Code 220 : กองทุนดันตลาด +6จุด

วันพุธที่ 22 ธันวาคม 2553

ATT Code : กองทุนดันตลาด +6จุด
----------------------------------------------------------------------------------
Short News
CHINA:ตลาดหุ้นจีนปิดร่วงเกือบ 1% จากสภาพคล่องตึงตัวกดดันตลาด เซี่ยงไฮ้--22 ธ.ค.--รอยเตอร์
ตลาดหุ้นจีนปิดร่วงลงเกือบ 1% ในวันนี้ ขณะที่คำสั่งซื้อเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เบาบางลงจากวานนี้ และกระแสเงินสดในการซื้อขายหุ้นชะลอตัวลงเนื่องจากสภาพคล่องที่ตึงตัวในตลาดเงิน
ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปิดลบ 0.9% สู่ 2,877.9 หลังพุ่งขึ้น1.8% เมื่อวานนี้โดยได้แรงหนุนจากการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เทรดเดอร์กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ อาทิ โบรกเกอร์และบริษัทประกันได้บรรลุเป้าหมายทางการเงินในปี 2010 แล้ว และไม่ต้องการที่จะทำธุรกรรมขนาดใหญ่ในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายของปีนี้
ดัชนีหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลง 0.3% สู่ 3,532.3 หลังพุ่งขึ้น5.4% เมื่อวานนี้ ขณะที่นักเก็งกำไรและกองทุนรวมได้เข้าซื้อหุ้นกลุ่มดังกล่าวอย่างหนาแน่นจากรายงานที่คาดการณ์ว่าราคาบ้านในเขตเมืองจะพุ่งขึ้น 20%ในปีหน้า
ตลาดเงินอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างมากหลังจากทางการจีนออกมาตรการคุมเข้มทางการเงินตั้งแต่กลางเดือนต.ค. โดยอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นดีดตัวขึ้นอีก0.08% ในวันนี้ สู่ระดับสูงสุดครั้งใหม่ในรอบกว่า 2 ปี--จบ--

TVO : ราคาถั่วเหลืองล่าสุดเพิ่มขึ้น 10% M-M อยู่ที่ 13.26 ดอลลาร์/บุชเชล สูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ จากสภาพอากาศที่ไม่ดีของบราซิลและอาร์เจนติน่า ซึ่งปลูกถั่วเหลืองได้มากเป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลก
- ราคาถั่วเหลืองล่วงหน้าล่าสุดอยู่ที่ 13.263 ดอลลาร์ต่อบุชเชล (+10% M-M) สูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์
- จากฝนตกหนักในบราซิล ทำให้อากาศชื้น และสภาพอากาศที่แห้งแล้งของอาร์เจนติน่า ซึ่งทั้ง 2 ประเทศปลูกถั่วเหลืองได้มากเป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯ
- จึงคาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองของอาร์เจนติน่าในปีหน้าอาจลดลงถึง 21% อยู่ที่ราว 43 ล้านตัน รวมถึงยังมีการประท้วงของโรงงานแปรรูปถั่วเหลืองบริเวณท่าเรือโรซาริโอในอาร์เจนติน่าช่วยหนุนราคาถั่วเหลืองอีกต่อหนึ่ง
- เป็นบวกต่อ TVO ราคาเป้าหมายเท่ากับ 36 บาท

KSL : ราคาน้ำตาลขยับเข้าใกล้จุดสูงสุดเดิมในรอบ 30 ปี และมีข่าวดีจากการเพิ่มราคาขายล่วงหน้าไปยังยุโรป /เป็นจังหวะในการซื้อหุ้น หากราคาหุ้นปรับตัวลงจากกำไร 4Q10 ที่จะขาดทุนราว 70 - 80 ลบ. (ประกาศ 27 ธ.ค.) รอซื้อหลังประกาศงบ
- ราคาน้ำตาลล่วงหน้าล่าสุดอยู่ที่ 33.02 เซนต์/ปอนด์ (+25% M-M) ขยับเข้าใกล้จุดสูงสุดเดิมในรอบ 30 ปีที่ราคา 33.11 เซนต์/ปอนด์ ในเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา
- เราทราบข้อมูลล่าสุดจากทางบริษัทซึ่งเป็นข่าวดีหนุนกำไรปี 2011 ของ KSL โดยบริษัทได้เจรจาปรับเพิ่มราคาขายน้ำตาลล่วงหน้าปี 2011 จากโรงงานที่ลาวและกัมพูชากับคู่ค้ายุโรปได้ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 18 – 19 เซนต์/ปอนด์ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ปี 2011 โรงงานลาวและกัมพูชาจะขาดทุนน้อยกว่าที่เราคาดไว้เดิมที่ 150 ล้านบาท
- คาดกำไร 4Q10 ของ KSL จะขาดทุนราว 70 - 80 ล้านบาท เป็นการขาดทุนต่อเนื่องจาก 3Q10 ซึ่งขาดทุน 53 ล้านบาท มาจากการปิดซ่อมบำรุงโรงงานที่ขอนแก่นและรับรู้ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายเครื่องจักรไปที่โรงงานบ่อพลอยราว 30 ล้านบาท (One Off)
- แนะนำให้ซื้อหลังประกาศงบ 4Q10 (ส.ค. - ต.ค.) ในวันที่ 27 ธ.ค. นี้ เพราะคาดว่าจะขาดทุน แต่พร้อมจะ Turnaround ตั้งแต่ 1Q11 (พ.ย. 2010 - ม.ค. 2011) เป็นต้นไป คาดกำไรปี 2011 เติบโต 423% อยู่ที่ 884 ล้านบาท
- ราคาเป้าหมาย 18 บาท

Banks - สินเชื่อเดือนพ.ย. รวม +1.9%M-M และ +8.3%YTD
· SCB ซึ่งเพิ่งประกาศรายงานธพ.1.1 เมื่อวานนี้ปรากฏว่าสินเชื่อเดือนพ.ย.ดีมากๆ +2.87%M-M (+2.7 หมื่นลบ.ในเดือนเดียว) และ 11M10 +12.87%YTD การเพิ่มขึ้นมาจากทั้งสินเชื่อ SME และ Corporate อย่างละประมาณ 1 หมื่นลบ. โดยสินเชื่อที่เพิ่มในกลุ่ม SMEs เป็นสินเชื่อที่เกิดตามฤดูกาล ส่วนสินเชื่อที่เพิ่มในกลุ่ม Corporate เป็นสินเชื่อระยะยาว ส่วนใหญ่มาจากภาคการเกษตร
· หากนับรวม SCB แล้วจะทำให้สินเชื่อรวมกลุ่มธนาคารเดือนพ.ย. +1.9%M-M (เป็นอัตราบวกที่มากสุดในรอบปี) และ 8.3%YTD เข้าใกล้คาดการณ์ของเราทั้งปีที่ 8.5-9%
· ธนาคารส่วนใหญ่มีสินเชื่อเพิ่มขึ้น สูงสุดเป็น SCB (+2.9%YTD), KBANK (+2.4%M-M), BAY (+2.3%M-M) และ KK (+2.3%M-M) ส่วน TMB ยังคงรายงานสินเชื่อเป็นที่น่าผิดหวัง
· คงคำแนะนำ ซื้อ KBANK, SCB ส่วน BAY ที่ราคาปรับขึ้นมาเมื่อวานนี้เนื่องจากสินเชื่อที่โตแข็งแกร่งและโดดเด่นขึ้นมาในเดือนพ.ย. อีกทั้งราคาหุ้น laggard สุดในกลุ่มธนาคาร สามารถ follow buy ได้และมี upside จากราคาเหมาะสมที่ 27 บาท อีก~10%
----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
22 ธค. 53 ( +6.68 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

ไม่น่าเกิน 1014 - 19 จุด
แนวโน้มในวันพุธนี้ กรณีปรับตัวขึ้นดัชนีไม่น่าขึ้นไปได้เกิน 1014 – 19 จุดสูงสุดของวันอังคาร และแนวต้านตามธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมง
จากนั้นถ้ามีการปรับตัวลง ต่ำกว่า1002.07 จุดต่ำสุดของวันอังคาร ภาพดัชนีระยะสองสามวันข้างหน้า มีโอกาสปรับตัวลงต่อบริเวณ 980 - 990 ใกล้จุดต่ำสุดของเดือนที่แล้ว

และถ้าตลาดยังปรับตัวลงต่อ เป้าหมายต่อไปอยู่ที่บริเวณ 940 – 950 จุด ? ซึ่งเป็นบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ และ อัตราส่วนFibonacci ratio 38.2% ของการปรับตัวนับจากเดือน มิย. ถึงจุดสูงสุดเดือน พย.

