด้วย ' นายสุวิทย์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ในระหว่างปี 2554 และปี 2555 บริษัทฯ เตรียมเข้าประมูลงานใหม่มูลค่ารวม 60,000 ล้านบาท โดยจากสถิติย้อนหลัง 4 ปี บริษัทฯ เข้าประมูลงาน 3 โครงการ จะได้รับงานจำนวน 1 โครงการ ฉะนั้นในการเข้าประมูลงานครั้งนี้จึงคาดว่ามีโอกาสได้รับงานในสัดส่วน 30% ของมูลค่างานทั้งหมด นอกจากนี้บริษัทฯ ยังตั้งเป้าหมายว่าปีนี้สัดส่วนการรับงานในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมที่มีสัดส่วนการรับงานดังกล่าวอยู่ที่ 10%

***** FSS มอง TTCL มีโอกาสได้งานบูรณะในญี่ปุ่น
บทวิเคราะห์บล.ฟินันเซีย ไซรัส(FSS) ระบุว่า TTCL เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีโอกาสในการได้งานบูรณะความเสียหายในญี่ปุ่นเพราะ TTCL มีความชำนาญในการก่อสร้างโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมี ในญี่ปุ่นมีผู้รับเหมารายใหญ่ที่ชำนาญงานประเภทนี้ 3 ราย และ 2 ใน 3 รายเป็นผู้ถือหุ้นของ TTCL แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 12 บาท

***** ฟิลลิปแนะซื้อ ให้เป้า 11.30 บ.
บทวิเคราะห์บล.ฟิลลิป ระบุว่า แนะนำซื้อ TTCL ให้ราคาเหมาะสมที่ 11.30 บาท โดยคาดหมายงานใหม่ปีนี้จะมีมูลค่ามากกว่ามูลค่างานที่เซ็นใหม่ในปี 53 ที่ราว 9-10 พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากมูลค่างานตามแผนประมูลงานปี 54-55และ ความร่วมมือทางธุรกิจจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ภาพรวมงานใหม่ปีนี้มีมากขึ้น
นอกจากนี้ TTCL มีแผนประมูลสำหรับปี 54-55 ทั้งหมด 13 โครงการ มูลค่า 64 พันล้านบาท โดยมีประมาณ 3 โครงการ มูลค่ารวม 12 พันล้านบาท ที่ TTCLมีโอกาสสูงในการชนะการประมูลหากเป็นเช่นนั้น งานเซ็นใหม่ปีนี้จะต้องดีกว่ามูลค่างานเซ็นใหม่ในปีก่อนที่ 9-10 พันล้านบาท ในเวลาเดียวกัน ทางบริษัทยังคงเน้นการเลือกประมูลและก่อสร้างในโครงการที่มี Marginดี รวมถึงการหางานที่เป็น EPCM ที่ดำเนินการครบวงจรตั้งแต่ออกแบบวิศวกรรม/บริหารโครงการ, จัดซื้ออุปกรณ์ และก่อสร้าง ซึ่งทางบริษัทจะใช้จุดแข็งด้านต้นทุนบุคลากรดำเนินการในงานออกแบบ/บริหาร/จัดซื้อ และใช้ Subcontract ในส่วนงานก่อสร้าง โดยงานออกแบบ//บริหาร/จัดซื้อมีสัดส่วน 70% ทำให้ Margin โครงการแบบนี้เกิน 10% ทั้งนี้ เป้าหมายสัดส่วนงานนี้จะเพิ่มจากปีก่อน 10% เป็น 20%
ขณะที่ล่าสุด Toyo Engineering (TE) และ Chiyoda (CH) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TTCL ในสัดส่วน 26% และ 7% ได้มีการร่วมมือทางธุรกิจกับ TTCL โดย TE ถนัดในงานโรงกลั่น และ CH ถนัดงานโรงก๊าซ LNG ทำให้โอกาสทางธุรกิจของ TTCL มากขึ้น ดังนั้น ทางบริษัทมีแผนขยายงานไปในหลายประเทศในอาเซียน, ตะวันออกกลาง, บังคลาเทศ และสหรัฐฯ คาดว่างานใหม่จากความร่วมมือธุรกิจจะเริ่มเข้ามามากขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้บริษัทได้เริ่มลงทุนในโรงไฟฟ้าขนาด 110 MW มูลค่าลงทุน 6 พันล้านบาท แบ่งเป็นทุนจดทะเบียน 1.5 พันล้านบาท (หุ้นสามัญ 400 ล้านบาทและหุ้นบุริมสิทธิ์ 1.1 พันล้านบาท) โดยทาง TTCL เข้าลงทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิ์ ทางบริษัทคาดหมายผลตอบแทนเงินปันผลปีละ 115 ล้านบาทตั้งแต่ปี 56 ทางฝ่ายประเมินมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนนี้ประมาณ 1.20 บาทต่อหุ้น ในเวลาเดียวกัน ทางบริษัทเป็นผู้ก่อสร้างโครงการนี้และรับรู้รายได้การก่อสร้างในปี 54-55
อย่างไรก็ตามคาดหมายการกู้เงินเพื่อการลงทุนในโครงการนี้ประมาณ 1 พันล้านบาทในปี 54-55 โดยรวม ทางฝ่ายมองเป็นการลงทุนเพื่อสร้างแหล่งรายได้ที่กระจายความเสี่ยงจากรายได้ของการก่อสร้างที่ผันผวน ทางบริษัทยังมีแผนจะร่วมลงทุนโรงไฟฟ้า IPP ในประเทศ อีก 2 โรง และอีกโรงที่อินโดนีเซีย ทางฝ่ายคาดหมายการเพิ่มรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าจะเป็นกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า
ส่วน Backlog ล่าสุดที่ 8.8 พันล้านบาท รองรับ 75% ประมาณการรายได้ของทางฝ่ายปีนี้ที่ 7.1 พันล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 25% จะมาจากงานใหม่ในปี 54 รายได้ปี 54 จะเติบโต 35% ขณะที่การควบคุมต้นทุนที่ดี และสัดส่วนงาน EPC มากกว่า 20% จะช่วยให้ Margin อยู่ในระดับสูงเกิน 10% ได้ กำไรมีแนวโน้มเติบโต 28% สู่ระดับ 432 ล้านบาท หรือ 0.90 บาทต่อหุ้น โดยมองว่ากลยุทธ์การสร้าง Growth ยังไปได้ดี ทางฝ่ายยังให้ Valuation ของหุ้น TTCL ที่ 11.30 บาท (2.7 เท่า BV-2554 รวมมูลค่าโรงไฟฟ้า) คงคำแนะนำ “ซื้อ”

