Code 87 : แนวต้านมีไว้ให้พุ่งชน 777

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน 2553

ATT Code : แนวต้านมีไว้ให้พุ่งชน 777
เมื่อวานรายย่อยขายคนเดียว 4 พันกว่าล้าน ที่เหลือ ซื้อกันท่วนหน้า ก็ต้องรวบรวมความกล้า ท้าให้ชน 777 จะไหวไม่ไหว???

เช้านี้ SET เปิดที่ 767.56 จุด +1.65 จุด ถ้าผ่าน 772 ไปได้ ก็มีโอกาสที่จะไปแนวต้านที่ 777 แต่อาจจะไม่ใช่วันนี้ เพราะเมื่อวาน ขึ้นมามากพอสมควร ส่วน TFEX เปิดที่ 531 จุด -1.60 จุด ถ้ายืนไม่ต่ำกว่า 531 ก็มีลุ้นไปต่อที่ 538 ได้อยู่

ภาคเช้า SET ปิดที่ 767.33 จุด +1.37 จุด V.9,150 MB. ต่างชาติซื้อ 400 ล.บ. ส่วน TFEX ปิดที่ 533.20 จุด +0.60 จุด

ภาคบ่าย SET ปิดที่ 771.78 จุด +5.52 จุด V.18,305 MB. แรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงาน-แบงก์ หนุน รอลุ้น MACD ตัดเส้น Zero Line ขึ้นไป ก็อาจจะไปทะลุแนวต้านที่ 777 ได้ ต่างชาติซื้อ 1 พันล้าน ส่วน TFEX ปิดที่ 536.3 จุด +3.70 จุด shot ต่อไปก็ลุ้น 538 จุด

Hilight
>>>ฝ่ายกลยุทธ์ บล.เคจีไอ มองดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 770-775 จุด
>>>ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง แนะกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น หากดัชนีแตะระดับ 765 จุด ให้ทยอยขายหุ้นบางส่วนของพอร์ตออกไปบ้าง ส่วนแนวโน้มตลาดคาดว่าการฟื้นตัวของดัชนีให้ผ่าน 770 จุด เป็นไปได้ยาก
>>>KTZimico :โดยมองแนวโน้มตลาดยังมีโอกาสขยับขึ้นได้ต่อ โดยเฉพาะทางด้านเทคนิคการที่ดัชนีทะยานขึ้นผ่านระดับ 750 จุดได้ ทำให้ยังเป็นขาขึ้นได้ต่อ ทั้งนี้ มองแนวต้านไว้ที่บริเวณ 772-780 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 755 จุด
>>>วานนี้ Foreign Fund flow กลับมาเป็นซื้อสุทธิในตลาดหุ้นภูมิภาค และไหลเข้าทุกตลาด แม้ความกังวลเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ในยุโรปยังไม่คลี่คลาย แต่เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดีเป็นส่วนใหญ่ จึงส่งผลให้นักลงทุนมั่นใจในการลงทุนในช่วงนี้มากขึ้น
>>>ลุ้นหุ้นไทยวันนี้รีบาวน์ต่อ แรงซื้อต่างชาติหนุน-ระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้น นักวิเคราะห์แนะหุ้นพลังงาน-แบงก์ คาดแนวรับ 755 แนวต้าน 780 จุด
>>>บาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.56/59 บาท/ดอลลาร์ แกว่งตัวช่วงแคบ จับตาตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ-ปัญหานี้ยุโรป คาดวันนี้อยู่ที่ 32.50-32.70 บาท/ดอลลาร์

--------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ไทยรัฐ - By...อินเด็กซ์ 51 : เงาหุ้น-ฝรั่งซื้อ!?!

ดัชนีหุ้นวันที่ 3 มิ.ย.53 ปิดที่ 765.96 จุด บวก 16.28 จุด ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 24,209.82 ล้านบาท

ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,514.23 ล้านบาท นักลงทุนในสถาบันซื้อสุทธิ 1,923.42 ล้านบาท พอร์ตโบรกเกอร์ซื้อสุทธิ 954.32 ล้านบาท ขณะที่รายย่อยฉวยโอกาสขายสุทธิตุนกำไร 4,391.96 ล้านบาท

หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด นำโดย TCAP ปิดที่ 25 บาท เพิ่มขึ้น 1.20 บาท, PTT ปิดที่ 248 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท, SCB ปิดที่ 83.25 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท, BANPU ปิดที่ 594 บาท เพิ่มขึ้น 12 บาท และ IVL ปิดที่ 18 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท

ฝ่ายกลยุทธ์ บล.เคจีไอ มองดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ โดยประเมินแนวต้านไว้ที่ 770-775 จุด ซึ่งที่แนวต้านดังกล่าว ตลาดอาจเผชิญแรงขายทำกำไรออกมาจากนักลงทุน เพราะยังมีปัจจัยที่ไม่แน่นอน โดยยังคงติดตามวิกฤติทางการเงินของยุโรป

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ถือ ทั้งนี้ หากดัชนีอ่อนตัว ลงรอซื้อที่บริเวณแนวรับ 760 จุด

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง แนะกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้น หากดัชนีแตะระดับ 765 จุด ให้ทยอยขายหุ้นบางส่วนของพอร์ตออกไปบ้าง เพราะการฟื้นตัวของหุ้นไทยยังไม่มีความแน่นอน มีปัจจัยเสี่ยงจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจเป็นหลัก มองดัชนีมีแนวรับที่ 760 จุด และประเมินแนวต้าน 770 จุด

ปิดท้าย "ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ประเมินตลาดหุ้นไทยเดือนมิถุนายน ดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้นได้ โดยมีโอกาสขึ้นไปแตะที่ระดับ 780-800 จุด หลังรัฐบาลเยอรมนีประกาศจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ยุโรป และการชะลอขึ้นดอกเบี้ยของจีน ทำให้มีปัจจัยบวกมาหนุนตลาดให้ปรับตัวขึ้นในระยะสั้น

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงเหมาะกับการเข้ามา "เล่นรอบ" มากกว่าซื้อเพื่อถือลงทุน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยบัวหลวง ได้ปรับลดเป้าหมายดัชนีปีนี้ลงเหลือ 800 จุด จากเดิมให้ไว้ที่ 830 จุด และปรับลดการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนลงเหลือ 14–15% จากเดิมคาดว่าจะโต 17%.

ไทยรัฐ : หุ้นไทยเด้งนิวไฮรอบ 3 สัปดาห์ ดี๊ด๊ารับต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ
ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง มีแรงซื้อเข้ามาอย่างหนาแน่นในหุ้นธนาคารพาณิชย์และหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอื่นๆ ส่งผลให้การซื้อขายคึกคัก ดันดัชนีมาปิดทำการที่ 765.96 จุด บวก 16.28 จุด ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์...

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยมีแรงซื้อเข้ามาอย่างหนาแน่นในหุ้นธนาคารพาณิชย์และหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอื่นๆ รวมทั้งหุ้นขนาดกลางและเล็กด้วย ส่งผลให้การซื้อขายเต็มไปด้วยความคึกคัก ดันดัชนีมาปิดทำการที่ 765.96 จุด บวก 16.28 จุด ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 24,209.82 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 1,514.23 ล้านบาท

นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ยอมรับว่าดัชนีปรับตัวขึ้นมาแรงเกินคาด โดยนักลงทุนบางส่วนกลับเข้ามาเก็งกำไรในตลาด หลังตลาดหุ้นต่างประเทศ รวมทั้งตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นและดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าก็ปรับตัวขึ้นด้วย โดยมองแนวโน้มตลาดยังมีโอกาสขยับขึ้นได้ต่อ โดยเฉพาะทางด้านเทคนิคการที่ดัชนีทะยานขึ้นผ่านระดับ 750 จุดได้ ทำให้ยังเป็นขาขึ้นได้ต่อ ทั้งนี้ มองแนวต้านไว้ที่บริเวณ 772-780 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 755 จุด

ด้านนางสาวมยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล. กิมเอ็ง กล่าวว่า ตลาดได้รับปัจจัยสนับสนุนจากตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯที่ฟื้นตัวขึ้น โดยปรับเพิ่มขึ้นแรงถึง 2.25% รวมทั้งดัชนีตลาดหุ้นในเอเชียยังฟื้นตัวดีขึ้นเฉลี่ยประมาณกว่า 2% ส่วนปัญหาการเมืองภายในประเทศ ยังไม่มีเหตุการณ์ที่สร้างความกดดันจนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน ส่วนแนวโน้มตลาดคาดว่าการฟื้นตัวของดัชนีให้ผ่าน 770 จุด เป็นไปได้ยาก เพราะอาจโดนแรงขายทำกำไรออกมาจากความไม่มั่นใจกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบางอยู่

FSS : หลังแรงขายแผ่ว..แรงซื้อยังเริ่มกลับมา แต่แนะนำให้รอลงก่อนค่อยซื้อ!!
แนวโน้ม: เมื่อคืนนี้แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะยังสามารถปิดเป็นบวกได้ แต่ก็เพียงเล็กน้อย และเริ่มมีการแกว่งตัวในระหว่างวันมากขึ้นด้วย โดยแรงซื้อหลักๆ ยังเป็นการเข้าซื้อเพื่อรอเก็งกำไรตัวเลขการจ้างงานที่จะประกาศในคืนนี้ว่าจะออกมาแข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เริ่มมีแรงขายกดดันทำให้มีการปรับตัวลงมาเป็นลบให้เห็นบ้างแล้ว รวมทั้งการขยับบวกขึ้นแรงของหุ้นไทยเมื่อวานนี้ก็น่าจะทำให้มีแรงขายระยะสั้นออกมากดดันด้วย อย่างไรก็ตามถือว่าเราเริ่มเห็นแรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศกลับเข้ามาบ่อยครั้งขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี ดังนั้นจากที่คาดว่าโอกาสที่ SET จะลงต่ำกว่า 700 จุดมีน้อยลงแล้วยังมีความเป็นไปได้ด้วยว่าถ้าแรงซื้อนักลงทุนต่างประเทศยังมีเข้ามาสม่ำเสมอ อาจทำให้ SET เริ่มแกว่งตัวขึ้นต่อเนื่องได้ทันทีด้วย ดังนั้น FSS คาดว่าจังหวะที่จะทยอยเข้าซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาต่ำมากๆ สำหรับการถือลงทุนยาวนั้นอาจจะมาถึงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาตลาดขยับขึ้นมาพอควรแล้ว เราจึงยังแนะนำให้รอช่วงตลาดปรับพักตัวลงเป็นลบก่อนค่อยพิจารณาเรื่องจังหวะซื้อกันอีกครั้ง ซึ่งยังมีโอกาสที่ SET จะย้อนกลับลงไปแถว 740-720 จุดได้อยู่
กลยุทธ์: ยังไม่แนะนำให้ตามซื้อในลักษณะไล่ราคา แต่ควรหาจังหวะเข้าซื้อเพื่อถือลงทุนเมื่อดัชนีปรับตัวลงอีกครั้งดีกว่า โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (BANPU, PTTEP, PTTCH) โรงไฟฟ้า (GLOW) กลุ่มวัสดุฯ (SCC, SSI, DCC) กลุ่มอาหารและเกษตร (CPF, GFPT, TUF, TVO, STA) กลุ่มอิเล็คทรอนิคส์ (KCE, DELTA) และกลุ่มยานยนต์ (SAT, STANLY)