หุ้นเด่น
CNT
ปรับตัวทะลุกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะวันขึ้นมาได้ รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 5.10จุดสูงสุดวันอังคาร เป้าหมายสองสามวัน5.30 – 5.40( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 4.96 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
IVL ไม่น่าเกิน 53 – 54
BANPU ปรับตัวลง 750 – 760
PTT แกว่งตัว 318 - 324
PTTAR ไม่น่าเกิน 37 – 37.50
BAY ไม่เกิน 24.70 ลง 23.50 – 24
PTTCH ไม่น่าเกิน 145 – 147
TRUE ต่ำกว่า 6.15 ลง 5.90 - 6
TOP เกิน 74.25 ขึ้น 75 – 75.75
IRPC ไม่น่าเกิน 5.40 – 5.50
STA ต่ำกว่า 31.75 ลง 29 - 31
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS : เริ่มมีลุ้นดีดกลับในด้านบวก แต่ยังมีสิทธิแกว่ง ดังนั้นซื้อน่ารอช่วงลงอยู่!
แนวโน้ม: หลังจาก SET ปรับตัวลงไปแถว 1000 จุดแล้วเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาให้เห็นบ้างเมื่อวานนี้ ขณะที่ Sentiment ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านก็เริ่มดูดีขึ้น ทำให้FSS คาดว่าตลาดมีโอกาสรีบาวด์กลับขึ้นในด้านบวกช่วงสั้นๆ ได้ อย่างไรก็ตามจากความไม่มั่นใจต่อปัญหาหนี้สินในยูโรโซน และแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศที่ยังคงมีต่อเนื่องในช่วงท้ายปี ทำให้คาดว่า SET ยังมีโอกาสที่จะแกว่งลงไปต่ำกว่า 1000 จุดอีกครั้งได้ ดังนั้นตลาดดีดตัวขึ้นช่วงนี้จึงยังเน้นเป็นเทรดดิ้งสั้นๆ ตามรอบไปก่อน โดยน่าหาจังหวะขายทำกำไรบ้างเมื่อ SET เป็นบวก ส่วนจังหวะซื้อรอบใหม่ยังแนะนำให้รอช่วงตลาดปรับพักตัวลงอีกครั้ง ซึ่งยังมีสิทธิที่ดัชนีจะลงไปแกว่งต่ำกว่า 1000 จุดให้ได้หาจังหวะซื้อใหม่ได้กลยุทธ์: หาจังหวะทำกำไรบ้างเมื่อตลาดเป็นบวก ส่วนจังหวะซื้อเพิ่มยังน่ารอรับ
ต่ำ โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ BANPU, BIGC, KTB, PTL, SEAFCO, AP, CSL,DELTA, DRT, LPN, PTT, PTTEP, KTB, KBANK, SCB, TASCO, AMATA, PS,SPALI, CK, STEC เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (+) BOJ คงอัตราดอกเบี้ย 0.1% ตามตลาดคาด ส่วนยอดส่งออกเดือนพ.ย. ของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 9.1% Y-Y ทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 และสูงกว่าเดือน ต.ค. ที่เพิ่ม 7.8% Y-Y แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 10.3% Y-Y จากความต้องการสินค้าญี่ปุ่นในตลาดโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีจีนและสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของญี่ปุ่น การส่งออกที่แข็งแกร่งของญี่ปุ่นช่วยพยุงเศรษฐกิจและลดผลกระทบจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าได้
• (+) ‘ประสาร’ เตือน ‘ประชาวิวัฒน์’ กระทบฐานะการคลัง ธปท. เผยการอุ้มค่าครองชีพอีก 2 เดือนช่วยกดเงินเฟ้อได้ชั่วคราว 0.5% แต่ถ้าจะปรับเป็นระยะยาวต้องคำนึงถึงภาระการคลังด้วย โดย ธปท.มองว่าเงินเฟ้อปีหน้าน่าจะอยู่ที่ 3-5%เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2-3% โดยรวมการปรับค่าแรงขั้นต่ำและการปรับเพิ่มราคาสินค้าบางส่วนแล้ว และมองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้ายังมีแนวโน้มที่ดี ความเสี่ยงส่วนใหญ่จะมาจากต่างประเทศ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือเรื่องการปั่นราคาสินค้า
โภคภัณฑ์ ทั้งน้ำทัน ทองคำ รวมถึงสินค้าพืชไร่บางประเภท
• (+) SCB สินเชื่อเดือน พ.ย. โตดีสุดในกลุ่ม +2.9% M-M สูงสุดกว่าทุกแบงก์และ 11M10 +12.9% YTD อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรใน 4Q10 จะลดลง ~8%Q-Q เพราะใน 3Q10 มีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนเข้ามา 1 พันล้านบาท แต่เพิ่มถึง ~25% Y-Y SCB เป็นหุ้นแบงก์ราคาที่ laggard ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากBAY (+10%YTD) โดยบวกเพียง 18% ในปีนี้ เราแนะนำซื้อทั้ง SCB (เป้าหมาย136 บาท) และ BAY (เป้าหมาย 27 บาท) ปัจจุบันแบงก์รายงานสินเชื่อครบทุกแห่งแล้ว สินเชื่อเดือน พ.ย. +1.9% M-M (เพิ่มมากที่สุดในรอบปี), +8.3% YTD
• (-) PTTEP มีข่าวใน Bloomberg บ่ายวานนี้ว่า เจ้าหน้าที่ของ PTTEP ยอมรับว่าน้ำมันรั่วที่รั่วออกจากชายฝั่ง Montara ได้เข้ามาถึงทะเลติมอร์ของอินโดนีเซียหลังจากที่ปฏิเสธข่าวมาโดยตลอด แต่ไม่ถึงพื้นที่แถบชายฝั่งของจังหวัด EastNusa Tenggara รายงานข่าวระบุว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดดังกล่าวแล้วจึงประเมินความเสียหายอีกครั้ง (ถ้ามี) ข่าวลักษณะนี้ที่มีออกมาเป็นระยะจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นให้ Underperform ต่อไปจนกว่าจะมีความชัดเจนแม้ว่าราคาหุ้นจะถูกและ laggard ก็ตาม ผู้ที่มีหุ้นอยู่แล้วยังคงแนะนำถือต่อ แต่ถ้ายังไม่มีหุ้น เราเห็นว่า ESSO และ PTTCH น่าสนใจกว่า
• Fund Flow วานนี้สุทธิแล้วยังไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาค ซึ่งเป็นการซื้อขายสลับกัน แต่ปริมาณซื้อขายเบาบาง เนื่องจากเป็นช่วงปลายนี้ที่นักลงทุนและ
ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่จะหยุดพักผ่อน แต่อย่างไรก็ตามตลาดมีพอมีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาเช่น การคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 3 ของสหรัฐที่จะประกาศ
อย่างเป็นทางการในครั้งสุดท้ายนี้อาจจะออกมาสูงกว่าครั้งก่อนที่ 2.5% แต่อย่างไรก็ตามกระแสข่าวการปรับลดอันดับเครดิตเรดติ้งของหลายประเทศในยุโรป
ยังเป็นตัวกดดันตลาดอยู่ในช่วงนี้ ค่าเงินบาทยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ ดังนั้นแนวโน้มกระแสเงินทุนยังชะลอตัว