***** เอเซีย พลัสชี้ฐานะการเงินแข็งแกร่ง
บทวิเคราะห์บล.เอเซียพลัส ระบุว่า แม้จะมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น แต่การก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้าในหลายภูมิภาคทั่วโลกที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง รวมถึงการได้ Chiyoda Corp. ซึ่งเป็นบริษัทด้านวิศวกรรมรายใหญ่ของญี่ปุ่นเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น สร้างโอกาสให้กับ TTCL ในการเข้าร่วมประมูลงานมากขึ้น โดยปัจจุบัน TTCL อยู่ในระหว่างการเข้าร่วมประมูลงานทั้งภายในและต่างประเทศ กว่า 13 โครงการ มูลค่ารวม 64,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มี 3 โครงการ มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท ที่ TTCL มีความมั่นใจค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าเดิมที่เคยว่าจ้าง TTCL มาก่อน และเป็นการแข่งขันกับผู้รับเหมาฯ จากประเทศญี่ปุ่น ที่ TTCL มีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนด้านบุคลากร
สำหรับปี 2554 TTCL ตั้งเป้ารับรู้รายได้เพิ่มขึ้น 40%YoY อยู่ที่ระดับ 7.3 พันล้านบาท โดยรายได้จำนวน 5.8 พันล้านบาท จะมาจาก Backlog เดิมที่ยกมาจากปี 2553 ที่มีประมาณ 8.8 พันล้านบาท ขณะที่ส่วนที่เหลือ จะมาจากงานที่ประมูลได้ในระหว่างปี สำหรับประสิทธิภาพการทำกำไร TTCL ตั้งเป้าที่จะรักษา Net Profit Margin ให้ได้สูงกว่า 5% จากปี 2553 ที่สามารถทำได้สูงถึง 6.41%
นอกจากนี้ TTCL ยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยดำรงสถานะเป็น Net Cash มีเงินสดในมือกว่า 1.7 พันล้านบาท ทำให้ TTCL แสวงหาโอกาสในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และเพิ่มเสถียรภาพของกำไรในอนาคต ด้วยแผนการเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าหลายแห่งทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่ง TTCL จะเข้าไปรับงานก่อสร้างในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย สำหรับปี 2554-2555 TTCL ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 2 พันล้านบาท ซึ่งล่าสุด TTCL ได้เข้าไปถือหุ้นบุริมสิทธิ์สัดส่วน 71% ในบริษัท นวนครการไฟฟ้า (NNE) ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ขนาด 110 MW ใช้เงินลงทุน 1,100 ล้านบาท โดยจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลปีละ 115 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ NNE มีสัญญาขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. เริ่มตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป
ส่วนนโยบายการเน้นรับงานที่ให้ Margin สูง ของบริษัท โดยตั้งเป้ารายได้อย่างอนุรักษ์นิยมในปี 2554 เพียง 7.3 พันล้านบาท ทำให้ฝ่ายวิจัยมีการปรับลดประมาณการรายได้ปี 2554 ลง 24% เหลือ 7.35 พันล้านบาท แต่ได้มีการปรับเพิ่มประมาณการ gross margin ขึ้นจาก 10.5% เป็น 12.5% โดยคาดว่า ปี 2554 TTCL จะมีกำไรจากการดำเนินงาน 345 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2%YoY ภายใต้ Fair Value เดิมที่กำหนดด้วย PER 14 เท่า จะได้ราคาเหมาะสมที่ 10.04 บาท แต่ฝ่ายวิจัยมีการประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมของ TTCL ใหม่ ด้วยการบวกมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนในโรงไฟฟ้า NNE เข้าไปอีก 1.21 บาท/หุ้น ทำให้ Fair Value เพิ่มขึ้นเป็น 11.25 บาท แนะนำ ซื้อ




-----------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.