ประเด็นสำคัญวันนี้
-รีบาวนด์ต่อ 1 – 2 วันนี้แต่ช่วงสุดสัปดาห์ต้องตามการประชุม G-20 ตัวเลขเกี่ยวกับตลาดแรงงานที่จะประกาศวันพฤหัส-ศุกร์ (ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก การจ้างงานนอภาคเกษตร และอัตราการว่างงาน) จะเป็นปัจจัยหนุนตลาดใน 1 – 2 วันนี้ อย่างไรก็ตาม การประชุมรมว.คลังและธนาคารกลางของประเทศใน G-20 วันที่ 4 – 5 มิ.ย. ที่เกาหลีใต้อาจกลายเป็นประเด็นลบกดดันตลาดเพราะจะมีการพิจารณาเรื่องการเก็บภาษีธนาคารเพิ่มเพื่อตั้งกองทุนช่วยเหลือธนาคารในอนาคตเมื่อเกิดวิกฤต รวมถึงอาจมีมาตรการควบคุมเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ สกัดกั้นการเก็งกำไร ซึ่งเป็นผลดีในระยะยาวแต่ระยะสั้นจะทำให้เกิดการขายหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เพื่อปรับพอร์ต ในทางตรงกันข้ามการประชุมอาจกลายเป็นผลดีที่ทำให้ความเชื่อมั่นของค่าเงินยูโรกลับมาชั่วคราวหากที่ประชุมสนับสนุนการแก้ปัญหาของ EU
-กลุ่มแบงก์มีประเด็นบวกมากกว่าพลังงาน: การเลื่อนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายออกไป (ฝ่ายกลยุทธ์ของเราคาดว่าจะขึ้นใน 4Q10) เป็นผลดีกับธนาคารที่ทำธุรกิจเช่าซื้อเช่น TISCO (น่าจะเข้า SET50 งวดต่อไป) , KK, TCAP (มีประเด็นซื้อหุ้นคืน) ขณะที่แบงก์ใหญ่ก็ไม่กระทบเพราะมีสามารถในการบริหารจัดการส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้ดีมากอยู่แล้วโดยเฉพาะ KBANK และ SCB ส่วนการจลาจลที่เกิดขึ้น เราประเมินว่ากระทบกับกำไรของกลุ่มแบงก์ไม่ถึง 1% แนะนำ KBANK และ SCB ซึ่งมีโอกาสถูกซื้อ cover short มากสุด ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี จะมีผลประกอบการที่แย่ลง Q-Q ใน 2Q10 เพราะราคาน้ำมัน ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และค่าการกลั่นลดลง และถ้าราคาน้ำมันสิ้นเดือนนี้ต่ำกว่า US$76 ก็จะมี Stock loss รวมถึงราคาถ่านหินก็ลดลงจาก 1Q10 เช่นกัน ดังนั้น สำหรับการลงทุนระยะสั้นเราแนะนำขายลดพอร์ตในกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมีต้นน้ำ เช่น PTTAR, IRPC (ผิดหวังเรื่องการควบรวมล่าช้า), PTTCH, TOP และรอซื้ออ่อนตัวเพราะราคาน้ำมันจะปรับตัวดีขึ้นใน 3Q10 เพราะเป็น driving season
-หุ้นที่มีโอกาสปรับเข้า-ออก SET50 เก็งกำไรหุ้นที่มีโอกาสได้เข้าไปคำนวณใน SET50 (ก.ค. – ธ.ค. 53) ซึ่งตลาดจะประกาศกลางเดือนนี้ หุ้นที่คาดว่าจะได้เข้ามี BLA, TISCO, TPIPL, IVL ส่วนหุ้นที่น่าจะถูกปรับออกมี TSTH, MCOT, BECL (ระยะยาวก็ไม่น่าสนใจเพราะปีหน้าจะเริ่มจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้การทางฯ เพิ่มอีก 10%), TPC
-ติดตามการปรับ ครม. บ่ายนี้ ไม่ว่าจะปรับเล็กหรือปรับใหญ่ ก็มีผลต่อการปูทางสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นปลายปีหน้าถ้าอยู่ครบเทอม

News Comment
• TCAP รับหลายเด้งเป้าหมายใหม่ 32 บ.โบรกฯคาดลีสซิ่งวิ่งสวย - CIMBTรับเทรดสองตลาด “ทุนธนชาต” (TCAP) ยังโชว์ฟอร์มสด โบรกฯมองปัจจัยบวกเพียบ ทั้งซื้อหุ้นคืน 78 ล้านหุ้น การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลธุรกิจลีสซิ่งยังวิ่งต่อได้อีก ส่วนแผนควบรวมกับ SCIB ยันจะช่วยผลักดันกำไรสุทธิปีนี้เพิ่มสูงขึ้น ราคาเป้าหมาย 32 บาท ด้าน CIMBT วิ่งกระฉูดรับข่าว CIMB จากมาเลเซียเข้าเทรดสองตลาด (Duallisting) ภายในเดือน ก.ค.นี้ ดันราคาพุ่ง 20% แถมมีบิ๊กล็อตเข้ามา 1 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 3.60 บาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• CIG-SNC ข่าวดีรับร้อนรายได้ไตรมาส 2 กระฉูด CIG-SNC ได้อานิสงส์อากาศร้อนดันออเดอร์ไตรมาส 2/53 พุ่ง ยอดขายกระฉูด พร้อมขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เจาะเพิ่มยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกา “อารีย์” การันตีรายได้ปีนี้แตะ 1,500 ล้านบาท ส่วน SNC ปรับเป้ารายได้ปีนี้โตมากกว่า 30% รอลุ้นคำสั่งซื้อไตรมาส 3/53 (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• CCP คั่วงานใหม่ 500 ล้านลุ้นออเดอร์ “สายสีน้ำเงิน” CCP จ่อคว้างานใหม่ 3 โครงการ มูลค่ากว่า 400-500 ล้านบาท ลุ้นทราบผลไตรมาส2/53 อย่างน้อย 1 โครงการ เชื่อดันแบ็กล็อกเพิ่มจาก 1,500-1,600 ล้านบาท “ชาคริต” มั่นใจรายได้ปีนี้โต 15-20% มองงานธุรกิจก่อสร้างขยายตัว โบรกฯ เชียร์ “ซื้อเก็งกำไร” รับอานิสงส์ข่าวประมูลรถไฟฟ้า (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• SLC ดันสปริงนิวส์ขึ้นท้าชนช่อง TNN โชว์คนดู 5 ล้านครัว SLC ดันสปริง นิวส์ขึ้นท้าชน TNN มั่นใจในอนาคตฟาดรายได้โฆษณาตกเดือน8-10 ล้านบาท ชี้มีถึง 5 ล้านครัวเรือนสามารถรับชมได้ ชูจุดเด่นนำเสนอเป็นกลาง รวดเร็ว ล้ำสมัย ด้านผู้บริหารลั่น เร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ พร้อมโชว์กำไรปี 54 จ่อคิวหาเงินระดมทุนพันล้านบาท ด้วยการส่ง SLC-T1 และ SLC-W1 เข้าเทรดวันที่ 7 มิ.ย.นี้ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• 4 หุ้นใหม่เข้า SET50 เชียร์ซื้อ BLA-TISCO 4 หุ้นใหม่ลุ้นเข้า SET 50 นำทีมโดย BLA, IVL, TISCO และ TPIPL ส่วนดาวร่วงที่ต้องถูกถอดออกจากการคำนวณรอบนี้มี BECL, MCOT, TPC และ TSTH โบรกฯแนะซื้อ BLA กับ TISCO เหตุพื้นฐานแกร่ง ต่างชาติสนใจ พื้นฐานให้เท่ากันที่ 30 บาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• TRC ติดหนึบปตท.ร่วมชิงเค้กงานใหญ่วางท่อก๊าซฯไนจีเรีย TRC จ่อฮุบงานใหญ่ที่ไนจีเลีย ของ ปตท. ส่งผลราคาหุ้นพุ่งกว่า 24% นักลงทุนแห่เก็งกำไรเพียบ หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/53 มีโอกาสพลิกเป็นกำไร จากที่ขาดทุนในไตรมาส1/53 อีกทั้งยังเดินหน้าประมูลงานต่อเนื่อง หนุน Backlog เพิ่มขึ้นจาก 1,000 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• PS โชว์พรีเซลพุ่ง1.34 หมื่นล้าน เปิดจองซื้อหุ้นกู้ 2,500 ล้านบาท 21-23 มิ.ย.นี้ “PS” โชว์ยอดขายไตรมาส 2แข็งแกร่ง 2 เดือนแรกเกือบ 5,000 ล้านบาท ดันยอดขายสะสมพุ่งสูง 13,400 ล้านบาท ขณะที่เดือนมิ.ย.เล็งเปิดคอนโดฯ “เดอะซี้ด อะตอม ซอยอารีย์มูลค่า 2,200 ล้านบาท และคอนโดที่มัลดีฟส์เฟสแรก 500 ล้านบาท คาดดันยอดขาย Q2 ทำนิวไฮสูงกว่าไตรมาสแรก เตรียมเปิดจองขายหุ้นกู้ 2,500 ล้าน
บาท วันที่ 21-23 มิ.ย.นี้ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• หุ้น BH-BGH อ่วมการเมืองพ่นพิษ!คนไข้ตปท.ชะลอตัว BH-BGH กระทบหนักสุด จากความวุ่นวายทางการเมือง เนื่องจากอยู่ใกล้สถานที่ชุมนุม ทำคนไข้ต่างชาติหด กดรายได้ไตรมาส 2-3/53 ชะลอตัว ส่งผลให้กำไรปี 2553 อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่โรงพยาบาลกรุงเทพได้เปรียบตรงที่มีสาขาทั่วประเทศช่วยชดเชยได(ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• NOBLE น่าซื้อรับผลปันสูง 8-9% ผุดโครงการต่อเนื่องดันรายได้โต “โนเบิลฯ” ระยะยาวยังน่าซื้อ เหตุรายได้มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น หลังมีนโยบายเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องทุกไตรมาส ล่าสุดเตรียมเซ็นสัญญาซื้อที่ดินย่านบีทีเอสเพลินจิต เล็งผุดคอนโดหมื่นล้านบาทต้นปีหน้า โบรกฯเชียร์ “ซื้อ” เป้า 6.93 บาท รับยีลด์ปันผล 8-9% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
PR124 เปลี่ยนชื่อใหม่ทรีซิกตี้ไฟว์ลุยงานสื่อฯขายคืน“ธุรกิจพีอาร์” แหล่งข่าวจากวงการเงินเปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ล่าสุดผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท124 คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PR124 (กลุ่มนายคุณากร เศรษฐี) เตรียมจะขายหุ้น (ธุรกิจพีอาร์) คืนให้นายนิมิตร หมดราคี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PR124 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็นบริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ จำกัด (มหาชน) หรือ 365 แทน เพื่อทำธุรกิจใหม่ด้าน
การผลิตสื่อและขายโฆษณา และการทำเช่นนี้ถือเป็นการนำบริษัท 365 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ทางอ้อม และเป็นการนำหุ้นPR124 ออกจากตลาดโดยปริยาย (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• CYBER ทุนนอกบิ๊กล็อต 22 ล้านหุ้นรับไตรมาส 2 สวยแบ็กล็อก 45 ล้าน ไซเบอร์แพลนเน็ตเนื้อหอม กองทุนต่างประเทศจ่อซื้อบิ๊กล็อก 22 ล้านหุ้น ส่งผลเสริมภาพลักษณ์แข็งแกร่ง สร้างความเชื่อมั่น เผยเป็นบริษัทส่วนน้อยในตลาด mai ที่สถาบันตปท.สนใจ มั่นใจปีนี้รายได้เติบโตแบบมีนัยสำคัญ ด้านไตรมาส 2/53 สวยกว่าไตรมาสก่อน หลังมีแบ็กล็อกตุนในกระเป๋า 45 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• TOP ลุยเดินเครื่อง 3ส ายการผลิตโรงกลั่น-อะโรเมติกส์-ไฟฟ้า จับมือ IRPCลงทุนโซลาร์เซลล์ TOP รุกหนักเร่งแผนศึกษาขยายกำลังผลิตโรงกลั่น-อะโรเมติกส์-ไฟฟ้า ล่าสุดเตรียมร่วมประมูลขายไฟฟ้าเอสพีพีให้กฟผ. 180 เมกะวัตต์ ขณะที่ขยับกำลังการผลิตพาราไซลีนเพิ่มอีก1 แสนตันต่อปี จากปัจจุบัน 5 แสนตันต่อปี ภายใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมจับมือ IRPC ศึกษาลงทุนธุรกิจโซลาร์เซลล์ขนาด 10 เมกะวัตต์ หวังสร้างรายได้เพิ่มอีกปีละ 500 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
-NWR หวังงาน “สายสีน้ำเงิน” ดันแบ็กล็อก 1.4 หมื่นล้านบาท NWR จับมือ ซิโน-ไทย หวังคว้างานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สัญญา 1 หรือสัญญา 2 ดันแบ็กล็อกตามเป้า 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนรายได้ปีนี้แตะ 3.6 พันล้านบาท ทิศทางกำไรเป็นตามรายได้ เล็งจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกปีนี้ หลังกระบวนการล้างขาดทุนสะสม 1000 ล้านบาท เสร็จ เดือนก.ค.นี้ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• L&E ย้ำ Q2 โตต่อเนื่องหลังตลาดส่งออกหนุนแผนคุมต้นทุนได้ผล “ปกรณ์ บริมาสพร” ตอกย้ำความมั่นใจ นักลงทุนส่งสัญญาณ Q2/53 ผลงานมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จาก Backlog ที่มีอยู่กว่า 580-600 ล้านบาท และตลาดส่งออกยังเติบโตสูง เชื่อทั้งปีปั๊มรายได้โต 10-15% เข้าเป้าหายห่วง จากปีก่อนที่ทำได้ 1.47 พันล้านบาท หลังโค้งแรกพิสูจน์ฝีมือโชว์ผลงานเยี่ยม กำไรพุ่ง 96% อยู่ที่ 8.61 ล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ 4.40 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• TRUE กัดฟันสู้ตั้งเป้าปีนี้โต 5%ไตรมาส 2 ไม่ค่อยสดใส พิษการเมือง-โลว์ซีซั่น TRUE กัดฟันเชื่อไตรมาส 2 ไม่โดนผลกระทบจากปัจจัยลบมากนัก มั่นใจธุรกิจในเครือยังยึดตามโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ ระบุช่วงที่เหลือปีนี้เตรียมอัดแคมเปญกระตุ้นกิจกรรมทางตลาด เข็นนวัตกรรมเอาใจลูกค้าต่อ คงเป้าปีนี้โต 3-5% เหมือนเดิม โบรกฯเห็นต่าง เชื่อ Q2 โดนพิษการเมือง-โลว์ซีซั่นเล่นงาน บวกรายได้โฆษณาทรูวิชั่นส์ไม่เยอะตามเป้าหมาย เชื่อผลประกอบการเติบโตแย่ที่สุดในกลุ่ม กำไรปกติปี 53 แค่ 400 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)
• กุ้งไทยได้ดีราคาพุ่ง 20%หลังวิกฤตน้ำมันรั่วสหรัฐ กุ้งไทยรับอานิสงส์ ราคาพุ่ง 20% หลังวิกฤตน้ำมันรั่วสหรัฐ ทำให้ปริมาณการจับกุ้งลดลงมากกว่า 30% “สมศักดิ์” มั่นใจปีนี้เป็นปีทองของการส่งออกกุ้งไทย หลังสหรัฐประกาศผลการพิจารณาการเก็บภาษีเอดีของบริษัทในไทยลดต่ำลง ขณะที่อินโดนีเซียและบราซิล ประสบปัญหาโรคไวรัสกล้ามเนื้อขุ่น ส่งผลให้ผลผลิตลดลง 40-70% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 4-06-2010)