ข่าวภายในประเทศ
TOP นำทีมโรงกลั่นคึก!ค่ากลั่นพุ่ง-ข่าวดีขึ้น LPG น้ำมันดิบเกิน 80 เหรียญ ราคาเหลืออัพไซด์เพียบ หุ้นกลุ่มโรงกลั่นคึกคัก หลังมาร์จิ้นฟื้นตัว
จากราคาน้ำมันดิบขยับสูงเฉลี่ยเกิน 80 เหรียญต่อบาร์เรล TOP นำทีมเหตุรับประโยชน์ 3 เด้งทั้งน้ำมัน-ปิโตรเคมี แถมเตรียมรับกำไรจากการขายแอลพี
จีต้นปีหน้า หลัง “พลังงาน” เล็งขยับราคารับซื้อแอลพีจีหน้าโรงกลั่นเท่าตลาดโลก (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 22-12-2010)
IVL รูดหนักก่อน XT แปลงสิทธิแพงเกิน นักลงทุนแห่ทิ้งหุ้น IVL ก่อนขึ้นเครื่องหมาย XT ไม่ใช้สิทธิแปลงสภาพซื้อ IVL-T ที่ราคาหน่วยละ 36
บาท ด้านโบรกฯประเมิน 3 ปัจจัยที่ฉุดให้ราคาหุ้นร่วงแรง 14% ส่วนข่าวดีเข้าซื้อกิจการ Ottana Polimeri S.R.L. ในอิตาลีไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น หุ้นยัง
ร่วงต่อ แนะเป็นจังหวะเก็บหุ้นลงทุน เป้าหมาย 60 บาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 22-12-2010)
JAS อัพไซ ด์40 สต.ราคาวิ่งถึง 2.50 บ. เสี่ยงติดแคชน้อย JAS วิ่งได้ถึง 2.50 บาท โดยไม่ติดแคช บาลานซ์หลังกำไรต่อหุ้น (EPS) 0.048 บาท
ทำให้ค่า P/E แค่ 30 เท่า แถมบริษัทเจียดงบอีก 300 ล้านบาท ไล่ซื้อหุ้นคืน 10% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 22-12-2010)
SEAFCO ฮุบ 9 โครงการมูลค่า328 ล้าน “อิตัลไทย”มีงานติดปลายนวมเล็กน้อย SEAFCO คว้างานใหม่ 9 โครงการ มูลค่า 328.36 ล้านบาท
หนุนงานในมือเพิ่มเป็น 1,500-1,600 ล้านบาท รับรู้ไตรมาส 4/53 ประมาณ 500 ล้านบาท ที่เหลือรับรู้ปีหน้า ด้าน ITD คว้างานคอนโดฯ บมจ.พร็อพ
เพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) มูลค่า 116.79 ล้านบาท ขณะที่หุ้นรับเหมาขึ้นยกแผง รับเซ็นสายสีน้ำเงินภายในเดือนนี้ (ที่มา: นสพ.ข่าวหนุ้ 22-12-2010)
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
ข่าวต่างประเทศ
จีน: รัฐบาลจีนประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน หลังราคาน้ำมัน NYMEX พุ่ง รัฐบาลจีนประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล 310 หยวน
(46 เซนต์สหรัฐ) ต่อตัน และ 300 หยวนต่อตัน ตามลำดับ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ (22 ธ.ค) เป็นต้นไป ซึ่งการปรับขึ้นราคาครั้งนี้จะทำให้ราคา
ค้าปลีกมาตรฐานของน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 0.23 หยวนต่อลิตร และราคาค้าปลีกมาตรฐานของน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 0.26 หยวนต่อลิตร (ที่มา: อินโฟเควสท์ 22-12-2010)
จีน: จีนเผยธุรกิจโทรคมนาคมกวาดรายได้เพิ่มขึ้น 6.6% ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและ เทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) เปิดเผยว่า ธุรกิจโทรคมนาคมของจีนสามารถทำรายได้สุทธิจากธุรกิจหลักๆได้ 8.1903 แสนล้านหยวน (1.2298 แสนล้านดอลลาร์) ในช่วง
11 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบปีต่อปี (ที่มา: อินโฟเควสท์ 21-12-2010)
จีน: นักวิเคราะห์คาดรัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายการปล่อยเงินกู้ใหม่ปีหน้าที่ 7 ล้านล้านหยวน นักวิเคราะห์ของจีนคาดการณ์ในวงกว้างว่ารัฐบาลจีนจะกำหนดเป้าหมายให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินกู้ล็อตใหม่ปี 2554 ไม่ต่ำกว่า 7 ล้านล้านหยวน แต่ก็ไม่เกินวงเงินในปีนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง นายปา ชูซง นักวิจัยจากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นหน่วยงานของสำนักคณะรัฐมนตรีจีน คาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนจะกำหนดเป้าหมายให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินกู้ล็อตใหม่ในปี 2554 ไม่สูงไปกว่าเป้าหมายของปีนี้ เนื่องจากรัฐบาลใช้นโยบายการเงินแบบรอบคอบและให้ความสำคัญกับการควบคุมเงิน เฟ้อเป็นลำดับต้นๆ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 21-12-2010)
เอเชีย: แบงค์ชาติญี่ปุ่นมีมติคงดอกเบี้ย 0-0.1% ยืนยันเดินหน้าซื้อบอนด์ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ย 0- 0.1% ในการประชุมวันนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการผ่อนคลายทางการเงินแบบครอบคลุมที่บีโอเจได้ ประกาศใช้ตั้งแต่เดือนต.ค. คณะกรรมการกำหนดนโยบายของบีโอเจประเมินว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังส่งสัญญาณการฟื้นตัวในระดับปานกลาง แต่ก็มีแนวโน้มว่าจังหวะการฟื้นตัวอาจหยุดชะงัก และการที่เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นที่ต้องขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมส่งออก (ที่มา: อินโฟเควสท์ 21-12-2010)
เอเชีย: ญี่ปุ่นเผยยอดส่งออกเดือนพ.ย.พุ่ง 9.1% หลังความต้องการสินค้าญี่ปุ่นในตลาดโลกเพิ่มขึ้น กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ยอดการส่งออกเดือนพ.ย.ของญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.1% แตะระดับ 5.4411 ล้านล้านเยน มากกว่าเดือนต.ค.ที่เพิ่มขึ้นเพียง 7.8% และทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 เนื่องจากความต้องการสินค้าญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสามารถลดผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินเยนได้ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 22-12-2010)
เอเชีย: เกาหลีใต้เตรียมลดภาษีศุลกากรสินค้า 67 รายการในปีหน้า หวังรับมือเงินเฟ้อ เกาหลีใต้เตรียมลดภาษีศุลกากรสินค้า 67 รายการในปี2554 เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและช่วยประคองความเป็นอยู่ของครัว เรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง โดยกระทรวงการคลังเปิด เผยว่าปัจจุบันรายชื่อสินค้าที่เก็บภาษีนำเข้าต่ำมีอยู่ 57 รายการ โดยสินค้า 43 รายการจากทั้งหมดนี้จะอยู่ในรายชื่อต่อไปในปีหน้า และมีการเพิ่มสินค้าใหม่เข้าไปในรายชื่ออีก 24 รายการ อาทิ รถเข็นเด็กและเสื้อผ้าเด็ก ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าที่เก็บภาษีนำเข้าต่ำมีทั้งหมด 67 รายการในปีหน้า (ที่มา: อินโฟเควสท์ 21-12-2010)
----------------------------------------------------------------------------------

Code 219 : ดัน SET ปิดบวกท้ายตลาด

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม 2553

ATT Code : ดัน SET ปิดบวกท้ายตลาด
SET บวกมาเกือบ 10 จุด ตอนครึ่งชั่วโมงสุดท้าย
----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
21 ธค. 53 ( -15.95 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

รอปรับตัวลง 940 – 980 จุด
ดัชนีในวันจันทร์มีการปรับตัวลง ต่ำกว่า1015 จุด ซึ่งนอกจากจะถือเป็นการปรับตัวลงต่ำกว่าแนวรับตามธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย 25วันแล้ว ยังถือเป็นการเกิด “สัญญาณขาย” ในเครื่องมือ Point & Figure อีกด้วย

ดังนั้น ภาพดัชนีระยะหนึ่งถึงสองสัปดาห์ข้างหน้า มีโอกาสที่จะปรับตัวลงต่อบริเวณ 940 – 980 จุด ซึ่งเป็นบริเวณเป้าหมายตามเครื่องมือ Point & Figure และใกล้เส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ ในรูปแบบของ wave c flator c triangle ??

หุ้นเด่น
TPC
ปรับตัวขึ้นมาแถวเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมงอีกครั้ง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 29.25จุดสูงสุดวันจันทร์ และเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวเป้าหมายสองสามวัน 31.00 – 31.50( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 28.00 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
PTTAR ต่ำกว่า 36 ลง 34 – 35
TRUE ต่ำกว่า 6.20 ลง 5.90 - 6
IVL ปรับตัวลง 47 - 50
TOP แกว่งตัว 71.50 - 74
PTTCH ต่ำกว่า 143 ลง 130 – 135
SCB ปรับตัวลง 98 - 100
IRPC ปรับตัวลง 4.80 - 5
PTT ต่ำกว่า 317 ลง 301 - 305
BBL ปรับตัวลง 142.50 – 143.50
KTB แกว่งตัว 16.90 – 17.50
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS : ตลาดลงลึกกว่าคาด แต่ยังถือเป็นจังหวะเลือกหุ้นทยอยเข้ารับเพื่อลุ้นดีด!
แนวโน้ม: SET เริ่มไหลหลุดออกจากกรอบการแกว่งระหว่าง 1020-1044 จุดลงมาแล้ว ด้วยแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศที่ยังคงมีต่อเนื่องในช่วงท้ายปีก่อนที่ส่วนใหญ่จะเริ่มหยุดยาวในเทศกาลคริสมาสต์+ปีใหม่ ทำให้ FSS คาดว่าSET มีโอกาสที่จะยังแกว่งลงไปต่ำกว่า 1000 จุดอีกครั้งได้ อย่างไรก็ตามเรายังคาดหมายว่าเม็ดเงินใหม่จากกองทุน LTF และ RMF น่าจะมีเข้ามาเสริมในช่วงถัดจากนี้ ทำให้โอกาสที่ SET จะมีจังหวะแกว่งบวกกลับขึ้นไปสูงกว่า 1020 จุดอีกครั้งยังเป็นไปได้ ดังนั้นการปรับตัวลดลงของตลาดจึงยังถือเป็นจังหวะเลือกหุ้นเข้าซื้อเพื่อลุ้นโอกาสดีดกลับขึ้นภายในสัปดาห์นี้ต่อเนื่องสัปดาห์หน้าให้ทำกำไรช่วงสั้นๆ ได้
กลยุทธ์: ยังน่าสนใจเลือกหุ้นเข้าซื้อได้ โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ BANPU, BIGC,KTB, PTL, SEAFCO, AP, CSL, DELTA, DRT, LPN, PTT, PTTEP, KTB,KBANK, SCB, TASCO, AMATA, PS, SPALI, CK, STEC เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (+) ติดตาม ครม.ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินวันนี้ แต่จะนำพรบ.มั่นคงมาใช้แทน
• (+) TUF การประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ทำให้เรามีความมั่นใจกับ MW Brands(MWB) มากขึ้นว่าเป็น asset ที่ดีและเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของ TUFแม้ว่ายอดขายของ MWB จะไม่ได้ขยายตัวสูง (เป็นธรรมชาติของธุรกิจอาหาร) แต่มี Gross margin 35% และ EBITDA margin 18.5% สูงกว่าTUF ที่มีมาร์จิ้น 15% และ 8% ตามลำดับ แม้ว่า TUF จะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายมากขึ้นแต่ก็คาดว่ากำไรจะโตได้ถึง 28% ในปี 2011 ชดเชย Dilution ได้ ทำให้ EPS ยังขยายตัว 22.7% เราประเมินราคาเป้าหมาย 70 บาท แนะนำซื้อสำหรับเงินปันผลใน 4Q10 จะไม่มี และในปี 2011 จะจ่าย 1.20 บาท/หุ้น
• (+) 8 แบงก์รายงานสินเชื่อเพิ่ม 1.4% M-M สินเชื่อเดือน พ.ย. เร่งตัวขึ้นสอดรับกับฤดูการขอสินเชื่อ โดย 8 แบงก์ (ไม่รวม SCB) มีสินเชื่อเพิ่มขึ้น
1.4% M-M และ 7.8% YTD โดย KBANK, BAY, KK มีสินเชื่อเพิ่มขึ้น M-Mสูงที่สุด TMB เพิ่มน้อยสุด 0.5% M-M แต่ก็ดีขึ้นกว่าหลายเดือนที่ผ่านมาแนวโน้มกำไรของทั้งกลุ่มใน 4Q10 คาดเพิ่ม 21% Y-Y แต่ลดลง 9% Q-Qและคาดกำไรทั้งปีนี้ +20% เรายังแนะนำแบงก์ใหญ่เพราะได้ประโยชน์เต็มที่จากสินเชื่อ Investment cycle ทั้ง KTB (ราคาเป้าหมาย 19 บาท), KBANK(ราคาเป้าหมาย 150 บาท), SCB (ราคาเป้าหมาย 136 บาท) และ BBL(ราคาเป้าหมาย 185 บาท) โดยแบงก์ที่ราคา laggard ที่สุดในกลุ่มคือ BBLและ SCB ส่วนระยะยาว KBANK ยังคงเป็น Top pick ของเรา
• Fund Flow วานนี้ไหลเข้าเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีใต้หลังเกาหลีเหนือขอเปิดจราจา ขณะที่ตลาดอื่นที่เหลือไหลออกหมด เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับ
ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีหลังมีการซ้อมรบ ค่าเงินดอลลาร์ยังแกร่งเมื่อเทียบกับทุกสกุลหลัก รวมถึงค่าเงินบาทก็ยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ นอกจากนี้ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปยังไม่คลี่คลายอย่างชัดเจน ดังนั้นกระแสเงินทุนจากต่างชาติในช่วงนี้จะเบาบางมากเพราะอยู่ในช่วงเฉลิมฉลองปลายปี ซึ่งนักลงทุนและผู้บริหารกองทุนส่วนใหญ่จะหยุดพักผ่อนยาว