-----------------------------------------------------------------------------

Code 379 : 17/03/54 MACD ตัดเส้น Signal ลงมาแล้ว

วันพฤหัสที่ 17 มีนาคม 2554

ATT Code : MACD ตัดเส้น Signal ลงมาแล้ว


สรุปสภาวะการซื้อขาย วันพุธที่ 16/03/54 : SET ดีดขึ้นมาเหนือเส้น 5 วัน แต่ต่ำกว่าเส้น 10 วัน = ยังผันผวน โดยที่ MACD ตัด SIGNAL ลงมาแล้ว

เมื่อวานนี้ ยังเกิดแผนดินไหวอยู่ แต่ก็ยังไม่ได้กระทบอะไรมากไปกว่าเดิม ส่วนเตาปฏิกรยังไม่ได้ระเบิดขึ้นมาอีก แต่ก็ต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด ก็ทำให้ยังไม่มีข่าวสารที่เลวร้ายไปมากกว่าเดิม โดยในคืนนั้น ทางอเมริกาและยุโรปก็ลบกันทั่วหน้า แต่ก็เป็นการรัข่าวสารจากการติดลบของตลาดที่ญี่ปุ่นและฮ่องกง พอตอนเช้ามาถึงตลาดเอเซีย ซึึ่งยังไม่มีข่าวร้ายอะไรเพิ่มเติม ก็ทำให้ ญี่ปุ่นดีดขึ้นมาได้ 5% ในช่วงเช้า ส่งผลให้ SET บ้านเราก็เปิดโดดบวกไปด้วย แต่ระหว่างวันก็สวิงลงหลุดแนวรับที่ 1,006 แล้วก็ดันขึ้นมาผ่านแนวต้าน 1,010 แต่ในที่สุดก็มาปิดที่ 1,008.13 จุด อยู่ระหว่างเส้น 5 วัน และ 10 วัน พอดี โดยแนวโน้มยังมีความผันผวนอยู่



แนวโน้มในวันพฤหัสที่ 17/03/54 นี้ คาดว่าตลาดยังมีความผันผวนอยู่ โดยจะต้องติดตามข่าว
1.เตาปฏิกรนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นจะระเบิดอีกหรือไม่
2.การที่รัฐบาลลิเบียจะจัดการกับกลุ่มต่อต้านในอีกไม่กี่วัน
3.ความขัดแย้งตะวันออกกลาง
4.หนี้ยูโรโซน
5.ทิศทางราคาน้ำมัน-ทองคำ-
คาดจากปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้ SET มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 1,000-1,015 จุดโดยที่ตลาดมีกรอบแนวรับ-แนวต้าน ดังนี้
แนวรับที่ 1,007 /1,004/1,000 จุด และแนวรับหลักที่ BB Average ที่ 998 จุด
แนวต้านที่ 1,010 และ 1,015 จุด


Indicators ต่างๆ ของเมื่อวานนี้ (16/03/54) : Macd ตัดเส้น Signal ลงมาแล้ว

1. (Major = Sell Signal : 1. MACD <. Signal.... แต่ Minor ยังดีอยู่ 2. MACD > 0)
(-) MACD (ลดลงจาก 7.27 เป็น 6.60) ตัดเส้น Signal (ลดลงจาก 7.00 เป็น 6.88) ลงมาแล้ว โดย MACD ทั้ง 2 เส้น ขึ้นมายืนเหนือเส้นศูนย์ แต่เ้ส้น MACD เริ่มย่อลงมาและจนมาตัดเส้น Signal ลงมาแล้ว...ทำให้มีสัญญาณ Sell Signal เกิดขึ้นแล้ว

2. (OBV + : Good)
(+) OBV เพิ่มขึ้นจาก 436 มาที่ 462.... แสดงให้เห็นว่ามีแรงซื้อขายสะสมเพิ่มขึ้น ส่งสัญญาณในทางบวกอีกครั้ง

3. (1.CCI <. 100 : Major = Sell Signal, 2. CCI .> O เล็กน้อย : Minor = Good)
(+) CCI เพิ่มขึ้นจาก -16.50 มาที่ 1.83... Minor มีสัญญาณเป็นบวกขึ้นมานิดหน่อย เพราะ CCI มีค่ามากกว่า ศูนย์ แล้ว

4. (DI+ > DI- : Buy Signal)
(+) เส้น ADX : DI+(28.68 : ลดลงมา) แต่ยังเหนือกว่าเส้น DI-(23.83: ลดลงมา) ทั้ง 2 เส้น เริ่มห่างกันมากขึ้น (จาก 4.65 เป็น 5.85).... ทำให้แนวโน้มกลับมาเป็นบวกได้นิดหน่อย

5. (%R < -10 ลงมาอีกครั้ง เมื่อ 15/03/54 : Major = Sell Signal)
(+) Williams %R ลบน้อยลง จาก -55 ลงมาที่ -43...