---------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
TNN : ตลาดหุ้นสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดตลาดปรับขึ้นเล็กน้อย ท่ามกลางดัชนีผันผวนไปในทิศทางทั้งบวกและลบ เงินยูโรแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ...

4 มิ.ย. ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีผันผวนไปในทิศทางทั้งบวกและลบ จากตัวเลขการขยายตัวของธุรกิจภาคบริการในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงยอดสั่งซื้อสินค้าของโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น แม้ไม่มากนักตามที่ตั้งเป้าไว้ เช่นเดียวกับยอดขายสินค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก ขณะที่เงินยูโรก็แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ

ด้านราคาน้ำมันดิบ ตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 1.75 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 74.61 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ล่าสุด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ ปิดที่ 10,255.28 จุด เพิ่มขึ้น 5.74 จุด แนสแดค ปิดที่ 2,303.03 จุด เพิ่มขึ้น 21.96 จุด และเอสแอนด์พี ปิดที่ 1,102.83 จุด เพิ่มขึ้น 4.45 จุด

----------------------------------------------------------------
Technical View : FSS
“ตลาดยังวิ่งขึ้นได้แรงเกินคาด แต่ก็ต้องระมัดระวังแรงขายกดกลับอยู่ โดยเฉพาะแถว 770 จุด นอกจากยังผ่านขึ้นได้อีกถึงจะทำให้ภาพรวมดูดีขึ้นมากให้ตามเล่นต่อ ในทางกลับกันถ้าย้อนต่ำกว่า 740 จุดลงไปจะดูไม่ดี...ต้องถอย!!”
แนวรับ : 760-757** , 745-740***
แนวต้าน : 769-773*** , 790-800*
----------------------------------------------------------------

Code 86 : ลุ้น Golden Cross

วันพฤหัสที่ 3 มิถุนายน 2553

ATT Code : ลุ้น Golden Cross
ต่างชาติเริ่มขายน้อยลงแล้ว และทั้ง DJIA HSKI NIX ต่างก็ยืนในแดนบวกันมากพอสมควร ทำให้เช้านี้ SET เปิดที่ 758.58 จุด +13.94 จุด ส่วน TFEX เปิดที่ 528 จุด + 8.80จุด

SET ปิดภาคเช้าที่ 762.77 จุด +13.09 จุด สามารถปิดเหนือ BB Average ที่ 760 ได้ และ เส้น 5 วัน 5 เริ่มตัดเส้น 10 วัน เป็น Golden Cross แล้ว ต้องรอดูตอนสั้นวันว่ายังคงยืนเหนือ 760 ได้อยู่มั้ย ต่างชาติขาย 480 ล.บ. TFEX ปิดที่ 530.60 จุด + 8.80จุด

ภาคบ่าย SET ปิดที่ 765.96 จุด +16.28 จุด V.24,142 M.B. Confirm เป็น Golden Cross แล้ว และก็ Break High เดิม ที่ 765.54 โดย
แนวต้านต่อไปอยู่ที่ 777 และ 787 แนวรับอยู่ที่ 755 - 760
ส่วน TFEX ปิดที่ 532.5 จุด +10.70 จุด ปิดยืนเหนือ BB Average ที่ 531 จุด และก็เป็น Golden Cross ตาม SET มีแนวต้านต่อไปที่ 535-538 และมีแนวรับที่ 523-527


ข่าวสั้น
-DJIA ทะยานขึ้นกว่า 2% โดยหุ้นพลังงานนำตลาด
-STEC และ UNIQ ชนะการประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยกลุ่ม UNIQ ได้งานในสัญญาที่ 3 (เตาปูน-ท่าพระ) ด้วยราคา 11,320 ล้านบาท (ราคากลาง 11,352 ล้านบาท) ส่วน STEC ได้งานในสัญญา 4 (ท่าพระ-หลักสอง) ด้วยราคา 13,380 ล้านบาท (ราคากลาง 13,390 ล้านบาท)

--------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย

ไทยรัฐ - By...อินเด็กซ์ 51 : เงาหุ้น-หุ้นรับเหมาคึก!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 2 มิ.ย.53 ปิดที่ 749.68 จุด เพิ่มขึ้น 8.76 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 13,946.38 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 687.80 ล้านบาท

หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด STPI ปิดที่ 26 บาท เพิ่มขึ้น 2.30 บาท, IVL ปิดที่ 17.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.80 บาท, PTT ปิดที่ 244 บาท เพิ่มขึ้น 3 บาท, CPF ปิดที่ 17.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท และ PTTEP ปิดที่ 145 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป มองว่า แม้ดัชนีจะดีดเด้งขึ้นมาได้ด้วยวอลุ่มที่ไม่มากนัก โดยประเมินว่าตลาดรอบนี้ไม่ค่อยดีนัก เพราะยังมีปัญหาหนี้สินยุโรปที่ยังเป็นความกังวลของตลาดอยู่ ทำให้ดัชนีจะลงก็ลงไม่ลึกมาก และช่วงจังหวะที่จะขึ้นก็ขึ้นไม่แรงเช่นกัน ซึ่งคาดว่าตลาดจะเป็นลักษณะเช่นนี้อีกระยะหนึ่ง

ส่วนการที่ ธปท.คงอัตราดอกเบี้ยไว้ 1.25% ถือว่าเป็นไปตามคาดหมายจึงไม่มีผลต่อการลงทุนมากนัก ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และฝั่งยุโรป เพื่อพิจารณาผลกระทบที่อาจต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโลก ประเมินแนวรับดัชนีไว้ที่ 740 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 765 จุด

แนะกลยุทธ์การลงทุน "ขึ้นขาย-ลงซื้อ" หรือเก็งกำไรตามรอบ โดยถือหุ้น 50% และถือเงินสด 50%

ขณะที่มีบทวิเคราะห์สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ยังคงให้น้ำหนักการลงทุน "มากกว่าตลาดหรือแนะนำลงทุน" ในกลุ่มพาณิชย์ แม้เดิมคาดว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง โดยนครหลวงไทยเลือกหุ้น CPALL เป็นหุ้นที่แนะให้ลงทุนสูงสุดของกลุ่ม ประเมินราคาเหมาะสม 35 บาท และแนะ "ซื้อ" HMPRO ให้ราคาเหมาะสม 6.70 บาท

ขณะที่แนะ "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" หุ้น BIGC ให้ราคาเหมาะสม 53 บาท, หุ้น MAKRO ให้ราคาเหมาะสม 109 บาท และ GLOBAL ราคาเหมาะสม 3.60 บาท

ปิดท้ายแสดงความยินดีต่อหุ้นรับเหมาทั้ง STEC และ UNIQ ที่ชนะเลิศเสนอราคาต่ำสุดในการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 3 และสัญญาที่ 4 ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างคึกคักเป็นพิเศษ ทั้ง CK, ITD, STEC และ UNIQ

บล.เอเซียพลัส คาดว่ากระแสการเก็งกำไรจะยังอยู่ต่อไปอีกระยะ เนื่องจากยังมีอีก 3 สัญญาในโครงการดังกล่าว ที่รอเปิดซอง โดยสัญญาที่ 1 และ 2 เป็นการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดิน มูลค่า 11,694 ล้านบาท และ 10,818 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนสัญญาที่ 5 เป็นสัญญาระบบราง มูลค่า 5,169 ล้านบาท.