ข่าวภายในประเทศ
DTAC: ผลสอบการแก้ไขสัญญาสัมปทานไม่เอกฉันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท.เปิดเผยว่า คณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐพ.ศ.2535 ที่พิจารณาตรวจสอบการแก้ไขสัญญาสัมปทานของ DTAC ได้มีมติออกเป็น 2 ฝ่าย คือ เห็นว่าDTAC ต้องชดเชยค่าเสียหายจากการแก้สัญญา โดยมองว่าการต่ออายุสัมปทานทำให้ กสท ได้รับส่วนแบ่งรายได้ในอัตรา 30% ช้าออกไปจากที่ต้องจ่ายใน 5 ปีสุดท้าย ตามเกณฑ์การจ่ายส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันไดโดยมีการลดส่วนแบ่งรายได้ กับอีกฝ่ายเห็นว่า DTAC ไม่ผิด กับ เพราะการแก้สัญญาต่ออายุสัมปทานของ DTAC จากเดิมออกไปอีก 5 ปี เป็นปี 2018 นั้นไม่ใช่เรื่องที่สร้างความเสียหายให้กับ กสท ขณะเดียวกัน DTAC ได้แบ่งคลื่นความถี่ให้บริษัท ทรูมูฟ (บ.ย่อยของ TRUE) และ บริษัท ดิจิตอลโฟน (DPC) เป็นการสร้างรายได้ให้ กสท (Source: มติชน 21 ธ.ค.10)
ความเห็น: เป็น Sentiment เชิงบวกเล็กน้อยกับหุ้น DTAC หลังจากมีการปรับฐานเล็กน้อยใน 1-2 วันก่อน อย่างไรก็ตาม ต้องติดตาม ผลสรุปที่แน่ชัด
และกระแสข่าวที่รมว.ICT จะนำข้อสรุปของคระกรรมการตามมาตรา 22 เกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานของทั้ง ADVANC DTAC และ RUE เข้าที่ประชุมครม.ในวันที่ 28 ธ.ค.(เลื่อนจาก 21 ธ.ค.) ทั้งนี้ กรณี Worst case ที่เคยประเมิน หากต้องจ่ายค่าสัมปทานเพิ่มย้อนหลังระดับ 2.2 หมื่นล้านบาทหรือประมาณ 6 บาทต่อหุ้น (จาก TP เดิม 48 บาท) แม้ยังมองว่าต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปี ในกระบวนการฟ้องร้องและต่อสู้ทางกฎหมาย
พ.ร.บ.คลื่นความถี่ฯ ใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ.2553 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ กทช. ระบุว่า พ.ร.บ.กสทช.จะมีผลใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การได้มาซึ่งคลื่นความถี่เพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์ต้องเข้าสู่กระบวนการประมูลเพียงอย่างเดียว คลื่นความถี่ในกิจการวิทยุ และโทรทัศน์ (ยกเว้นที่อยู่ภายใต้สัญญาร่วมการงาน) จะต้องถูกจัดสรรใหม่ 2. ตามมาตรา 46 กำหนดให้สิทธิการใช้คลื่นความถี่เป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นบริหารจัดการแทนได้ ดังนั้น จึงต้องมีการตีความว่าผู้ดำเนินธุรกิจเช่าใช้โครงข่ายและขายต่อบริการ (MVNO) สามารถดำเนินการได้หรือไม่ และ 3. การจัดตั้ง กสทช.ที่ต้องแล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับจากกฎหมายบังคับใช้ จะดำเนินการได้ทันหรือไม่ (Source - มติชน 21 ธ.ค.) ความเห็นและคำแนะนำ: คงมุมมองว่าจาก Timeframe ต่างๆ คาดว่าการประมูล 3G บนคลื่นความถี่ใหม่ 2.1 GHz กว่าจะเกิดอย่างเร็วในปลายปี 2012 ขณะที่ประเด็น MVNO จะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้โครงการ 3G ของ TOT ล่าช้า (ทั้ง ADVANC DTAC และ TRUE ต่างเสนอตัวเป็น MVNO) จึงยังไม่มี Catalyst ต่อราคาหุ้นกลุ่มมือถืออย่างเด่นชัด ยังมองในด้านปันผล ซึ่ง ADVANC เด่นสุด ระดับ 11-112% ต่อปี แนะนำ “ถือ” ทั้ง ADVANC (TP104 บาท) และ DTAC (TP48 บาท) อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานในอดีตที่รอการสรุปจากภาครัฐจะยังกดดันราคาหุ้นระยะสั้น
KIAT รายได้โต 800 ล้าน จ่อคิวฮุบงานปตท.เพิ่ม KIAT มั่นใจธุรกิจแกร่งจริง วางเป้ารายได้ปี'53 ทะยาน 800 ล้านบาท “เกียรติชัย” การันตีครึ่งหลังจ่ายปันผลมากกว่า 25 สตางค์แน่ ลั่นปีหน้าโตต่อ เชื่อรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นขั้นต่ำ 10% พร้อมรุกประมูลงาน PTT ไม่หยุด มูลค่าสูงถึง 120 ล้าน
ต่อป (ที่มา: นสพ.ข่าวหนุ้ 21-12-2010)
TUF ขึ้นแท่นผู้ผลิตเบอร์1ของโลก ปีหน้าบุ๊ครายได้ MWB ตั้งเป้ายอดขายดอลลาร์โต 30% TUF โตต่อเนื่อง ขึ้นแท่นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกปีหน้ารับรู้รายได้จาก MWB ตั้งเป้ายอดขายรูปดอลลาร์โต 30% คาดในปี 2558 รายได้ทะลุ 4 พันล้านเหรียญ ย้ำในช่วง 2-3 ปีนี้ จะเน้นรักษาเงินสด ลดต้นทุน และชำระหนี้ พร้อมเพิ่มสัดส่วนตลาดในยุโรป (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 21-12-2010)
TWZ บุกตปท.ดันรายได้ปี 54 โต10% ตั้งบริษัทย่อยในฮ่องกงขยายตลาดเอเชียเริ่มธ.ค.นี้ TWZ บุกตลาดต่างประเทศ ตั้งบริษัทย่อยในฮ่องกง ใช้เงินลงทุน 1 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ส่งสินค้าไปจำหน่ายยังแถบเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม อินเดีย คาดเริ่มเดือนธันวาคมนี้ ตั้งเป้ารับรู้รายได้ 180-200 ล้านบาท ดันรายได้ปี 2554 เพิ่มเป็น 4,500 ล้านบาท เติบโต 10% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 21-12-2010)
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
ข่าวต่างประเทศ
ยุโรป: ยูโรร่วง หลังมูดีส์ขู่หั่นเครดิตธนาคารสเปน ค่าเงินยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (20 ธ.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ยุโรป หลังจากมูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส เตือนว่าอาจจะปรับลดอันดับความน่าเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในสเปน ซึ่งข่าวดังกล่าวตอกย้ำว่ามูดีส์มีความกังวลต่อสถานการณ์หนี้สาธารณะในยุโรป หลังจากที่ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของไอร์แลนด์ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (ที่มา: อินโฟเควสท์ 21-12-2010)
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนพ.ย.หดตัวหลังอัตราว่างงานพุ่ง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยว่า ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศของสหรัฐเดือนพ.ย.ลดลงสู่ระดับ -0.46 จุด จากเดือนต.ค.ที่ระดับ -0.25 จุด ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราว่างงานที่สูงขึ้นรวมทั้งภาวะซบเซาในตลาดที่อยู่อาศัย และอัตราการอุปโภคบริโภคที่ชะลอตัวลง (ที่มา: อินโฟเควสท์ 21-12-2010)
จีน: HSBC คาดดัชนี CPI จีนพุ่งแตะ 3.9% ปีหน้า ส่งผลแบงค์ชาติจีนขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารเอชเอสบีซีคาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ของจีนจะขยายตัว 3.9% ในปี 2554 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจีนยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในปีหน้า และอาจทำให้รัฐบาลจีนต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไปอีกในปีหน้า ทั้งนี้ เอชเอสบีซีคาดว่า ธนาคารกลางจีนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2554 และคาดว่าจีนจะประกาศเพิ่มเพดานกันสำรองสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์อีก 2% ขณะเดียวกันคาดว่า อัตราการขยายตัวของสินเชื่อจะอยู่ต่ำกว่า 16% ในปี 2554สำนักข่าวซินหัวรายงาน (ที่มา: อินโฟเควสท์ 20-12-2010)
เอเชีย: ญี่ปุ่นเผยยอดขายของห้างสรรพสินค้าลดลง 0.5% ในเดือนพฤศจิกายน สมาคมห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดขายของห้างสรรพสินค้าในเดือนพฤศจิกายน ลดลง 0.5% จากปีก่อน ซึ่งนับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 2 เดือนเมื่อเทียบเป็นรายปี โดยรายงานของสมาคมฯระบุว่า ยอดขายรวมในทุกห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่นมีมูลค่าทั้งสิ้น 5.556 แสนล้านเยน (6.62 พันล้านดอลลาร์) ในเดือนพฤศจิกายน พร้อมกับชี้ว่าเดือนดังกล่าวมีวันอาทิตย์เพียง 4 วัน ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้วอยู่หนึ่งวัน และถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดขายลดลง (ที่มา: อินโฟเควสท์ 20-12-2010)