6. (RSI > 50% : Major = Strong)
(+) RSI ลงมาจาก 52% มาอยู่ที่ 54%... ยังแข็งแรงอยู่ และมีสัญญาณเริ่มกลับมาดูดีอีกครั้ง

7. (%K < %D = Sell Signal)
(-) Slow Stochastic : %K(70) ตัด %D(77) ตัดลงอยู่



****************
Historical Technics
****************
Buy Signal
1. MACD เปลียนไปเป็น Sell Signal แล้ว
2. (+) SET ผ่านแนวต้านหลัก BB Average = Major เป็น Bullish... ยืนยันความเข็งแรงของตลาด... BB Average เปลี่ยนจากแนวต้านมาเป็นแนวรับหลัก (16/02/54)
3. (+) EMA5 (979.12) ตัด EMA 10 (976.12 )ขึ้นมา... Majorเป็น Golden Cross = Buy Signal (17/02/54)
4. (+) EMA10 (988.34) ตัด EMA25 (987.47) = Golden Cross : Strong (04/03/54)
5. (+) EMA25 (992.96) ตัด EMA75 (991.78) (10/03/54)

Sell Signal

1. (-) SET หลุด BB Top ลงมาแล้ว = SET อ่อนลงมา (09/03/54)
2. (-) 2.1 CCI ตัด 100 ลงมา (44) : Major = Sell Signal (11/03/54)
3. (-) %R < -10 : Sell Signal (15/03/54)
4. (-) Slow Sto : %K < %D = Sell Signal (15/03/54)
5. (-) SET ต่ำกว่าเส้น 10 วัน แล้ว : Weak (15/03/54)
6. New (-) MACD(6.60) ตัดเส้น Signal (6.88) ลงมา = Major:Sell Signal (16/02/54)

-----------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
17 มีค. 54 (+5.03 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

ยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลง 997 -1000 จุด
แนวโน้มในวันพฤหัส ถ้าสามารถปรับตัวขึ้น เกิน 1011.30 จุดสูงสุดของวันพุธระยะสั้นดัชนีพอมีโอกาสกลับขึ้นไปแถว 1015 -
18 จุด

อย่างไรก็ตาม ดัชนียังไม่น่าไปได้เกินจุดสูงสุดของสัปดาห์นี้ และ ยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวกลับลงมาบริเวณ 997 – 1000 ใกล้จุดต่ำสุดของวันอังคาร อีกครั้ง

จากนั้นถ้ามีการปรับตัวลง ต่ำกว่า996.44 จุดต่ำสุดของวันอังคาร จะถือเป็นสัญญาณการปรับตัวลงของตลาดแถว 970 – 975จุด

หุ้นเด่น
STA
ปรับตัวขึ้นอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมงได้อีกครั้ง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 26.25จุดสูงสุดวันพุธ เป้าหมายสองสามวัน 28.00 – 28.50 ( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 25.00 )

JAS
ปรับตัวทะลุกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะเดือนขึ้นมาได้ ทยอยซื้อแถว 2.32 – 2.36 หรือรอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 2.42 จุดสูงสุดของวันพุธเป้าหมายระยะสัปดาห์ขึ้นไป 2.80 – 3.60 (ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 2.30)

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
BANPU ต่ำกว่า 736 ลง 720 – 730
CPF เกิน 25.25 ขึ้น 26 – 26.50
TOP ต่ำกว่า 80.75 ลง 76 – 78
IVL แกว่งตัว 48.50 – 51.50
PTT ต่ำกว่า 337 ลง 326 - 331
JAS รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
SCB แกว่งตัว 100.50 – 102
SCC ต่ำกว่า 329 ลง 324 – 326
PTTCH แกว่งตัว 144 - 147
PTTEP แกว่งตัว 176 – 179
-----------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
E FinanceThai : ยางพาราขาลง