FSS : แรงขายเริ่มแผ่ว..มีสิทธิไม่ต่ำกว่า 700 จุดแล้ว แต่ยังแนะให้รอลงค่อยเริ่มซื้อ!!
แนวโน้ม: ตลาดหุ้นสหรัฐกลับมาสดใสอีกครั้ง โดยบวกขึ้นกว่า 2% จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังออกมาดีต่อเนื่อง ช่วยชดเชยความกังวลต่อปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก และความวิตกต่อปัญหาหนี้สินในยุโรปลงได้บ้าง โดยจะเห็นว่าดัชนี VIX ที่สะท้อนความกังวลของนักลงทุนก็เริ่มปรับตัวลดลงซึ่งล่าสุดวานนี้ลดลงกว่า 15% แม้จะยังเคลื่อนไหวในระดับสูงกว่า 30 จุดอยู่ แต่ก็ช่วยให้ตลาดหุ้นในเอเชียเช้านี้ส่วนใหญ่สามารถเปิดบวกกว่า 1% ซึ่ง FSS คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้ SET สามารถดีดตัวบวกต่อเนื่องจากวานนี้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามเราคาดว่าตลาดยังมีความเสี่ยงต่อการแกว่งตัวผันผวนและยังมีโอกาสที่จะย้อนปรับตัวลงอีกครั้งได้ เนื่องจากความกังวลเรื่องหนี้สินในยุโรปยังจะเป็นประเด็นกดดันต่อเนื่อง ขณะที่ความวิตกเกี่ยวกับมาตรการคุมเข้มของจีนก็ยังมีอยู่ ดังนั้นแนวโน้มที่ SET จะย้อนกลับลงไปหาจุดต่ำสุดในรอบที่ผ่านมาแถว 720 จุดหรือใกล้เคียงยังเป็นไปได้ แม้ว่าโอกาสที่จะหลุดลงไปต่ำกว่า 700 จุดอาจจะมีความเป็นไปได้น้อยลงบ้างแล้วก็ตาม
กลยุทธ์: ยังแนะนำให้เน้นถือเงินสดไว้ก่อน เพื่อรอหาจังหวะเข้าซื้อเพื่อถือลงทุนเมื่อดัชนีปรับตัวลงอีกครั้ง แต่โอกาสต่ำกว่า 700 จุดมีน้อยลง ดังนั้นอาจเริ่มทยอยรับได้เมื่อดัชนีลงไปแถว 720 จุดหรือใกล้เคียง โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (BANPU, PTTEP, PTTCH) โรงไฟฟ้า (GLOW) กลุ่มวัสดุฯ (SCC, SSI, DCC) กลุ่มอาหารและเกษตร (CPF, GFPT, TUF, TVO, STA) กลุ่มอิเล็คทรอนิคส์ (KCE, DELTA) และกลุ่มยานยนต์ (SAT, STANLY)

ประเด็นสำคัญวันนี้
-DJIA ทะยานขึ้นกว่า 2% โดยหุ้นพลังงานนำตลาด
หลังจากที่วันก่อนมีแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงาน วานนี้เริ่มมีแรงซื้อกลับ รวมถึงหุ้นอื่นๆ ด้วย จากข้อมูลที่บ่งชี้ว่ายอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนในเดือน เม.ย. รวมถึงยอดขายรถยนต์ในสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็นเลขสองหลักในเดือน พ.ค. ส่งผลให้นักลงทุนกลับมามีความมั่นใจต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอีกครั้ง แม้ว่าความพยายามครั้งล่าสุดที่จะยุติการรั่วไหลของน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกจะยังมีอุปสรรคก็ตาม ขณะที่ราคาน้ำมัน NYMEX ดีดกลับ 28 เซนต์มาปิดที่ 72.86 ดอลลาร์/บาร์เรล
-STA ผู้บริหารมองว่าราคายางพาราปัจจุบันที่ 113 บาท/กก. แพงเกินไป (ราคานี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าราคาเฉลี่ยทั้งปีของปีก่อนที่ 58 บาท/กก.) เชื่อว่าราคายางจะเริ่มขยับลงตั้งแต่เดือนนี้ โดยมองว่าราคาเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 90 – 99 บาท/กก. ตลาดหลักของ STA 40% อยู่ที่ลูกค้ารถยนต์ในจีน ซึ่งมีความต้องการสูงกว่าปีก่อนกว่า 10% แนวโน้มกำไร 2Q10 จะดีขึ้น Q-Q ดังนั้น กำไร 1H10 ไม่น่าต่ำกว่า 11 บาท/หุ้น แต่ 2H10 จะเริ่มลดลง เราคาดเบื้องต้นว่า EPS ปีนี้จะเป็น 13.80 บาท เนื่องจาก STA เป็น Pure commodity play ผันผวนสูงมาก ถ้าใช้ PE 5 - 6 เท่า ราคาหุ้นน่าจะ 70 – 75 บาท (ก่อนเพิ่มทุน หรือ 11 – 12 บาทหลังเพิ่มทุนและแตกพาร์) แนะนำให้เทรดดิ้งด้วยความระวัง กำไรที่แข็งแกร่งใน 2Q10 จะ support ราคาหุ้น แต่ความเสี่ยงคือหากเศรษฐกิจในยุโรปและจีนแย่กว่าคาด จะกระทบอุปสงค์ของยาง และหากราคาหุ้นเพิ่มทุนต่ำกว่าราคาบนกระดานมากก็จะเป็น sentiment เชิงลบกับหุ้น การแตกพาร์ (จาก 5 เป็น 1 บาท) เพิ่มทุน และ Dual listing ต้องรอกำหนดวันหลังประชุมผู้ถือหุ้น 28 มิ.ย.
-กลุ่มรับเหมา ขายก่อน เก็งกำไรใหม่เดือนหน้า STEC และ UNIQ ชนะการประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยกลุ่ม UNIQ ได้งานในสัญญาที่ 3 (เตาปูน-ท่าพระ) ด้วยราคา 11,320 ล้านบาท (ราคากลาง 11,352 ล้านบาท) ส่วน STEC ได้งานในสัญญา 4 (ท่าพระ-หลักสอง) ด้วยราคา 13,380 ล้านบาท (ราคากลาง 13,390 ล้านบาท) หลังจากนี้จะมีการต่อรองราคา สรุปผล และเสนอ ครม. ประมาณ ก.ค. คาดว่าจะเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาได้ในเดือน ส.ค. เริ่มก่อสร้าง พ.ย. และแล้วเสร็จ 2559 ส่วนการเปิดซองสัญญาที่เหลือ 1, 2 และ 5 น่าจะดำเนินการได้ในเดือน ก.ค. นี้ (ราคาหุ้นวานนี้รับข่าวไปแล้ว ขายก่อนแล้วเก็งกำไรใหม่เดือนหน้า) ปัจจุบันหุ้นที่มี PBV ต่ำสุดคือ PLE (BV=3บาท) รองลงมาคือ NWR (BV=0.59บาท) ITD (BV=2.54บาท) CK (BV=3.79บาท) STEC (BV=3.68บาท) แพงสุดคือ UNIQ (BV=2.40บาท)