----------------------------------------------------------------------------------

Code 218 : เกาหลีใต้เสร็จสิ้นการซ้อมรบแล้ว

วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม 2553
ATT Code : เกาหลีใต้เสร็จสิ้นการซ้อมรบแล้ว
KOREA:กองทัพเกาหลีใต้เสร็จสิ้นการซ้อมรบแล้วเมื่อเวลา 14.30 น. ยอนเปียง--20 ธ.ค.--รอยเตอร์
เกาหลีใต้เสร็จสิ้นการซ้อมรบโดยใช้กระสุนจริงในวันนี้แล้วเมื่อเวลา14.30 น.ตามเวลาไทย หลังจากที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 12.30 น. โดยมีการ
ยิงกระสุนปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการยิงทั้งในระยะใกล้และระยะไกลซึ่งมีแรงสั่นสะเทือนไปถึงหลุมหลบภัยบนเกาะยอนเปียง
เกาหลีใต้ทำการซ้อมรบในวันนี้ หลังจากได้ถูกเลื่อนจากช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย แม้มีการขู่ทำสงครามจาก
เกาหลีเหนือ หลังการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแนวทางในการหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ครั้งนี้
ยังไม่มีการยิงตอบโต้จากฝ่ายเกาหลีเหนือในขณะนี้--จบ--

----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
20 ธค. 53 ( -7.14 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

“สัญญาณขาย” ถ้าปรับตัวลงต่ำกว่า1015 จุด
ดัชนีในวันศุกร์ ปรับตัวลงต่ำกว่า1023.71 จุดต่ำสุดของวันที่ 8 ธค. และปรับตัวลงต่ำกว่ากรอบล่างของสามเหลี่ยม ภาพระยะวันถือเป็นแนวโน้มที่ไม่ดีนัก

จากนี้ไปถ้ามีการปรับตัวลง ต่ำกว่า 1015จุด นอกจากจะเป็นการปรับตัวลงต่ำกว่าแนวรับตามธรรมชาติของเส้นค่าเฉลี่ย 25 วันแล้ว ยังจะถือเป็นการเกิด “สัญญาณขาย” ในเครื่องมือPoint & Figure อีกด้วย ดัชนีมีโอกาสที่จะปรับตัวลงต่อบริเวณ 940 – 980 จุด ช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ใกล้เส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ ในรูปแบบของ wave c flat or c triangle ??

หุ้นเด่น
PATO
กำลังปรับตัวในกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะวัน รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 14.70 กรอบบนของสามเหลี่ยม เป้าหมายสองสามวัน15.20 – 16.20( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 13.60 )15.20 – 16.20

HMPRO
ปรับตัวขึ้นมาแถวเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมงอีกครั้ง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 8.70 จุดสูงสุดวันศุกร์และเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าว เป้าหมายสองสามวัน 8.95 – 9.05( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 8.55 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
TOP ต่ำกว่า 71.50 ลง 67 - 69
TRUE ต่ำกว่า 6.50 ลง 6 – 6.20
IRPC ปรับตัวลง 5 – 5.20
IVL ปรับตัวลง 50 – 53
PTTAR ต่ำกว่า 37.25 ลง 34 - 36
TMB แกว่งตัว 2.22 – 2.28
PTT ปรับตัวลง 317 - 318
SCB ต่ำกว่า 102.50 ลง 100 – 101
KTB ปรับตัวลง 16 – 16.50
PTTCH แกว่งตัว 144.50 – 153

----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS :
เริ่มมีลุ้นจังหวะดีดกลับขึ้นได้ ดังนั้นเลือกหุ้นทยอยเข้ารับเพื่อลุ้นดีด...
แนวโน้ม: เริ่มมีแรงขายในตลาดหุ้นไทยอีกครั้งในช่วงท้ายสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่เช้านี้ตลาดหุ้นต่างประเทศก็ยังปรับตัวลดลงกันอยู่ จากความกังวลต่อปัญหาหนี้สินในยุโรป รวมถึงความวิตกต่อมาตรการคุมเข้มของจีนที่อาจจะมีออกมาอีกในรอบสัปดาห์นี้ ทำให้ FSS คาดว่า SET จะยังแกว่งตัวผันผวนในด้านลบต่อได้ในช่วงต้นสัปดาห์ อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นในเอเชียเปิดลบในกรอบที่ไม่ลึกมากนักขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐก็ยังออกมาดีต่อเนื่อง รวมทั้งเม็ดเงินใหม่จากกองทุน LTF และ RMF ที่คาดว่าน่าจะมีเข้ามาเพิ่มเติมหลังการจัดงานกระตุ้นยอดซื้อกองทุนของ ตลท.เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศยังคงมียอดซื้อสลับเข้ามาเป็นระยะๆ ดังนั้นการปรับตัวลดลงของตลาดจึงยังถือเป็นจังหวะเลือกหุ้นเข้าซื้อได้ เพื่อลุ้นโอกาสดีดกลับขึ้นภายในสัปดาห์นี้ต่อไป
กลยุทธ์: เลือกหุ้นเข้าซื้อได้ โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ BANPU, BIGC, KTB,PTL, SEAFCO, AP, CSL, DELTA, DRT, LPN, PTT, PTTEP, KTB, KBANK,SCB, TASCO, AMATA, PS, SPALI, CK, STEC เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (-) ปัญหาความตึงเครียดของคาบสมุทรเกาหลีจะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงในสัปดาห์นี้ แต่เราเชื่อว่าเป็นปัจจัยกระทบระยะสั้น
• (+) ผลกระทบของมาตรการประชาวิวัฒน์เป็นบวกกับกลุ่มแบงก์ ค้าปลีกและบันเทิง การขึ้นค่าจ้างและเงินเดือนข้าราชการจะกดดันเงินเฟ้อในปีหน้า และส่งผลลบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากเช่นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิคส์ภาคการผลิต อาหาร และ SMEs ขนาดเล็กเพราะมีต้นทุนแรงงานประมาณ 20% -
30% ของต้นทุนรวม ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีต้นทุนแรงงาน 8% - 10%แต่ส่งผลดีต่อกลุ่มค้าปลีก (CPALL, BIGC, MAKRO) กลุ่มแบงก์โดยเฉพาะที่มีฐานลูกค้ารายย่อยและข้าราชการ (KTB, SCB, BAY) กลุ่มบันเทิง (MAJOR) กลุ่มสื่อสารที่ติดตั้งรับเหมางาน (FORTH, LOXLEY, SAMTEL, JTS, MFEC)
• (+) ซื้อสะสมกลุ่มแบงก์ สัปดาห์นี้ กลุ่มแบงก์จะรายงานสินเชื่อเดือน พ.ย.คาดว่าจะดีขึ้น M-M และจะดียิ่งขึ้นในเดือน ธ.ค. จากการกลับมาของความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนตามฤดูกาล เราแนะนำแบงก์ใหญ่เพราะได้ประโยชน์เต็มที่จากช่วง High season ทั้ง KTB (ราคาเป้าหมาย 19 บาท), KBANK (ราคาเป้าหมาย 150 บาท), SCB (ราคาเป้าหมาย 136 บาท) และ BBL (ราคาเป้าหมาย185 บาท) โดยแบงก์ที่ราคา laggard ที่สุดในกลุ่มคือ BBL และ SCB ส่วนระยะยาว KBANK ยังคงเป็น Top pick ของเรา
• (-) การประมูล 3G ของ TOT อาจล่าช้า ความล่าช้าในการประมูลและการดำเนินโครงการเป็นปัจจัยเสี่ยง จะทำให้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นมีความผันผวนตาม โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับงานประมูลวางโครงข่าย เช่น กลุ่มSAMART (ผ่านบ.ย่อย SAMTEL) ที่จะร่วมประมูลกับกลุ่ม LOXLEY, JTS, JAS,AIT ผันผวนไปตามกระแสข่าว ทั้งนี้ จากการสอบถาม SAMTEL ทาง TOT ได้มีการเปิดขายซองประมูลติดตั้งโครงข่ายแล้วตามกำหนดการ คือ วันที่ 14-27 ธ.ค.(จากที่เลื่อนมา 2-3 ครั้ง) และเดิมคาด e-Auction วันที่ 28 ม.ค.11 และทำสัญญาได้ประมาณกลางเดือนก.พ. 11 ยังคงมุมมอง เพียงเชิงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มดังกล่าว กรณี SAMTEL ราคาเป้าหมายปี 11 เดิมที่ 11.60 บาท (อิง P/E 15 เท่า)และ Upside จากโอกาสได้งานติดตั้งโครงข่าย 3G ของ TOT ดังกล่าว (คาดมอบงาน 2H11) เบื้องต้นประมาณหุ้นละ 3 บาท
• Fund flow เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเม็ดเงินไหลเข้าภูมิภาคเป็นวันที่ 13 ติดต่อกันทำให้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่เข้าสู่ตลาดแม้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐจะออกมาดีแต่ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปเพิ่มมากขึ้นหลังมูดี้ส์ปรับลดอันดับเครดิตของไอร์แลนด์ลง 5 อันดับรวด ส่วนค่าเงินบาทเช้านี้ยังคงทรงตัวอยู่ที่ราว 30 บาทต่อดอลลาร์ แม้ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับยูโรดังนั้นแนวโน้มกระแสเงินทุนจากต่างชาติจะยังคงไหลเข้าแต่ปริมาณน้อยลง