ยางพาราเศร้า เจอแผ่นดินไหว-สึนามิ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นฉุดราคายางร่วง ระบุ 19 วันราคายางร่วง 33% ด้านโบรกฯแนะหลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มยางจนกว่าราคายางจะเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ ชี้ ปีนี้ยากราคายาง แตะ 180-200 บาท ขณะที่ DSF คาด การซื้อขายสินค้ายางพารา (RSS3) ในตลาด AFETมีโอกาสรีบาวน์ต่อ หลังราคาลงมาหลายวันต่อเนื่องแต่เทรนด์หลักเป็นขาลง เพราะนลท.กังวลศก.ญี่ปุ่นทรุด แนะเปิดสถานะขาย
จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9 ริกเตอร์ ตามมาด้วยคลื่นยักษ์สึนามิถล่มในหลายพื้นที่ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา หาได้เพียงส่งผลกระทบต่อประเทศและชาวญี่ปุ่นอย่างมหาศาลเท่านั้น แต่แรงสั่นสะเทือนถึงเศรษฐกิจโลกด้วย และอุตสาหกรรมยานยนต์เป็น 1 ในอุตสาหกรรมที่เจอผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจาก ค่ายรถยนต์ 4 แห่งในญี่ปุ่น ประกอบด้วย โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน และซูบารุ สั่งปิดโรงงานบางแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อันตรายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิเป็นนการชั่วคราวแบบไม่มีกำหนด เพื่อประเมินผลความเสียหายทั้งหมด
ส่งผลให้ราคายางพาราสัปดาห์นี้ลดลงอย่างรุนแรง จากก่อนหน้านี้ที่ราคายางพาราถือเป็นความหวังของเกษตรกรชาวสวนยาง เนื่องจากราคายางพาราทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ระดับ 198.55 บาท/กิโลกรัม ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมาถึงระดับ 132 บาท/กิโลกรัมในวันที่ 16 มีนาคม 2554 เรียกได้ว่าราคาปรับลดลงมาอย่างรวดเร็วเพียง 19 วันทำการ ถึง 33.51%
ส่งผลให้ราคาหุ้น กลุ่มยางพารา เคลื่อนไหวในแดนลบ 3วันทำการ นับแต่วันที่ 11 มี.ค. จนถึงวันที่ 15 มี.ค.
อาทิ บริษัทศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด(มหาชน)(STA) ปิดตลาดวันที่ 10 มี.ค. อยู่ที่ 28.50บาท แตะระดับต่ำสุดในวันที่ 15 มี.ค. ที่ 23.50 บาท ลดลงต่ำสุด 5 บาท หรือลดลง 17.54 % ก่อนจะปิดตลาดที่ 24.50 บาท
เช่นเดียวกับ บริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอเรชั่น(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(TRUBB)พบว่าราคาหุ้นปรับตัวลดลง 3วันทำการ นับจากปิดตลาดวันที่ 10 มี.ค. อยู่ที่ 6.15 บาท และปิดตลาดวันที่15 มี.ค.ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดที่ 05.75 บาท ลดลง 0.4 บาท หรือลดลง 6.50%
ขณะที่วานนี้(16 มี.ค.) ราคาหุ้นกลุ่มยางรีบาวน์ โดยปิดตลาดราคาหุ้น STA อยู่ที่ 26.25บาท เพิ่มขึ้น 1.75บาทหรือ 7.14% มูลค่าการซื้อขาย 497.93 ล้านบาทและTRUBB อยู่ที่ 5.90บาท เพิ่มขึ้น0.15 บาทหรือ 2.61% มูลค่าการซื้อขาย 5.93 ล้านบาท

***บล.ไทยพาณิชย์ แนะหุ้นกลุ่มยางมีความเสี่ยง ชี้ยากราคาทะยานแตะ 180-200 บาท/ก.ก.***
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่มยางยังคงมีความเสี่ยง ซึ่งหากต้องการลงทุนแนะนำให้เก็งกำไรอย่างระมัดระวัง เนื่องจากราคายางยังมีความผันผวนมากเกินไป แม้ว่าล่าสุดรัฐบาลจะประกันราคายางไม่ให้หลุด 100 บาท /ก.ก. และได้ขอความร่วมมือกับพ่อค้าและผู้ส่งออกยางให้ชะลอการส่งออกยางไปต่างประเทศไว้ก่อน เพื่อติดตามความผิดปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งจากการเข้ามาอุ้มของรัฐบาลอาจทำให้ Downside ของราคาหุ้นกลุ่มนี้ลดลง จากที่ผ่านมาราคาปรับลดลงเกือบเท่าตัว
ในแง่ของทิศทางตลาดในระยะนี้ อาจจะเห็นราคาหุ้นกลุ่มยางฟื้นตัวขึ้น หรือรีบาวน์ โดยเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นการปรับขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดฯ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากที่นักลงทุนคาดหวังว่า ราคายางอาจปรับตัวกลับขึ้นสู่ระดับสูงเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ที่อยู่ประมาณ 180-200 บาท /ก.ก. แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์มองว่า คงเป็นไปได้ยากที่ราคายางจะขึ้นไปสู่ระดับดังกล่าวในช่วงนี้ เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นที่ชะลอลงจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นดังนั้น ในเชิงของผลประกอบการในกลุ่มบริษัทยางจึงไม่มีความชัดเจนนัก และมีแนวโน้มว่าจะไม่สดใสเหมือนปีที่ผ่านมา