FSS : News Comment
• สั่งปรับบุ๊คแวลู SSC หุ้นวิ่งเมินเทนเดอร์ ที่ปรึกษาการเงินให้ราคาพื้นฐาน 39.30 บาท ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ปรับราคาบุ๊คแวลูหุ้น SSC ใหม่
หลังประเมินสินทรัพย์ล่าสุด จาก 24.75 บาท เป็น 39.30 บาท ปมหุ้น SSC วิ่งแรง เมินราคาเทนเดอร์ฯ ฟันธงงานนี้ไม่มีใครยอมเอาหุ้นมาขายเทนเดอร์ฯ แน่ เหตุราคาในกระดานกำลังวิ่งเข้าหาบุ๊คแวลูใหม่ กูรูแนะรายย่อยที่อยากซื้อหุ้น SSC ต้องเป็นนักลงทุนระยะยาว อย่าหวังเก็งกำไร เพราะสภาพคล่องน้อย แต่ปันผลดี อนาคตสดใส (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• UNIQ-STEC วิ่งกระฉ่อน! เข้าวินสีน้ำเงินสัญญา 3-4 UNIQ-STEC เข้าวินสายสีน้ำเงินสัญญา 3 และ 4 ราคาหุ้นวิ่งกระฉูดรับข่าวดี “นที” ระบุแบ็กล็อก “ยูนิคฯ” เพิ่มขึ้นเฉียด 20,000 ล้านบาท เผยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป รฟม.คาดเซ็นสัญญาไม่เกินเดือนส.ค.นี้ แจงภาษีสายสีม่วง ยันไม่ได้เอื้อประโยชน์เอกชน เหตุเพราะใช้เงินกู้ JICA ซึ่งมีเงื่อนไขไม่คิดภาษี การันตีแม้รวมภาษีและเงินสำรองจ่ายแล้วค่าก่อสร้างยังต่ำกว่าความจริง (ที่มา:นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• SPORT-SMM เจ๋งรับบอลโลก SPORT การันตีบอลโลก 2010 ได้ 70 ล้านบาทอยู่ในมือแน่ ด้าน “อดิศัย” ชี้งบไตรมาส 2-3 สุดหรู ได้เงินทั้งบอลโลกควบฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก วางแผนเปิดทีวีดาวเทียมใหม่อีก 2 ช่อง ในไตรมาส 3 ลั่นยิ่งช่วยหนุนเม็ดเงินโฆษณาเข้าทะลัก มั่นใจรายได้รวมทั้งปีโตตามนัด 10% แน่ ขณะที่ SMM เด่นไม่แพ้ เม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าต้อนรับบอลโลกทะลักร่วม 80% สุดเจ๋งนำเสนอผลการแข่งขันผ่านป้ายจราจรอัจฉริยะ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• หุ้นกลุ่มธนาคารยังแกร่ง โบรกฯมองหุ้นกลุ่มธนาคาร ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองเพียงระยะสั้น คาดผลประกอบการไตรมาส 2 อาจลดลงจากไตรมาสแรก แต่ไม่มาก ยังคงเป้าตัวเลขผลประกอบการทั้งปีไว้เท่าเดิม มอง BBL และ KBANK ยังแกร่งสุดในกลุ่ม พร้อมแนะนำซื้อเก็บ TCAP เหตุ ROE ดีขึ้น ขณะที่หุ้น BAY แม้จะถูกเทขายหนักในช่วงที่ผ่านมา แต่พื้นฐานยังดี แนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นใน Q2 ประมาณ 4% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• ไอแบงก์ซื้อ NVL แจงจบเดือนนี้ยังสนฟินันซ่าฯ แบงก์อิสลามยืนยันราคาซื้อ NVL ต้องไม่สูงกว่า 1.40 บาท หากดีลไม่จบภายในเดือนนี้ หากตกลงกันไม่ได้ล้มแผนทันที ระบุสนใจธุรกิจลีสซิ่งอีกหลายแห่ง ในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนฟินันซ่าประกันชีวิต ยันต้องล้างขาดทุนสะสมให้หมดก่อน และจะไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุน พร้อมเตรียมแผนระดมทุนพันธบัตรอิสลาม วงเงิน 5 พันล้านบาท ขยายธุรกิจเพิ่ม (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• โบรกฯเชียร์โตโย-ไทยเจ๋งสุดหุ้นกลุ่มก่อสร้าง โบรกฯมองหุ้น TTCL ดีสุดในกลุ่มก่อสร้าง เมื่อเทียบกับ CK ITD และ STEC ฐานะการเงินปึ้ก เงินสดในมือต่อหุ้นนำโด่ง 5.30 บาทต่อหุ้น PE ต่ำแค่ 8.6 เท่า เทียบกับ CK 96.4 เท่า และ STEC 19.5 เท่า ถือว่าราคาหุ้นโตโย-ไทยถูกมาก ผลตอบแทนปันผลสูงสุด 5.9% ขณะที่งานในมือล้น 8 พันล้านบาทรอเข้ามาใหม่อีก 4.5 หมื่นล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• SPALI ดาวเด่นหุ้นปันผลดี ลุ้นครึ่งปีแรกจ่าย 0.30 บาท ทั้งปีรับยีลด์สูง 9% “ศุภาลัย” ดาวเด่นปันผลดี ครึ่งปีแรกคาดจ่ายไม่ต่ำกว่า 0.30 บาท แม้ Q2 กำไรชะลอลงจาก Q1 เซียนอสังหาฯฟันธงครึ่งปีหลังกำไรฟื้น รับแรงหนุนโอนคอนโดฯสร้างเสร็จ 3 โครงการ คาดทั้งปีโกยกำไร 2.88 พันล้านบาท โต 16% ลุ้นปันผลปีนี้ 0.67 บาท ยีลด์สูง 9% อนาคตสดใสรายได้โตต่อเนื่อง ตุนแบ็กล็อก 1.83 หมื่นล้านบาท สูงสุดในอุตสาหกรรม (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• AIS ลั่นพร้อมลุยประมูลมือถือ 3.9 จี ตั้งกรอบงบลงทุนไม่ต่ำ 45,000 ล้าน AIS พร้อมรีวิวแผนทำ 3.9 จี มั่นใจปรับเปลี่ยนตามสภาพตลาดได้ทันเล็งตั้งบริษัทลูกใหม่เข้าประมูลไลเซนส์แล้ว วางกรอบการลงทุนมากกว่า 3 จี เดิมที่ 45,000 ล้านบาทแน่นอน หาก กทช.ต้องการให้ครอบคลุมพื้นที่ใช้บริการได้เร็ว จำเป็นต้องอัดงบปีแรกมากถึง 20,000 ล้านบาท ส่วนราคาเริ่มต้นจะเป็นหมื่นล้านบาทก็ไม่หวั่น พร้อมสู้ราคาไม่ถอย (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• JUBILE อัดแคมเปญ จิวเวลรี่ผ่อนชำระได้ มั่นใจยอดขายเพิ่ม 30% JUBILE อัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า-ผ่อนชำระได้ เพื่อกระตุ้นการซื้อ ดันยอดขายเพิ่มขึ้น 30% ส่วนความวุ่นวายทางการเมืองกระทบเล็กน้อย เนื่องจากบริษัทมีสาขาต่างจังหวัดช่วยชดเชยรายได้ ย้ำเป้าทั้งปีโต 20% คาดอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11-12% เชื่อตลาดฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง 2553 (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• TPOLY ส่งซิกข่าวดีแจกวอร์แรนต์ “เจริญ”ลั่นหุ้นต่ำกว่า 1.90 บาทพร้อมกว้านซื้อหมด TPOLY แย้มมีแผนจะออกวอร์แรนต์ภายในปีนี้ “เจริญ” ลั่นใครขายหุ้นตอนนี้ รับซื้อหมด หากราคาต่ำกว่า 1.90 บาท มั่นใจรายได้-กำไรไตรมาส 2/53 ออกมาดีกว่าไตรมาส 1/53 เนื่องจากมีงานเพิ่มขึ้น ดัน Backlog ทะลุ 4,000 ล้านบาท ย้ำสิ้นปีโต 20% ตามเป้าที่ตั้งไว้ 2,100 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• SENA เลื่อนเปิดธุรกิจให้เช่า Q3 เจอพิษการเมืองรุนแรง CI รับ Q2 กำไรลด “SENA” ยอมรับการเมืองรุนแรงทำพิษ เลื่อนเปิดโครงการธุรกิจให้เช่าย่านเจริญนครไป Q3 จากเดิมเล็งเปิดเดือนนี้ เหตุบรรยากาศไม่เอื้อ ส่วน Q2 คาดยอดขายหด แต่รายได้ใกล้เคียงไตรมาสแรก ส่วนทั้งปีมั่นใจรายได้ตามเป้า 1,500 ล้านบาท ด้าน CI เผยไตรมาส 2 รายได้ลด หลังการเมืองพ่นพิษยอดขายบ้านตก พร้อมเล็งเปิดทาวน์เฮาส์ 1 โครงการทหีั่วหิน-ชะอำเดือนนี้(ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• RATCH ดีมานด์ไฟสูงดันงบ Q2 หรูเตรียมสรุปลงทุนต่างประเทศ1แห่ง RATCH ได้ดีการใช้ไฟฟ้าเดือนพ.ค.สูงแตะ 24,000 เมกะวัตต์ ดันงบ Q2/53พร้อมเดินเครื่องจักรเต็มที่หากความต้องการเพิ่ม ส่วนการลงทุนพลังงานทดแทนยังรอดูนโยบายรัฐ ด้านการลงทุนในต่างประเทศยังอยู่ระหว่างการเจรจาโบรกฯคาด Q3/52 สรุปได้ 1 แห่ง ทั้งนี้แนะถือลงทุน รับเงินปันผลครึ่งปีแรก 1.10 บาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• SCC รับอานิสงส์เม็ดพลาสติกพุ่ง อุตสาหกรรมต้นน้ำน่าห่วง สเปรดราคาปิโตรเคมีรูดลง SCC รับอานิสงส์ราคาเม็ดพลาสติกดีดตัว แต่กลุ่มPTTCH-PTTAR-TOP ยังน่าห่วง สเปรดปิโตรเคมีปรับลงแรงจากซัพพลายใหม่ในเอเชีย กดดันราคาหุ้น โบรกแนะระยะสั้นเลี่ยงไปก่อน ลุ้นข่าวดีค่าการกลั่นน้ำมันช่วงนี้ดีดตัวช่วยพยุงกำไรไตรมาส 2/53 และหากคดีมาบตาพุดคลี่คลายในทางที่ดีจะทำให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานฟื้นตัว (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)
• สั่งสรรพากรโด๊ปท่องเที่ยว เปิดช่องใช้ใบเสร็จค่าพักโรงแรมหักภาษี “กรณ์” สั่งสรรพากร คิดมาตรการภาษีกระตุ้นท่องเที่ยว ระบุเปิดโอกาสให้ประชาชนนำใบเสร็จค่าเดินทางและที่พักโรงแรม มาหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนอัตราของอุบไว้ก่อน หวังใช้กระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงต่างชาติยังขาดความเชื่อมั่น เหตุผลกระทบจากการชุมนุม ด้านสรรพากรมองควรทำเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมกับผู้ประกอบการ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 3-06-2010)

--------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.

ไทยรัฐ -หุ้นมะกันพุ่ง225จุด-น้ำมันปิด72.86ดอลล์

หุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น 225.52 จุด จากยอดขายบ้านในเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ส่วนราคาน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 28 เซนต์ ปิดที่ 72.86 ดอลลาร์สหรัฐฯ...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีกลับขึ้นไปอยู่ในแดนบวก จากข้อมูลดัชนียอดขายบ้านในเดือน เม.ย. ที่เพิ่มขึ้น 6% มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนว่า เศรษฐกิจส่งสัญญาณกระเตื้องขึ้น โดยนักลงทุนมองข้ามปัจจัยที่รัฐบาลสหรัฐเตรียมสอบเอาผิดคดีแพ่งและอาญา กรณีน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ พุ่งขึ้น 225.52 จุด ไปปิดที่ 10,249.54 จุด แนสแดค ปิดที่ 2,281.07 จุด เพิ่มขึ้น 58.74 จุด และเอสแอนด์พี ปิดที่ 1,098.38 จุด เพิ่มขึ้น 27.67 จุด

ด้านราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 28 เซนต์ ไปปิดที่ 72.86 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

--------------------------------------------------
Technical View : FSS
“ดัชนียังยืนเหนือรับแรกที่ 740 จุดได้ ทำให้ยังมีลุ้นดีดกลับขึ้นหาแนวต้านต่างๆ ในกรอบแกว่งเดิมอีกครั้ง แต่ยังเน้นขายทำกำไรเมื่อตลาดบวก เพราะโอกาสไหลย้อนลงไปหา 720 จุดยังเป็นไปได้...”
แนวรับ : 740-735* , 720-718** , 715-710***
แนวต้าน : 752** , 758-762***