ข่าวภายในประเทศ
บอร์ด TOT กังวลโครงการ 3G ล่าช้า: จากหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น วันนี้ บอร์ด TOT มีความกังวลโครงการขยายโครงข่าย 3G มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาทจะไม่สามารถเปิดให้บริการได้ทันในเดือนเม.ย. 11 โดยเฉพาะความเสี่ยง 1. ไม่สามารถลงนามสัญญาจัดซื้อได้ตามเป้าหมาย 2. ความเสี่ยงจากการนำเข้าอุปกรณ์ติดตั้ง 3G และรอให้กทช.อนุมัติ และ 3. การสร้างโครงข่ายเสร็จไม่ทันเวลา ความเห็นและคำแนะนำ: ความล่าช้าในการประมูลและการดำเนินโครงการ เป็นปัจจัยเสี่ยง ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นมีความผันผวนตาม โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับงานประมูลวางโครงข่าย เช่น กลุ่ม SAMART (ผ่านบ.ย่อย SAMTEL) ที่จะร่วมประมูลกับกลุ่ม LOXLEY, JTS, JAS, AIT ผันผวนไปตามกระแสข่าว ทั้งนี้ จากการ
สอบถาม SAMTEL ทาง TOT ได้มีการเปิดขายซองประมูลติดตั้งโครงข่ายแล้วตามกำหนดการ คือ วันที่ 14-27 ธ.ค. (จากที่เลื่อนมา 2-3 ครั้ง) และเดิมคาด e-Auction วันที่ 28 ม.ค.11 และทำสัญญาได้ประมาณกลางเดือนก.พ. 11 จึงยังคงมุมมอง เพียงเชิงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มดังกล่าว กรณี SAMTELราคาเป้าหมายปี 11 เดิมที่ 11.60 บาท (อิง P/E 15 เท่า) และ Upside จากโอกาสได้งานติดตั้งโครงข่าย 3G ของ TOT ดังกล่าว (คาดมอบงาน2H11) เบื้องต้นประมาณหุ้นละ 3 บาท
TMB เป้าสินเชื่อโตเกิน 10% ลุยหนักกลุ่มเอสเอ็มอีดันขยายตัว 15% แบงก์ TMB วางยุทธศาสตร์ปี 2554 ตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อมากกว่า 10%หลังประเมินในระบบขยายตัว 6-7% เท่านั้น พร้อมชู SME เป็นหัวใจสำคัญ หวังเติบโต 15% สินเชื่อรายใหญ่ 5-8% สินเชื่อรายย่อย 35% ส่วน NPLมั่นใจบริหารเหลือ 7.5% ได้ภายในในสิ้นปีหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่ 9.5% (Source - ข่าวหุ้น 20 ธ.ค.10)
CPF งบQ4กำไร2.1พันล้าน ครึ่งปีหลังปันผลเกิน 40 สต. CPF ครึ่งหลังลุ้นปันผลกว่า 0.40 บาท คาดไตรมาส 4 กำไรกว่า 2,100 ล้านบาท รับอานิสงส์ปันผล CPALL สัดส่วนที่ถือหุ้นกว่า 28% ดันกำไรครึ่งปีหลังพุ่งกว่า 6,300 ล้านบาท ประกอบกับผู้บริหารการันตีรายได้ปีนี้ตามเป้า 1.8 แสนล้านบาท และกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากปีก่อนที่ 10,190 ล้านบาท (Source - ข่าวหุ้น 20 ธ.ค.10)
ROJNA งบQ4แจ่มกำไรสูงสุดรอบปีบุ๊คขายที่ดินกัลฟ์ ROJNA แจ่ม! ไตรมาส 4 กำไรสูงสุดรอบปี บุ๊ครายได้ขายที่ดินแปลงใหญ่ 300 ไร่ ให้กัลฟ์เจพีและส่วนแบ่งกำไรขายกองทุนอสังหาไทคอน โบรกฯคาดปีนี้ฟาดกำไร 1,020 ล้านบาท โต 35% จากปีก่อน เชียร์ซื้อเป้าหมาย 14.43 บาท ลุ้นรับปันผลครึ่งหลัง 0.30 บาท (Source - ข่าวหุ้น 20 ธ.ค.10)
SEAFCO บันทึกรายได้สีม่วง 100 ล้าน การันตีปีนี้พลิกมีกำไร SEAFCO เผยไตรมาส 4 รายได้เติบโต ส่วนทั้งปีพลิกมีกำไร รอลุ้นอานิสงส์บันทึกงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่า 90-100 ล้านบาท ปีหน้ารับรู้เข้ามาอีก 600 ล้านบาท ดันผลประกอบการปี 2554 เติบโตจากปีนี้ (Source - ข่าวหุ้น 20 ธ.ค.10)
AGE คิดการใหญ่ซื้อ 2 เหมืองอิเหนา รับยอดขายถ่านหินก้าวกระโดด ออเดอร์จีนไหลเข้าเพียบ AGE เตรียมดอดเจรจาซื้อหุ้นเหมืองถ่านหินอินโดฯ 2 ราย ช่วงไตรมาส 1/54 รองรับยอดขายถ่านหินปีหน้าก้าวกระโดดเฉียด 2 ล้านตัน จากปีนี้อยู่ที่ 1.2 ล้านตัน หลังออเดอร์จากจีนเข้ามาเพียบ(Source - ข่าวหุ้น 20 ธ.ค.10)
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.

ข่าวต่างประเทศ
ยุโรป: ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดในเดือนธ.ค. ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนีปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนธันวาคม บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจมีมุมมองที่เป็นบวกต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศทั้งใน ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต โดยสถาบัน Ifoเปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจซึ่งได้จากการสำรวจผู้บริหาร 7,000 คน ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 109.9จุดในเดือนธันวาคม จากระดับ 109.3 จุดในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตัวเลขล่าสุดนับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เยอรมนีรวมประเทศในปีพ.ศ. 2534 (ที่มา: อินโฟเควสท์ 17-12-2010)
สหรัฐอเมริกา: เงินดอลล์พุ่งสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์เทียบยูโรเช้านี้ จากคาดการณ์จีดีพีสหรัฐขยายตัวแข็งแกร่ง สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์เมื่อเทียบกับยูโร ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตราโตเกียวช่วงเช้าวันนี้ (20 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ซึ่งทางการสหรัฐจะเปิดเผยในวันพุธนี้ จะขยายตัวแข็งแกร่ง ทั้งนี้ ณ เวลา 08.21 น.ตามเวลาโตเกียวในวันนี้ สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.3159 ยูโร จากระดับที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ที่ 1.3188 ยูโร (ที่มา: อินโฟเควสท์ 20-12-2010)
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐเผยดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนพ.ย.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.1% สำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยเอกชนของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจสหรัฐเดือนพ.ย.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.1% หลังจากที่กระเตื้องขึ้น 0.5% ในเดือนต.ค. (ที่มา: อินโฟเควสท์ 18-12-2010)
เอเชีย: เกาหลีใต้ประกาศเก็บภาษีธนาคารปีหน้าเพื่อควบคุมเงินไหลออก เกาหลีใต้แถลงในวันนี้ว่าจะเก็บภาษีธนาคารในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการป้องกันกระแสเงินทุนไหลออกจำนวนมากซึ่ง อาจจะสร้างความเสียหายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ แถลงการณ์ร่วมที่เผยแพร่ในวันนี้โดยกระทรวงการคลัง ธนาคารกลาง และสำนักงานบริการการกำกับดูแลการเงินของเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีมีความเสี่ยงสูงต่อความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของเศรษฐกิจโลกและความ เคลื่อนไหวของเงินทุน ซึ่งในบรรดากระแสทุนต่างๆ นั้น การกู้ยืมในต่างประเทศมีความผันผวนมากที่สุด โดยเฉพาะการกู้ยืมระยะสั้น ดังนั้น รัฐบาลเกาหลีใต้จึงตัดสินใจที่จะใช้มาตรการเก็บภาษี เพื่อลดความผันผวนของกระแสเงินทุนภายในกรอบของเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและเสรี (ที่มา: อินโฟเควสท์ 19-12-2010)
----------------------------------------------------------------------------------