*** ASP แนะหลีกเลี่ยง STA จนกว่าราคายางจะเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ***
บทวิเคราะห์บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า ราคายางพาราปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นไปตามราคายางพาราในตลาดล่วงหน้าที่โตเกียวซึ่งปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ภายหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น จนทำให้โรงงานผลิตรถยนต์ที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติต้องหยุดเดินเครื่องผลิตอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ เนื่องจากเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้ไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ตามปกติในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสถานการณ์ราคายางพาราที่ปรับตัวลดลงส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น STA ให้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วง 2 วันที่ผ่านมาเช่นกัน เนื่องจากมีความวิตกกังวลว่าความต้องการใช้สินค้ายางล้อรถยนต์จะปรับตัวลดลงมากเพราะโรงงานรถยนต์หยุดเดินเครื่องผลิตดังกล่าว
โดยฝ่ายวิจัยได้สอบถามไปยังผู้บริหารของ STA และได้รับการยืนยันว่ามียอดส่งออกสินค้ายางแท่งไปยังญี่ปุ่นในสัดส่วนเพียง 2-3% ของปริมาณการส่งออกรวมเท่านั้น ซึ่งผู้บริหารเชื่อว่าผลกระทบจากราคายางพาราที่ตกต่ำน่าจะเป็นไปในช่วงสั้นเท่านั้น โดยฝ่ายวิจัยได้ทำการศึกษาพบว่าทุกๆ 10 บาท/กก. ที่สมมติฐานราคายางพาราปรับตัวลดลง จะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิและFair value ปี 2554 ให้ปรับตัวลดลงราว 6% จากเดิม ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างติดตามความเคลื่อนไหวของราคายางพาราและแนวโน้มราคายางพาราในอนาคต ซึ่งหากราคายางพาราเฉลี่ยใน 2Q54 ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้ฝ่ายวิจัยต้องปรับลดประมาณการปี 2554 และFair value ของ STA ลงเพื่อสะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว สำหรับคำล่าว สำหรับคำแนะนำลงทุนในระยะสั้นให้หลีกเลี่ยงไปก่อนจนกว่าราคายางพาราจะเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ ทั้งนี้ประเมินFair Value อยู่ที่ 40.36 บาท

*** CNS มอง STA อ่วม คาดกระทบยอดขายปีนี้ 10%***
บทวิเคราะห์ บล. โนมูระ พัฒนสิน(CNS) ประเมินว่า STA จะได้รับผลกระทบเชิงลบ คาดว่าหากเหตุการณ์แผ่นดินไหวลุกลามจนมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น คาดว่า STA จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะยอดขายราว 10% ในปี 2011F มาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ในญี่ปุ่น ซึ่งอาจมีการชะลอตัวของยอดขาย โดยปัจจุบันบริษัทโตโยต้า นิสสัน และฮอนด้า ประกาศหยุดการผลิตชั่วคราวในวันจันทร์ (14 มีนาคม) นี้

***โบรกฯคาดวันนี้ RSS3 รีบาวน์ต่อ แต่เทรนด์หลักเป็นขาลง เพราะนลท.กังวลศก.ญี่ปุ่นทรุด แนะเปิดสถานะขาย ***
นายชัยวัฒน์ เหมือนมี นักวิเคราะห์ บริษัท ดีเอส ฟิวเจอร์ส จำกัด (DSF) เปิดเผยถึงการซื้อขายสินค้ายางพารา (RSS3) ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (AFET) ว่าราคายางล่วงหน้าของไทยวานนี้รีบาวน์ขึ้นมาแรง โดยปิดที่ระดับสูงสุดของวัน หลังจากนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นรับข่าวที่รัฐบาลประกาศจะประกันราคายางไม่ให้ต่ำไปกว่า 100 บาท/กิโลกรัม แต่เชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลบวกต่อราคายางในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากปัจจัยรอบด้านยังเข้ามากดดัน
โดยวานนี้ราคายางในตลาดซื้อขายจริงของไทยปรับตัวขึ้นมาในแดนบวกทุกผลิตภัณฑ์ จากข่าวดังกล่าวส่งผลบวกต่อราคายางล่วงหน้าในระยะสั้น
ทั้งนี้นักลงทุนยังกังวลต่อปัญหาสารกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในวงกว้าง และจะทำให้ความต้องการยางจากญี่ปุ่นลดลง
ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เป็นขาลงและค่าเงินบาทที่ยังทรงตัวในกรอบจำกัด ยังกดดันราคายางล่วงหน้าของไทยเช่นเดียวกับในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับในวันนี้ คาดว่าราคายาง AFET มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวในแดนบวกต่อ เนื่องจากสัญญาณทางเทคนิคชี้ว่าราคากำลังรีบาวน์ขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 140-141 บาท/กิโลกรัม หลังจากก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่พักฐาน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาภาพรวมในระยะกลางถึงระยะยาว ทิศทางราคายังเป็นขาลงจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในญี่ปุ่น และปริมาณสินค้าที่จะออกมาอย่างต่อเนื่องในอนาคต แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศรับประกันราคาไม่ให้ต่ำกว่า 100 บาท/กิโลกรัมก็ตาม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเปิดสถานะขายหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ 140-142 บาท/กิโลกรัมได้ โดยประเมินแนวรับที่ 124 บาท/กิโลกรัม แนวรับถัดไป 120 บาท/กิโลกรัม ในสัญญาส่งมอบเดือนตุลาคม 2554