--------------------------------------------------

Code 85 : Sideway หาทางลง หรือ ไปต่อ

วันพุธที่ 2 มิถุนายน 2553

ATT Code : Sideway หาทางลง หรือ ไปต่อ
เมื่อวานฝรั่งก้ยังคงสับขาหลอกอยู่ กลับมาขายใหม่ พันกว่าล้าน
เช้านี้ SET เปิดที่744.94 จุด +4.02 จุด เปิดเหนือแนวรับ เส้น 5 วัน ที่ 744 ได้ แนวต้านต่อไปอยู่ที่ 748-754 แต่ที่บวกมาเช้านี้ยังไม่มีนัยยะอะไรมาก
ส่วน TFEX เปิดที่ 516.10 จุด +2.40 จุด เส้น 5 วันอยู่ที่ 516 เส้น 10 วันอยู่ที่ 520
ภาคเช้า SET ปิดที่ 744.72 จุด +3.80 จุด V.5,643 M.B. ต่างชาติขาย 700 ล.บ. ส่วน TFEX ปิดที่ 516.90 จุด +3.20 จุด

ภาคบ่าย SET ปิดที่ 749.68 จุด +8.76 จุด V.13,946 MB. ต่างชาติยังขายอยู่ 687 ล.บ. แต่ SET ก็ยังสามารถมารถปิดยืนเหนือเส้น 10 วัน ที่ 748 ได้ ก็ถือว่าดี เส้น 5 วัน กับ 10 วัน เริ่มเข้ามาใกล้กันแล้ว พรุ่งนี้ต้องลุ้นว่าจะผ่าน 754 ได้หรือไม่
ส่วน TFEX ปิดที่ 521.90 จุด +8.20 จุด ผ่านแนวต้านที่ 520 มาได้ ก็ต้องลุ้นต่อไปที่ 527 จุด

FSS :เทคนิค SET ระหว่างวัน (2/06/10)
แม้ว่า SET จะยังแกว่งบวกอยู่ได้ แต่จากรูปแบบกราฟแท่งเทียนของเมื่อวาน และการแกว่งตัวรายนาทีวันนี้ ยังเสี่ยงที่จะไหลลงต่อเนื่องอยู่...โดยมีแนวต้าน 747 จุดขวางทางอยู่ ขณะที่มีแนวรับค่อนข้างลึกที่ 735 , 720-718 และ 715-710 จุดตามลำดับ ดังนั้นยังน่ารอดูจังหวะอีกหน่อยก่อนกลับเข้าเทรดดิ้ง

-----------------------------------------------------------------
สรุปข่าวเด่น
FSS Report : TRUE (SELL) - แนวโน้ม 2Q10 ไม่สดใส [2-06-2010]
KS Daily: ตลาดกำลังเข้าสู่ sideway mode กรอบ 720-767 ขึ้นขายลงซื้อ stop loss ถ้าหลุด 712-714
FSS : หุ้นมีลุ้นเข้า SET50 1ก.ค. BLA, IVL, TISCO, TPIPL // หุ้นที่เอาออก BECL, MCOT, TSTH, TPC
FSS : วันนี้ รฟม. จะเปิดซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินวันนี้
- วันนี้ รฟม. จะเปิดซองประมูลเพื่อพิจารณาคุณสมบัติด้านราคาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (หัวลำโพง บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ) มูลค่า 5.25 หมื่นล้านบาท เฉพาะ 2 สัญญาคือสัญญาที่ 3 เป็นการจ้างก่อสร้างเส้นทางยกระดับ ช่วงเตาปูนท่าพระ มูลค่า 11,395 ล้านบาท ระยะทาง 11 กม. และสัญญาที่ 4 เป็นงานก่อสร้างเส้นทางยกระดับ ช่วงท่าพระ-หลักสอง มูลค่า 13,429 ล้านบาท ระยะทาง 10.5 กม.
-ผู้รับเหมาที่ผ่านคุณสมบัติรอบแรกแล้วมี 5 รายคือ CK, ITD, STEC, NWR, UNIQ (จับมือกับSinohydro Corporation Limited ในนาม SH-UN Joint Venture)
-ข่าวนี้น่าจะทำให้เกิดการเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาในวันนี้และในระยะต่อไปเพราะก็ยังมีอีก 3 สัญญา คือสัญญา 1, 2, 5 ที่รอประกาศผู้ผ่านคุณสมบัติ
-เรายังคงเลือก STEC เป็นหุ้นเด่น ราคาเป้าหมาย 8 บาท
-ระหว่าง CK กับ ITD => CK ดีกว่ามากทั้งฐานะการเงิน และปริมาณงานในมือ ราคาเป้าหมาย 7 บาท
AYS - MarketCast: แนวโน้มตลาดและกลยุทธ์การลงทุน
-Market Recap and Trend: ค่าเงิน US$ แข็งค่าขึ้นจะเป็นปัจจัยกดดัน SET ต่อในระยะกลาง...คาด กนง.คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.25% ต่อเนื่อง
-Investment Strategy: ยังเน้นหุ้น DEFENSIVE ต่อเนื่อง และถือหุ้นในสัดส่วน 50% ของพอร์ตต่อไป
-Futures Strategy: แนะนำ ถือ/เปิด สถานะ SHORT โดยมี Trailing Stop ที่ 516 จุด
------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ไทยรัฐ - By...อินเด็กซ์ 51 : เงาหุ้น-สัญญาณไม่ค่อยดี!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 1 มิ.ย.53 ปิดที่ 740.92 จุด ลดลง 9.51 จุด มีมูลค่า การซื้อขาย 15,866.69 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,056.46 ล้านบาท

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ชี้ว่าหุ้นไทยลดลงจากแรงกดดัน 2 ปัจจัย นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง หลังดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ตกต่ำสุดรอบ 11 เดือน และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ออกโรงเตือนว่า ธนาคารในยูโรโซนอาจต้องสำรองหนี้เพิ่มในอีก 18 เดือนข้างหน้า สร้างความเสียหายมูลค่า 1.95 แสนล้านยูโร

ประเมินแนวโน้มตลาดระยะสั้นว่ายังมีโอกาสร่วงลงได้ต่อ หลังดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าปรับตัวลดลง และราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวลง 1-2% และยังต้องติดตามทิศทางค่าเงินยูโร หากอ่อนค่าลงจะส่งผลลบ

แนะกลยุทธ์การลงทุนให้รอซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัว โดยแนะหุ้นกลุ่มธนาคาร, เกษตรและอาหาร, อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ด้านเทคนิค ประเมินแนวรับไว้ที่ 735-730 จุด แนวรับถัดไปอยู่ที่ 720-710 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 745-750 จุด

ปิดท้าย บล.กิมเอ็ง ปรับลดมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นเดือน มิ.ย. เป็น Negative ระบุว่า แม้การเมืองสิ้นสุด แต่ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ กลับเข้าสู่ภาวะระมัดระวังต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

และภาวะเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกที่มากขึ้น ส่งผลให้ต่างชาติที่มีพอร์ตการลงทุน นับตั้งแต่ปี 52 ถึง 27 พ.ค.53 ที่มียอดซื้อสุทธิเหลือเพียง 16,289 ล้านบาทนั้น ทำให้ต่างชาติจะยังคงต้องลดการลงทุนลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ มองว่าดัชนีจะผันผวนขึ้นลงตามข่าวที่เข้ามากระทบ แต่ภาพโดยรวมจะเป็นลักษณะของการปรับฐานลงต่อเนื่อง แม้จะมีการรีบาวน์ฟื้นตัวอาจเป็นเพียงทางเทคนิคเท่านั้น ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ (680) 700 จุด-780 (800) จุด

สำหรับ 7 หุ้นเด่นที่แนะนำเดือน มิ.ย. คือ BANPU ให้ราคาเหมาะสม 724 บาท, CPF ราคาเหมาะสม 20.50 บาท, DCC ราคาเหมาะสม 38 บาท, DTAC ราคาเหมาะสม 41 บาท, HANA ที่ 27.40 บาท, HMPRO 6.50 บาท และ PRANDA ให้ราคาเหมาะสมที่ 750 บาท.

กระแสหุ้น : ค่าบาทเช้าเปิดที่ 32.58-32.60 บาท/ดอลล์
นักค้าเงินจาก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) กล่าวว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 32.58-32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยระหว่างวันคาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าได้เล็กน้อย ตามทิศทางค่าเงินสกุลหลักอื่นๆโดยเฉพาะในภูมิภาคที่แข็งค่า ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 32.55-32.60 บาทต่อดอลลลาร์

FSS : ตลาดกำลังจะเริ่มแกว่งตัวลงต่อ...โดยมีสิทธิไหลลงไป 700 จุดหรือต่ำกว่าได้!!
แนวโน้ม: หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐหยุดทำการไป 1 วัน กลับมาซื้อขายใหม่เมื่อคืนนี้ดัชนีดาวโจนส์ก็ยังแกว่งตัวลงต่ออีกกว่า 1% นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานหลังความพยายามในการยุติการรั่วไหลของน้ำมันในอ่าวเม็กซิโกประสบความล้มเหลว ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียก็ยังมีแรงขายต่อเนื่องเมื่อวานนี้ จากความวิตกต่อมาตรการคุมเข้มสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ของทางการจีน ซึ่ง SET ก็เริ่มปรับตัวลงจากแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศอีกครั้ง หลังจากสามารถปิดวันเป็นบวกต่อเนื่องมา 3 วันทำการด้วยระยะทางพอควร ทำให้ FSS คาดว่าตลาดน่าจะจบรอบการรีบาวด์และกลับเข้าสู่ช่วงแกว่งตัวลงอีกครั้งแล้ว ซึ่งมีแนวโน้มที่ดัชนีจะย้อนกลับลงไปหาจุดต่ำสุดในรอบที่ผ่านมาแถว 720 จุดได้ และมีโอกาสที่จะหลุดต่ำกว่าลงไปได้ด้วย เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศยังคงมียอดขายสุทธิเพื่อการปรับพอร์ตในตลาดหุ้นทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียอยู่ โดยเรายังคงคาดว่าระดับดัชนีที่จะสามารถดึงดูดความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศให้กลับมาทยอยซื้อหุ้นไทยได้อย่างจริงจังอีกครั้งน่าจะอยู่ที่บริเวณ 700-680 จุดโดยประมาณ ดังนั้นคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะยังอยู่ในช่วงเวลาของการแกว่งตัวลงอีกพักใหญ่
กลยุทธ์: หลังจากแนะนำขายทำกำไรไปแล้ว ถัดจากนี้ให้เน้นถือเงินสดไว้ก่อน เพื่อรอหาจังหวะเข้าซื้อเพื่อถือลงทุนเมื่อดัชนีปรับตัวลงไปแถว 700 จุดหรือต่ำกว่า โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (BANPU, PTTEP, PTTCH) โรงไฟฟ้า (GLOW) กลุ่มวัสดุฯ (SCC, SSI, DCC) กลุ่มอาหารและเกษตร (CPF, GFPT, TUF, TVO, STA) กลุ่มอิเล็คทรอนิคส์ (KCE, DELTA) และกลุ่มยานยนต์ (SAT, STANLY) ส่วนถ้าจะเข้าเทรดดิ้งเล่นรอบในช่วงปรับตัวลงของตลาดนั้น ยังน่ารอติดตามดูแรงซื้อจากจุดต่ำสุดเดิมแถว 720 จุด หรือเมื่อหลุดต่ำกว่าก่อน ซึ่งเราจะติดตามกันต่อไป