Code 217 : เกาหลีเหนือขู่ซ้อมรบ กดดัน SET ลง

วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม 2553

ATT Code : เกาหลีเหนือขู่ซ้อมรบ กดดัน SET ลง
กรุงเทพฯ--17 ธ.ค.--ASTVผู้จัดการออนไลน์
เอเอฟพี - เกาหลีเหนือประกาศเตือน ว่า สงครามครั้งต่อไปกับเกาหลีใต้จะมีอาวุธนิวเคลียร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันก็มีความพยายามทางการทูตที่จะยุติสถานการณ์อันตึงเครียด หลังกรณีการยิงปืนใหญ่สังหารชาวโสมขาวเสียชีวิต 4 ราย และความทะเยอทะยานในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของโสมแดง
เว็บไซต์ Uriminzokkiri ของทางการเกาหลีเหนือ ระบุในการแสดงความเห็นวันนี้ (17) ว่า สงครามคาบสมุทรเกาหลีจะเกิดขึ้นสักวันหนึ่งในอนาคต "เนื่องจาก นโยบายการสงครามอันหละหลวมของเกาหลีใต้ ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องสงคราม หรือ สันติภาพ บนคาบสมุทรเกาหลี แต่กลายเป็น ว่า สงครามจะปะทุขึ้นมาเมื่อไร"
"หากสงครามปะทุขึ้นจะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และมันจะไม่จำกัดอยู่เฉพาะคาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น" เว็บไซต์ของรัฐบาลเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการนี้ ระบุ
ในวันเดียวกันนี้ หนังสือพิมพ์ Rodong Sinmun ของพรรครัฐบาลโสมแดงได้อธิบายถึงภาพรวมของคาบสมุทรเกาหลี ว่า เป็นสถานที่อันตรายที่สุดในโลก รวมทั้งยังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยินยอมทำสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ และการถอนทหารจำนวน 28,500 คนออกจากเกาหลีใต้
"คาบสมุทรเกาหลียังคงเป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยปัญหา พร้อมทั้งสงครามที่อันตรายยิ่งกว่าสงครามใดๆ ในโลก" หนังสือพิมพ์ของรัฐบาลโสมแดงฉบับนี้รายงาน "ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจาก การดำเนินนโยบายอันแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ"
ทางเกาหลีเหนือมักกล่าวอ้างอยู่บ่อยครั้ง ว่า สงครามนิวเคลียร์กำลังใกล้เข้ามา ทว่าความตึงเครียดทางการทหารเพิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากเหตุการณ์การยิงปืนใหญ่ถล่มเกาะยอนพยอง เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน
เมื่อเดือนที่แล้ว ทางกรุงเปียงยางเปิดเผยออกมา ว่า กำลังเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อันเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ การกระทำดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลต่อความมั่นคงของคาบสมุทรแห่งนี้มากยิ่งขึ้น
อนึ่ง ขณะนี้ บิล ริชาร์ดสัน นักการเมืองผู้มีบารมีของสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างเดินทางเยือนกรุงเปียงยางเป็นการส่วนตัว เพื่อพยายามคลี่คลายปัญหาความขมึงทึงระหว่างทั้งสองเกาหลี--จบ--
----------------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
17 ธค. 53 ( -5.87 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

ทยอยปรับตัวขึ้น 1037 - 44 จุด
ภาพจากนี้ไป ระยะสองสามวันข้างหน้าดัชนีมีแนวโน้มปรับตัวกลับขึ้นไป 1037 – 44ใกล้จุดสูงสุดเดิมของสัปดาห์นี้อีกครั้ง

ภาพโดยรวมของตลาดในระยะนี้ ยังคงเป็นการแกว่งตัวในกรอบ 1024 – 44 หรือระหว่างจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุดของสัปดาห์นี้

แต่ถ้ามีการปรับตัวลง ต่ำกว่า 1020 จุดเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน ดัชนีมีโอกาสที่จะปรับตัวตัวลงต่อบริเวณ 940 – 980 จุด ช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ใกล้เส้นค่าเฉลี่ย 25 สัปดาห์ ในรูปแบบของ wave c flat or c triangle ??

หุ้นเด่น
TRUE
ปรับตัวทะลุกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะวันขึ้นมาได้ ทยอยซื้อแถว 6.70 – 6.80 หรือซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 6.90 จุดสูงสุดวันพฤหัสเป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 7.20 – 7.30( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 6.65 )

KTB
ปรับตัวทะลุกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะวันขึ้นมาได้ ทยอยซื้อแถว 17.30 – 17.40 หรือซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 17.50 จุดสูงสุดวันพฤหัสเป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน 17.90 – 18.10( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 17.20 )

10 อันดับซื้อขายสูงสุด
TOP ไม่น่าเกิน 75.75 – 76.50
TRUE รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
PTTAR ไม่น่าเกิน 39.25 – 39.75
PTTCH แกว่งตัว 144.50 – 153
PTT ไม่น่าเกิน 321 - 322
IRPC ไม่น่าเกิน 5.85 – 5.95
KTB รายละเอียดใน “หุ้นเด่น”
PTTEP ไม่น่าเกิน 171.50 - 173
ADVANC ทยอยปรับตัวลง 75 – 80
IVL แกว่งตัว 57 - 60
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
FSS : ตลาดลงมาพอควร คาดมีลุ้นจังหวะดีดกลับ แต่ยังต้องระวังแกว่งตัวอยู่!!
แนวโน้ม: หลังจากวานนี้ SET ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยดัชนีปรับตัวลงไปพอควรในช่วงระหว่างวัน ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับ ซึ่ง FSS ยังมองว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงแกว่งตัวขึ้น-ลงในกรอบ 1020-1044 จุดต่อเนื่อง ดังนั้นจึงสามารถลุ้นจังหวะรีบาวด์กลับขึ้นใหม่ได้อีกครั้งในระยะสั้น แต่คาดว่าจังหวะการแกว่งตัวดังกล่าวจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้า ดังนั้น SET ขยับขึ้นจึงยังต้องระวังแรงขายกดกลับอยู่เช่นเดิม เนื่องจากความกังวลต่อปัญหาหนี้สินในยูโรโซนยังคงเป็นปัจจัยกดดันความมั่นใจของนักลงทุน รวมทั้งความวิตกต่อมาตรการคุมเข้มของจีนก็ยังมีอยู่ การเลือกหุ้นเข้าซื้อจึงยังแนะนำให้รอช่วงปรับตัวลงของ
ตลาดดีกว่า
กลยุทธ์: ถ้าเล่นสั้นยังน่าแบ่งส่วนทำกำไรเมื่อตลาดขยับขึ้น โดยแนะนำให้รอเลือกหุ้นเข้าซื้อเมื่อตลาดปรับตัวลงมากกว่า โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ BANPU,
BIGC, KTB, PTL, SEAFCO, AP, CSL, DELTA, DRT, LPN, PTT, PTTEP, KTB,KBANK, SCB, TASCO, AMATA, PS, SPALI, CK, STEC เป็นต้น
ประเด็นสำคัญวันนี้
• (+) S&P เพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของจีนด้านความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาวทั้งในรูปสกุลเงินท้องถิ่นและสกุลเงินต่างชาติขึ้นจาก A+ เป็น AA- เพราะงบดุลที่แข็งแกร่งและแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น ส่วน Outlook เป็น Stableและปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือฮ่องกงสู่ระดับ AAA พร้อม Outlook Stable เป็นปัจจัยหนุนการลงทุนวันนี้ แนะนำ KTB, TCAP, SCB
• (+) ครม.ประชุมสัปดาห์หน้าพิจารณาต่ออายุ 5 มาตรการช่วยค่าครองชีพทั้งรถเมล์ รถไฟ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ฟรี และการตรึงราคาแก๊ส ซึ่งจะสิ้นสุดเดือน ธ.ค.
นี้ ว่าจะยืดต่ออีก 1-2 เดือน หรือใช้ถาวร ซึ่งมาตรการที่คาดว่าจะต่ออายุคือค่าไฟฟ้าฟรี ที่ไม่เกิน 90 ยูนิตต่อเดือน รวมถึงการตรึงราคาแก๊สหุงต้มโดยจะแยก
ภาคขนส่งออกมา และวันที่ 7 ม.ค. 2011 นายกฯ จะแถลงมาตรการดูแลค่าครองชีพรอบใหม่ ซึ่งจะครอบคลุมทุกด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างราคาสินค้าอาหาร
ราคาพลังงาน การแก้ปัญหาแรงงานนอกระบบ มาตรการของรัฐจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายใน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 52% ของเศรษฐกิจรวมทั้งประเทศ ดังนั้น กลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากการบริโภคในประเทศได้แก่กลุ่มค้าปลีก (CPALL, HMPRO,GLOBAL, BIGC) แบงก์ (KBANK, SCB, KTB) โรงกลั่น (TOP) อื่นๆ (MAJOR,KSL, TVO)
• (+) KTB ผู้บริหารยืนยันไม่เพิ่มทุน หลังออก Hybrid Tier1 9 พันล้านบาทแล้วทำให้เงินกองทุนขั้นที่ 1 แข็งแกร่งและน่าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 9.7% เพียงพอกับการรองรับสินเชื่อขนาดใหญ่ เราเห็นว่าไม่ว่าจะเพิ่มทุนหรือไม่ KTB เป็นหุ้นที่น่าลงทุนโดยเฉพาะราคาปัจจุบันคิดเป็น PBV เพียง 1.5 เท่าต่ำที่สุดในแบงก์ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 19 บาท มี upside 11%
• (+) TOP ราคาหุ้นวานนี้ร่วง 6.6% หลังมีข่าวว่ารัฐจะไม่ปรับขึ้นราคาขาย LPGหน้าโรงกลั่นให้เท่ากับราคาตลาดโลกที่ US$785/ตัน จากปัจจุบันที่รับซื้อจากโรงกลั่นเพียง US$332/ตัน ซึ่งทำให้โรงกลั่นไม่อยากผลิต LPG ขายให้รัฐเพราะทำแล้วขาดทุน อย่างไรก็ตาม แผนนี้อยู่ระหว่างการอนุมัติจากนายกฯ ในอีก 2สัปดาห์ข้างหน้า ถ้าไม่อนุมัติให้ขึ้นราคา LPG จะกระทบราคาเป้าหมายของ TOP 10 บาทจาก 85 จะลดเหลือ 75 บาท ซึ่งราคาปิดวานนี้ก็ต่ำกว่าแล้ว และเป็นราคาที่มี PE 10 เท่า ต่ำกว่า PTTAR ที่ 12.4 เท่าและ IRPC 15.6 เท่า การปรับลงของราคา TOP จึงเป็นโอกาสในการสะสม
• Fund Flow วานนี้ไหลเข้าต่อเนื่องเป็นวันที่ 12 ติดต่อกัน แต่ขายสุทธิในตลาดหุ้นอินโดนีเชียหนักมากตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเชียร่วงหนักเช่นกัน ตรงข้ามกับตลาดหุ้นเกาหลีที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องทำให้ดัชนีปรับขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน ส่วนตลาดหุ้นไทยนักลงทุนต่างชาติซื้อขายสลับกัน
เลยทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งอยู่ในช่วงแคบ อย่างไรก็ตามเนื่องจากยังขาดปัจจัยบวกใหม่เข้าสู่ตลาด แต่ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นมารับกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในสหรัฐและยุโรป และจีนยังไม่มีทีท่าที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วนี้ ดังนั้นจึงทำให้ค่าเงินค่อนข้างทรงตัว กลายเป็นว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงหัวเลียวหัวต่อของทิศทางตลาดอีกระยะหนึ่ง