***รัฐบาล สั่งชะลอส่งออกยาง เตรียมเรียกถก บอร์ดนโยบายยางแห่งชาติ หารือปัญหาราคายางตกต่ำ 21 มี.ค. นี้ ***
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ เปิดเผยว่า ราคายางที่ปรับตัวลดลงมากในช่วงนี้ พบว่ามีความผิดปกติเนื่องจากมีการเก็งกำไรการซื้อขายยางล่วงหน้าในตลาดเซี่ยงไฮ้และญี่ปุ่น ทั้งนี้ ไทยจะทำหนังสือไปถึงญี่ปุ่นและจีนเพื่อสอบถามว่ามีความผิดปกติในตลาดซื้อขายล่วงหน้ายางแผ่นหรือไม่อย่างไร
นายสุเทพ กล่าวต่อว่า จากการหารือ กับพ่อค้าและผู้ส่งออกยางวานนี้ ได้ขอความร่วมมือให้ชะลอการส่งออกยางไปต่างประเทศไว้ก่อน พร้อมส่งสัญญาณให้ชาวสวนยางอย่าเพิ่งรีบขายผลผลิตในช่วงนี้ โดยขอให้รอราคายางอยู่ที่ระดับ 120 บาท/กก.ก่อน จึงค่อยขาย รวมถึงขอความร่วมมือจากผู้ส่งออกให้รับซื้อเพื่อตรึงราคาไว้ที่ระดับ 120 บาท/กก.ขึ้นไป
'จะเรียกว่าสั่งห้ามก็ได้ ที่ตกลงกันได้เพราะเคยทำงานร่วมกัน ผมก็เลยบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้อย่าเพิ่งส่งออก เพราะผู้ซื้อถือโอกาสยกเลิกสัญญาหรือขอแก้ไขสัญญา เช่น เคยซื้อ 160 บาท แต่มาขอซื้อ 120-130 บาท ลดลงมาเรื่อยๆ อย่างนี้ก็ขาดทุนกันเยอะ เพราะถ้าพ่อค้าทั้งหมดไม่มีกำลังซื้อยาง ชาวสวนของผมก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย' นายสุเทพ กล่าว
อย่างไรก็ดี วันที่ 21 มี.ค.จะเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ เพื่อหารือถึงกรณีการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ พร้อมกันนี้ นายสุเทพ ยังขอร้องชาวสวนยางพาราที่จะเดินทางมาเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคายางว่า อย่าเพิ่งเดินทางเข้ามาในช่วงนี้ โดยต้องการขอเวลาให้รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาก่อน