ประเด็นสำคัญวันนี้
-คาด กนง. คงอัตราดอกเบี้ยจนถึง 3Q10
อัตราเงินเฟ้อของไทยเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 3.5% Y-Y จากเดือน เม.ย. ที่อยู่ที่ 3.0% Y-Y ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.2% Y-Y เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งจากเดือนก่อนที่อยู่ที่ 0.5% Y-Y แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธปท. ที่ 0.5% - 3% ดังนั้น คาดหมายว่าการประชุม กนง. วันนี้ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% และอาจจะตรึงดอกเบี้ยไปจนถึง 3Q10 เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการจลาจลในช่วงที่ผ่านมา (กนง. ยังเหลือการประชุมอีก 4 ครั้งในปีนี้คือวันที่ 14 ก.ค., 25 ส.ค., 20 ต.ค., และ 1 ธ.ค.)
-CPF ราคาไก่เดือน พ.ค. พุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 47 บาท/กก. ส่วนราคาหมูทรงตัวอยู่ในระดับสูง 61 บาท/กก. ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 (ราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์คือ 62 บาท/กก.) ในขณะที่วัตถุดิบที่ราคาเพิ่มขึ้นมีเพียงข้าวโพดเพิ่มขึ้นเพียง 0.10 บาท/กก. จากเดือน เม.ย. แต่วัตถุดิบอื่นเช่นกากถั่วเหลืองและปลาป่นลดลงอย่างต่อเนื่อง เราคาดว่ากำไรใน 3Q10 จะเป็นกำไรที่ดีที่สุดในปีนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี upside 14% จากเป้าหมาย 20 บาท นอกจากนี้ ข่าวบวกที่หนุนราคาหุ้นในระยะนี้คือน้ำมันรั่วที่อ่าวเม็กซิโกครั้งนี้เป็นครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้การจับกุ้ง ปลา และสัตว์น้ำอื่นๆ ทำไม่ได้เลย จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกกุ้ง (CPF, CFRESH) และปลา (ASIAN, TUF) ของไทย ราคาหุ้น CPF ยังมี upside 14% จากเป้าหมาย 20 บาท GFPT ราคาเป้าหมาย 9 บาท มี upside 24% ยังซื้อหรือถือต่อได้ ส่วน CFRESH และ ASIAN แพงแล้ว แนะนำขาย
-ความกังวลเรื่อหนี้ยุโรปยังอยู่ในตลาด Dow Jones เมื่อคืนนี้ปิดลบ 112.61 จุด แม้ว่ารายงานเศรษฐกิจจะออกมาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคการผลิตขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 ในเดือน พ.ค. การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ เกือบ 10 ปีในเดือน เม.ย. แต่ตลาดยังกังวลกับปัญหาหนี้ในยุโรปที่อาจฉุดเศรษฐกิจโลก ประกอบกับมีรายงานอัตราการว่างงานของกลุ่มยุโรปทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 10.1% สอดคล้องกับการผลิตที่ชะลอตัว และภาคการผลิตของจีนเดือน พ.ค. เริ่มชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลงเกือบ 2% มาปิดที่ US$72.58 EIA จะรายงานสต็อกน้ำมันประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 28 พ.ค. ในวันพฤหัสบดีนี้ โดยโพลล์รอยเตอร์คาดว่า สต็อกน้ำมันดิบอาจลดลง 200,000 บาร์เรล ส่วนราคาทองพุ่งสู่ระดับสูงสุดรอบ 2 สัปดาห์มาปิดที่ US$1,230.60

------------------------------------------------------
FSS : News Comment
• เข็น IVL เข้าเซ็ต 50 สถาบันสบช่องเก็บ
เข้าเกณฑ์หุ้นกองทุนซื้อ เป้าหมายใหม่ 23 บ. ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมดันน้องใหม่ หุ้น IVL เข้าบรรจุอยู่ใน SET50 หลังคุณสมบัติพร้อมทุกด้าน เริ่มคำนวณ 1 ก.ค.นี้ แถมมีเซอร์ไพรส์อาจติดอยู่ในกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ 20 อันดับแรกของตลาดหุ้นไทย เหตุมาร์เก็ตแคปทะลุ 7 หมื่นล้านบาท กลายเป็นหุ้นที่เข้าเกณฑ์การลงทุนของกองทุนทั้งในและต่างประเทศ โบรกฯมองหุ้นIVL เชิงบวก หลังการขยายกิจการส่งผลดีต่อการคุมมาร์จิ้นที่ดีขึ้ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)
• 3 บิ๊กก่อสร้างลุ้นระทึกเข้าวินสายสีน้ำเงิน 3-4 วันนี้เปิดซองสายสีน้ำเงิน สัญญา 3-4 มูลค่ารวม 2.48 หมื่นล้านบาท 3 ผู้รับเหมาใหญ่ ITD-CK-STEC ลุ้นเข้าวิน ขณะที่ “อิตาเลียนไทย” คว้างานระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) และระบบอาณัติสัญญาณของ กทม. โดยเสนอราคาต่ำสุด 1.57 พันล้านบาท จากราคากลาง 2.64 พันล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)
• LANNA ทำบิ๊กดีล ซื้อเหมืองถ่านหินเป้าหมาย 18 บาท LANNA เดินเกมรุก ทุ่มเงินก้อนใหญ่ซื้อเหมืองถ่านหินใหม่ที่กาลิมันตัน ตะวันออก ตั้งเป้าสัดส่วนถือหุ้นมากกว่า 55% มั่นใจปริมาณสำรองสูงถึง 50 ล้านตัน “สีหศักดิ์” ย้ำราคาถ่านหินตลาดโลกยืนตัวสูง 85-90 เหรียญสหรัฐต่อตัน ด้านโบรกฯ แนะระยะสั้นยังน่าลงทุน (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)
• RS กำไรพุ่ง 50% รับบอลโลกฟีเวอร์ล้างขาดทุนเกลี้ยง RS ลั่นไตรมาส 2/53 เติบโตมากกว่า 50% เนื่องจากรับรู้สัดส่วนรายได้จากเทศกาลฟุตบอลโลกถึง 80% ส่วนที่เหลือเข้ามาในไตรมาส 3/53 โปรยข่าวดีล้างขาดทุนสะสมรวม 88 ล้านบาทหมด Q2/53 ย้ำเป้ารายได้ปีนี้แตะ 2.9 พันล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)
• TMI-CYBER ขึ้นชั้นพิมพ์นิยม กำไรส่วนต่างหุ้นราคาเฉลี่ย 20% CYBER-TMI หุ้นน้องใหม่ mai ฟอร์มกำลังสด จับมือวิ่งสวนภาวะ ตลาดขาลง กลายเป็นหุ้นพิมพ์นิยม เล่นปลอดภัยช่วงตลาดหุ้นขาลง เชื่อพื้นฐานดีนักลงทุนสนใจ TMI ตั้งเป้ารายได้-กำไรปีนี้โต 17- 20% เร่งขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเก็งชงบอร์ดปันผลปี 52 เดือนมิ.ย.นี้ (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)
• HEMRAJ ย้ำรายได้ปีนี้โต 60-80% คงเป้าขายที่ดิน 1,000 ไร่ เชื่อการเมืองกระทบช่วงสั้น “HEMRAJ” คงเป้ารายได้ปีนี้โต 60- 80% เหตุมั่นใจรายได้ขายที่ดินและสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้นเท่าตัว พร้อมคงเป้ายอดขายที่ดินปีนี้ 1,000 ไร่ ส่วนไตรมาส 2 ยอมรับยอดขายที่ดินหดจากไตรมาสแรก แต่เชื่อรายได้ใกล้เคียง 1,240 ล้านบาท ทุ่มงบ 2,700 ล้านบาท ลุยลงทุนโรงไฟฟ้า และนิคมอุตสาหกรรม เล็งผุดโครงการคอนโดช่วงครึ่งหลังปีน(ี้ ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)
• MJD เล็งผุดคอนโดหรู ทำเลทองย่านทองหล่อมั่นใจดีมานด์ลูกค้ายังดี MJD เดินหน้าจัดตั้งบริษัทลูก ลุยพัฒนาคอนโดมิเนียมหรูเพิ่ม 1 โครงการย่านทองหล่อ คาดเปิดตัวครึ่งหลังปีนี้ หลังปัจจัยลบด้านการเมืองคลี่คลาย เชื่อลูกค้าไทยและต่างประเทศยังสนใจซื้อโครงการที่อยู่อาศัยย่านกลางเมือง (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)
• BTS ปี 52 โชว์กำไร 200 ล้าน รายได้ค่าโดยสารรถไฟพุ่ง BTS แจงผลประกอบการปี 2552 กำไรสุทธิกระฉูดกว่า 200 ล้านบาท เหตุจากรายได้โครงการอสังหาริมทรัพย์เกิดใหม่ ส่วนกิจการรถไฟฟ้ารุ่ง ล่าสุดหลังปรับโครงสร้างหนี้ กำไรเพิ่ม 1.5 พันล้าน รายได้ค่าโดยสารพุ่ง 6% เพราะส่วนต่อขยายสายสีลมช่วยหนุนทำยอดผู้โดยสารเพิ่มอีก 7.2% (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)
• CPF จับมือมูลนิธิฯสร้างสหกรณ์ 7 แห่งทำกำไรปีละ 4 ล้าน CPF จับมือมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทสร้างสหกรณ์เข้มแข็ง 7 แห่ง ทำกำไรได้เองปีละ 4 ล้าน พร้อมจัดค่ายรักษ์สหกรณ์ ระหว่างวันที่ 18-20 มิ.ย. เน้นความยั่งยืนสู่ลูกหลาน (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)
• TMT ลุ้นกำไรไตรมาส 2 โต 76% กำไรปีนี้พุ่ง 284 ล้านซื้อ 6.60 บ. TMT ลุ้นกำไรไตรมาส 2 โต 76% ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ปริมาณขายแตะ 7 หมื่นตัน ทำรายได้กว่า 1,600 ล้านบาท เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น หลังจากที่ราคาเหล็กปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่มีวัตถุดิบต้นทุนต่ำ แถมยังมีออเดอร์ล่วงหน้ายาวถึงสิ้นปี หนุนกำไรทั้งปีอยู่ที่ 284 ล้านบาท (ที่มา: นสพ.ข่าวหุ้น 2-06-2010)

------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ตปท.
กระแสหุ้น :ราคาน้ำมันดิบไลท์ปิดลดลง 1.39 ดอลลาร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม วันที่ 1 มิ.ย. 53 ที่ตลาดนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ราคา 72.58 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 1.39 ดอลลาร์ หรือ 1.88%

------------------------------------------------------
Technical View : FSS
“ตลาดเริ่มปรับพักตัวลงอีกครั้ง ซึ่งมีสิทธิที่จะไหลหลุดต่ำกว่า 720 จุดได้ ดังนั้นช่วงถัดจากนี้ถ้าจะเข้าเทรดดิ้ง ต้องรอตามดูแรงซื้อจากแนวรับต่างๆ ก่อนกลับเข้าเทรดดิ้งใหม่...”
แนวรับ : 735* , 720-718** , 715-710***
แนวต้าน : 747** , 750-755***

------------------------------------------------------

Code 84 : ฝรั่งกลับมาซื้อแล้ว

วันอังคารที่ 1 มิถุนายน 2553

ATT Code : ฝรั่งกลับมาซื้อแล้ว
เปิดมาเดือนใหม่ ฝรั่งจะซื้อจริงหรือสับขาหลอกรายย่อยก็ต้องดูว่า SET จะยืนเหนือ 750 และจะไปโดนทุบ 760 หรือป่าว ซึ่งก็ใกล้ๆ กับ High เดิมแถวๆ 765 ก็อาจจะเป็นไปได้

เช้านี้ SET เปิดที่ 752.59 จุด + 2.16 เปิดเหนือ 750 ได้ แต่จะไปต่อไหวมั้ย น่าคิด ส่วน TFEX เปิดที่ 520.10 จุด + 0.50 จุด
ภาคเช้า SET ปิดที่ 747.62 จุด -2.81 จุด V. 8,031 M.B. SET หลุดแนวต้านที่ 750 ลงมา โดยมีแนวรับเส้น 10 วัน อยู่ที่ 748 และเส้น 5 วันอยู่ที่ 744 ส่วนTFEX ปิดที่ 517.40 จุด -0 .22 จุด
ต่างชาติขาย 1,100 ล.บ.