ข่าวภายในประเทศ
กทช.กำหนดค่าบริการมือถือสูงสุด 99 สต./นาที บอร์ด กทช. มีการพิจารณาอัตราค่าบริการโทรคมนาคม (ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย หรือไอซี)โดยให้บริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายคิดค่าบริการระหว่างกัน ในอัตราขั้นสูง จากเดิม 3 บาท เป็น 99 สต.ต่อนาที และขั้นต่ำ 51 สต.ต่อนาที อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัตราเฉลี่ยของผู้ให้บริการแต่ละราย ได้แก่ ADVANC อยู่ที่ 81 สต.DTAC อยู่ที่ 69 สต. และ ทรูมูฟ อยู่ที่ 71 สต (Source - เว็บไซต์แนวหน้า 17 ธ.ค.10) ความเห็น: การปรับค่าบริการดังกล่าวอาจกระทบในส่วนของค่าบริการลูกค้า Post-paid ดังเช่น กรณี ADVANC ปัจจุบันมีรายได้ต่อเลขหมายต่อนาทีต่อเดือน (RPM) เฉลี่ยประมาณ 1.26 บาท อย่างไรก็ตาม สัดส่วนลูกค้าประเภทดังกล่าวไม่มาก เพียงประมาณ 10% จึงกระทบให้RPM ลดลงประมาณ 3% อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการมีความยืดหยุ่นที่จะปรับค่าบริการในส่วนของ Pre-paid (ปัจจุบันเฉลี่ย RPM 0.66 บาทต่อนาที)
เพื่อพยุง RPM เฉลี่ย จึงไม่น่ากระทบต่อผู้ประกอบการมือถืออย่างมีนัยสำคัญนัก
TPOLY เตรียมระดมทุนกลางปีหน้า สยายปีกงานต่างประเทศ การันตีปันผลสูงกว่าปีนี้ ไทยโพลีคอนส์คาดได้ข้อสรุประดุมทุนเพิ่ม เพื่อขยายงานในต่างประเทศกลางปีหน้า เปิดทางรับพันธมิตรร่วมลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลใหม่ 3 แห่ง พร้อมยันจ่ายปันผลปีนี้สูงกว่านโยบาย หลังรายได้-กำไรเข้าเป้า (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-12-2010)
TSTH ยอดขายพุ่ง Q3 ทะลุ 3 แสนตันเป้าหมาย 2.20 บ. TSTH ไตรมาส 3/54 (ต.ค.-ธ.ค.) ปริมาณขายเหล็กทรงยาวอยู่ที่ 3.1 แสนตัน ราคาขายเฉลี่ยที่ 19.9 บาท/กิโลกรัม ลดลงเล็กน้อย เนื่องจากภาวะน้ำท่วม ทำให้บริษัทไม่สามารถขยับราคาขายเพิ่มขึ้นได้เท่ากับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นแต่จะฟื้นตัวอีกทีในไตรมาส 4/53 ระดับ 3.5 แสนตัน โบรกฯแนะเก็งกำไร ให้ราคาเป้าหมาย 2.20 บาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-12-2010)
HMPRO กำไร Q4 พีคลั่นปีหน้าพุ่งกว่า 24% เชียร์ซื้อเป้า 10.90 บ. HMPRO กำไรสุทธิ 4/53 ดีที่สุดรอบปี คาดรับรู้ยอดขายจากงานโฮมโปรเอ็กซ์โป อีกประมาณ 600 ล้านบาท ขณะที่ปี 2554 มีอัตราการเติบโตสูงสุดในกลุ่ม คาดกำไรเพิ่มขึ้น 24.1% เป็น1,885 ล้านบาท โบรกฯ เชียร์ “ซื้อ”ราคาเป้าหมายที่ 10.90 บาท อัพไซด์ 26% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-12-2010)
PRANDA ลั่นปีหน้ารายได้โตกว่า 8% อัตรากำไรขั้นต้น 35% โรงงานโคราชรับรู้ต้นปี'54 PRANDA ตั้งเป้ารายได้ปีหน้าโต 8% จากปีนี้มี
รายได้ 4,000 ล้านบาท มั่นจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นใกล้เคียง 34-35% หลังเน้นพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ตัวเองมากขึ้น พร้อมทั้งเดินหน้าหาตลาดใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่ตั้งงบลงทุน 300 ล้านบาท สร้างอาคารสำนักงาน-ขยายตลาดต่างประเทศ ส่วนโรงงานใหม่ที่โคราช คาดว่าจะเริ่มผลิตเครื่องประดับอัญมณีได้ภายในเดือน ม.ค. 54 จะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 9.18 ล้านชิ้น/ปี (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-12-2010)
MPIC ฮุบแมงป่องขยายช่องขายหนัง “เผด็จ” ดันหนังแผ่นขาย-ตลท.หนุนบจ.หลุดรีแฮบโก้ MPIC เตรียมเทกโอเวอร์ PSAAP ต่อแขนต่อขาธุรกิจขายหนังแผ่น-ซีดี “เผด็จ” ยันเตรียมส่งสินค้า home entertainment ให้ร้านแมงป่องขาย เทกรอบนี้ได้เพิ่มช่องทางการตลาด พร้อมรับประโยชน์TAX SHIELD ด้าน ตลท. เห็นดีด้วยที่ดึง PSAAP ออกจากหมวดรีแฮบโก้เป็นผลดีทั้งผู้ถือหุ้น และตัวบริษัทให้อยู่รอดไม่ถูกถอนออกจากตลาดหุ้น(ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 17-12-2010)
----------------------------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.

ข่าวต่างประเทศ
สหรัฐเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสัปดาห์ที่แล้วลดลง 3,000 ราย กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการระหว่างว่างงานสัปดาห์ที่แล้วลดลง 3,000 ราย แตะระดับ 420,000 ราย ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานโดยเฉลี่ย 4 สัปดาห์ ลดลงแตะระดับ 422,750 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2551 และทำสถิติลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6สัปดาห์ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 17-12-2010)
S&P ชี้เศรษฐกิจเยอรมนีฟื้นตัวปีหน้า จากดีมานด์ผู้บริโภค-การลงทุนภาคธุรกิจ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P)ชี้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีจะขยายวงกว้างมากขึ้นในปีหน้า จากอานิสงส์ของความต้องการผู้บริโภค และการลงทุนภาคธุรกิจที่ขยายตัวดีขึ้นS&P ระบุว่า การใช้จ่ายภาคครัวเรือนจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% ในปี 2554 เมื่อเทียบกับระดับที่ขยายตัว 0.5% ในปี 2553 ขณะที่อัตราการขยายตัวด้านการลงทุนในภาคธุรกิจจะถีบตัวขึ้นแตะ 10.5% ในปีหน้า จากระดับ 10% ในปีนี้ (ที่มา: อินโฟเควสท์ 16-12-2010)
จีนวอนสหรัฐผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าไฮเทคมายังจีน เฉิน เต๋อหมิง รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จีน กล่าวว่า จีนหวังว่าสหรัฐจะผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าไฮเทคมายังจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย (ที่มา: อินโฟเควสท์ 16-12-2010)
ธนาคารกลางอินเดียมีมติคงอัตราดอกเบี้ย หลังเกิดภาวะสภาพคล่องตึงตัวในตลาดเงิน ธนาคารกลางอินเดียประกาศคงอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับการปล่อยกู้แก่ธนาคารพาณิชย์ ที่ระดับ 6.25% และคงอัตราดอกเบี้ย reverse repo rate ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ใช้ดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินในตลาด ที่ระดับ 5.25% อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอินเดียในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำกว่าอัตรา เงินเฟ้อ ซึ่งสอดคล้องกับธนาคารกลางอื่นๆ ในเอเชีย รวมถึงจีน เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัวด้านการเงินปีหน้า(ที่มา: อินโฟเควสท์ 16-12-2010)
----------------------------------------------------------------------------------