*** สั่งจับตา การประชุมของ 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ผู้ปลูกยางของอาเซียนในสัปดาห์นี้***
นาย ประภาส เอื้อนนทัช รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมไทย ในฐานะผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของภาคใต้ เปิดเผยว่าเหตุที่ยางราคาตกได้มีการพูดคุยกับหลายฝ่ายแล้วสรุปเห็นตรงกันว่ายางราคาตกลงอย่างผิดปกติ เพราะมีคนไปเล่นกับราคายางโดยเฉพาะในตลาดเซี่ยงไฮ้ และตลาดโตเกียวในประเทศญี่ปุ่น แต่เป็นธรรมดาของพวกนักเก็งกำไร ราคากำลังต่ำสุด แต่สิ่งที่มาซ้ำเมื่อราคายางลงไปสึนามิเข้ามาซ้ำอีกทียิ่งร่วงลงไปใหญ่ ตอนนี้เข้าใจว่าราคาจะทรงตัวอยู่ได้แล้วอยู่ที่ 100 +
“เวลานี้เกษตรกรต้องเก็บยางไว้ดีกว่าราคามันจะตีกลับแน่นอน ประมาณ 120 บาท อย่าตกใจ อย่ารีบเทขาย ที่ผ่านมารีบเทขายผู้ส่งออก ผู้ค้าเร่งเทขายด้วย ทำให้เข้าทางนักเก็งกำไรไปอีก ไม่เฉพาะชาวสวนเท่านั้นผู้ส่งออกต่างๆได้รับผลกระทบกันทั่วหน้าซื้อเข้ามาเก็บราคาวูบอีกค่อนข้างสาหัสหลายรายแต่ได้พูดคุยกันแล้วพยายามที่จะสต๊อกไว้รอขายให้ราคาทรงตัวมากขึ้น อย่างแย่งกันขายอย่าแข่งกันขาย เชื่อว่ายางจะขึ้นแรงและลงแรงต้องระมัดระวัง ”
ด้านนายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(กสย.) กล่าวว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ราคายางมีแนวโน้มต่ำลงเพราะจีนเห็นว่าราคาสูงเกินไป ขณะเดียวกันปริมาณสต๊อคของจีนมีประมาณ 2-4 แสนตันก็น่าจะเพียงพอ จึงหยุดซื้อ ทำให้ราคายางตกเพราะสัดส่วนการขายยางของไทยให้จีนสูงถึง40% ขณะที่ญี่ปุ่นที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นสาเหตุให้ราคาตก มองว่าไม่น่าใช่แต่เป็นเชิงจิตวิทยามากกว่า เพราะมีสัดส่วนเพียง 10% ประกอบกับช่วงนี้เริ่มเป็นช่วงผลัดใบ ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลงปริมาณความต้องการจึงน้อยตาม แต่ทั้งหมดเห็นว่าไม่น่ากระทบต่อเกษตรกร เพราะผลผลิตจะออกสู่ท้องตลาดมากอีกครั้งในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบน่าจะเป็นกลุ่มผู้ส่งออก
"แม้ราคายางเริ่มตก แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนยังถือว่าเกษตรกรได้กำไรสูง เพราะต้นทุนยางเพียงแค่ 40 กว่าบาทต่อกิโลกรัม ขายได้กิโลกรัมละ 60 บาทก็อยู่ได้แล้ว อย่างปลายปีที่แล้วราคาสูงขึ้นมา 80 กว่าบาท ก็ยังเป็นที่พอใจ" นายวิทย์กล่าว
ขณะที่นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ราคาซื้อขายยางในตลาดท้องถิ่นขณะนี้ลดลงเหลือกก.ละ 68-70 บาท ส่วนราคาตลาดกลางที่หาดใหญ่ จ.สงขลา เหลือ กก.ละ 98 บาท เกิดจากภาวะความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีการเทขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เกรงจะไม่มีผู้รับซื้อต่อหรือขายไม่ได้ในราคาสูงที่ทำสัญญาซื้อขายกันไว้ก่อนแล้ว ประกอบกับการเกิดเหตุภัยธรรมชาติที่ญี่ปุ่น ส่งผลให้การลงทุนของบริษัทรถยนต์ชะลอการผลิตรถยนต์ออกไป แต่ที่สำคัญเกิดจากจีนชะลอการซื้อยางพาราทั้งหมด เพื่อรอช้อนซื้อในช่วงยางราคาต่ำสุด และกลุ่มพ่อค้ารับซื้อในประเทศรวมทั้งระดับท้องถิ่นต่างกังวลว่าพรุ่งนี้จะรับซื้อยางดีหรือไม่ และจะไปขายต่อได้เท่าไหร่ เพราะราคายางลงทุกวันจนกลัวขาดทุนจึงไม่กล้ารับซื้อ
นายบุญส่งกล่าว และว่า ต้นทุนการผลิตยางของชาวสวนยางอยู่ที่ กก.ละ 55 บาท หากยางราคาต่ำถึงขั้นนี้เชื่อว่าต้องวุ่นวายเกิดขึ้นแน่
โดยในสัปดาห์นี้ต้องติดตาม การประชุมของ 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ผู้ปลูกยางของอาเซียน อย่าง ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อหารือถึงมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราที่ตกต่ำอย่างรวดเร็วในขณะนี้ รวมทั้งอาจจะพิจารณาชะลอการส่งออก หรือใช้มาตรการอื่นๆในการลดผลผลิตยางพารา เพื่อช่วยพยุงราคาซึ่งการประชุม IRCO(บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ) และ ITRC (สภาความร่วมมือด้านยางพาราระหว่างประเทศ)คือความร่วมมือของยางพาราสามประเทศ จะประชุมกันที่เมืองไทย ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าที่ประชุมอาจจะพิจารณาชะลอการส่งออก หรือใช้มาตรการอื่นๆ ในการลดผลผลิตยางพาราเพื่อช่วยพยุงราคาเมื่อกลางเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ราคายางแผ่นดิบในประเทศ อยู่ที่ 180 บาท/กิโลกรัม(กก.)ขณะที่เช้านี้ ราคายางแผ่นดินในประเทศ อยู่ที่ 90 บาท/กก. ลดลงจาก 95 บาท/กก.เมื่อวานนี้


-----------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.

-----------------------------------------------------------------------------