ภาคบ่าย SET ปิดที่ 740.92 จุด - 9.51 V.15,800 M.B. เรียกว่า เปิด High แล้วปิด Low เลย ดูจากสัญญาณแล้วไม่ดีเลย เพราะเจอแรงขายที่แนวต้านที่สำคัญคือ 750 และปิดต่ำกว่าเส้น 5 วัน ที่ 742 จุด โดยแนวรับต่อไปก็อยู่ที่ 726 และ 720 ตามลำดับ

Oscillator ของ Fast STO : %K จะพลิกกลับมาตัด %D ลงแล้ว
TFEX ปิดที่ 513.30 จุด -6.30 จุด กราฟก็เป็นไปในแนวทางเดียวกับ SET โดยมีแนวรับต่อไปที่ 503

---------------------------------------------------------------
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
ไทยรัฐ - By...อินเด็กซ์ 51 : เงาหุ้น-แนะหุ้นแบงก์!!
ดัชนีหุ้นวันที่ 31 พ.ค.53 ปิดที่ 750.43 จุด เพิ่มขึ้น 13.15 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 17,580.84 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิ เป็นครั้งแรกในรอบร่วม 2 เดือน 652.96 ล้านบาท

หุ้นที่มีการซื้อขายสูงสุด นำโดย PTTCH ปิดที่ 94.25 บาท เพิ่มขึ้น 5 บาท, PTT ปิดที่ 246 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท, KBANK ปิดที่ 88.25 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท, BANPU ปิดที่ 590.00 บาท เพิ่มขึ้น 16 บาท และ SCB ปิดที่ 81.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สออกบทวิเคราะห์ ให้น้ำหนักการลงทุน Overweight หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ระบุว่า ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในปี 53 แม้ว่าการขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาส 2 และ 3 จะอ่อนลงเพราะมีปัญหาการเมืองในประเทศ

แต่เราเชื่อว่าการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้จะยังคงมากกว่าปี 52 โดยประมาณการไว้ที่ 6.0% จากที่ขยายตัว 1.0% ในปี 52 นำโดยสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนของกลุ่มส่งออก เช่น เกษตร, ยานยนต์ และสินเชื่อเพื่อการบริโภค เป็นต้น

ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เพราะคาดว่าแบงก์จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในครึ่งหลังของปี 53 ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมจะเติบโตสูง 18% ในปี 53 เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มีบริการ Electronic Banking มากขึ้น และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกขยายตัวดี

ทั้งนี้ ประมาณการว่ากำไรสุทธิของกลุ่มแบงก์ที่เราทำการวิเคราะห์จะขยายตัว 16.4% ในปี 53 สูงขึ้นจากปี 52 ที่เติบโต 7.2% อย่างมาก

โดยมองว่า ราคาหรือมูลค่า Valuation ของหุ้นกลุ่มแบงก์จูงใจทำให้ น่าสนใจลงทุน โดยขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ของไทยซื้อขายที่ P/BV ต่ำเพียง 1.2 เท่า ขณะที่เฉลี่ยของภูมิภาคเท่ากับ 1.7 เท่า ให้น้ำหนักการลงทุนเป็น Overweight

โดยหุ้น Top Picks ที่แนะนำให้ลงทุนคือ BBL แนะนำซื้อ ให้ ราคาพื้นฐาน 157 บาท และ KBANK แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 116 บาท

สำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค แนวโน้มหลักของดัชนีกลุ่มแบงก์ยังอยู่ในขาลง แต่ในระยะสั้นมากอาจมีรีบาวน์ หุ้นเด่น คือ BBL ให้แนวต้าน 115-120 บาท, KBANK แนวต้าน 88-90 บาท, SCB แนวต้าน 82-84 บาท และ BAY ให้แนวต้าน 18.5-19,20.5 บาท.

FSS : ยังน่ารอจังหวะปรับตัวลงของตลาดอีกครั้ง...ก่อนจะหาจังหวะซื้อกันใหม่!!
แนวโน้ม: เมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐและอังกฤษหยุดทำการ ในขณะที่ตลาดหุ้นฝั่งยุโรปยังไม่มีทิศทางชัดเจน โดยตลาดหุ้นเยอรมนีปิดบวกได้จากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มส่งออก แต่ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปรับลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินในกลุ่มยูโรโซน สำหรับในด้านของตลาดหุ้นในเอเชียพบว่าตลาดหุ้นจีนเช้านี้ยังเปิดตัวด้วยการปรับลงต่อเนื่องจากวานนี้ เพราะความวิตกเกี่ยวกับนโยบายคุมเข้มภาคอสังหาริมทรัพย์ จากการที่รัฐบาลกลางเปิดเผยว่าจะเริ่มดำเนินการปฎิรูปนโยบายภาษีอสังหาริมทรัพย์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ส่วนใหญ่เปิดด้วยการปรับตัวลงเช่นกัน ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตลาดหุ้นในภูมิภาครวมทั้ง SET ได้ขยับขึ้นมาพอควรแล้วในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ทำให้เริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้างจากความไม่แน่นอนในด้านของสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งจากทางจีนและยุโรป ซึ่ง FSS คาดว่า SET ก็มีแนวโน้มที่จะปรับพักตัวลงอีกครั้งด้วย แม้ว่าเราจะเริ่มเห็นยอดซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างประเทศบ้างเมื่อวานนี้แต่ยังไม่มากนัก โดยเรายังคงคาดว่าระดับดัชนีที่จะสามารถดึงดูดความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศให้กลับมาทยอยซื้อหุ้นไทยได้อย่างจริงจังอีกครั้งน่าจะอยู่ที่บริเวณ 700-680 จุดโดยประมาณมากกว่า
กลยุทธ์: แนะนำเน้นขายทำกำไรเมื่อตลาดขยับขึ้น จากนั้นให้ถือเงินสดเพื่อรอตลาดปรับตัวลงไปแถว 700 จุดหรือต่ำกว่า ก่อนที่จะเริ่มมองหาจังหวะซื้อกันใหม่ โดยหุ้นที่น่าสนใจเมื่อตลาดปรับตัวลงอีกครั้ง ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (BANPU, PTTEP, PTTCH) โรงไฟฟ้า (GLOW) กลุ่มวัสดุฯ (SCC, SCCC, TSTH, DCC) กลุ่มอาหารและเกษตร (CPF, GFPT, TUF, TVO, STA) กลุ่มอิเล็คทรอนิคส์ (KCE, DELTA) และกลุ่มยานยนต์ (SAT, STANLY)
ประเด็นสำคัญวันนี้
-ระบบธนาคารในยุโรปกำลังเผชิญปัญหา ECB เตือนว่าธนาคารในยุโรปอาจต้องเผชิญการตั้งสำรองหนี้สูญสูงถึง 1.95 แสนล้านยูโรภายใน 18 เดือนข้างหน้านี้ (9 หมื่นล้านยูโรปีนี้ และ 1.05 แสนล้านยูโรปี 2011) หลังจากปี 2009 เพิ่งตัดหนี้สูญไป 2.38 แสนล้านยูโรจากปัญหาวิกฤต Subprime สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือการที่กรีซ หรือประเทศกลุ่ม PIIGS ต้องพักชำระหนี้หรือมีปัญหาในการชำระ จะส่งผลต่อความมั่นคงของธนาคารของประเทศผู้ถือครองตราสารหรือพันธบัตรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ทันที สิ่งหนึ่งที่สะท้อนถึงปัญหาดังกล่าวคือสภาพคล่องทางการเงินในยุโรปที่ตึงตัวมาก ดอกเบี้ย Libor พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปีที่ 0.5384% เพราะธนาคารไม่มีความมั่นใจในการปล่อยกู้ระหว่างกัน แต่หันมากู้กับ ECB แทน ในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีธนาคารมากู้เงินจาก ECB 3.15 แสนล้านยูโร สูงสุดในรอบ 10 ปี
- เศรษฐกิจไทยเดือน เม.ย. ชะลอลงตามคาด ภาวะเศรษฐกิจไทยเดือน เม.ย. ชะลอลงจากเดือนก่อน โดยภาคการผลิต (MPI) ลดลง 2% M-M โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเครื่องหนัง เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สอดคล้องกับการใช้กำลังการผลิตที่ลดลงเป็น 65.9% จากเดือนก่อนที่ 70.4% และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลงมาก จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างชัดเจน โดยลดลงถึง 3.5 แสนคนหรือ 24% M-M อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลงจากเดือนก่อนเพียง 0.9% ซึ่งถือว่าดีกว่าคาด และถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นทั้ง +20.3% Y-Y (เพิ่ม Y-Y ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4) และ +1.3% M-M (เพิ่ม M-M ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10) ส่วนการส่งออกยังคงแข็งแกร่งตามที่ ก.พาณิชย์ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ คือ 4 เดือนแรกโต 32.3% Y-Y จากรายงานของ ธปท. ทำให้เรายังมั่นใจกับกลุ่มค้าปลีก (CPALL, MAKRO) และกลุ่มส่งออก (KCE, DELTA, STA, CPF, GFPT, SAT, STANLY)
-คาด กนง. คงอัตราดอกเบี้ยจนถึง 3Q10 วันนี้จะมีรายงานอัตราเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ซึ่งตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งเป็น 3.5% Y-Y จากเดือน เม.ย. ที่อยู่ที่ 3% Y-Y แต่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังอยู่ในกรอบล่างของเป้าหมายของ ธปท. ที่ 0.5% - 3% ดังนั้น ในการประชุม กนง. พรุ่งนี้ คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% และอาจจะตรึงดอกเบี้ยไปจนถึง 3Q10 เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการจลาจลในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ กนง. ยังเหลือการประชุมอีก 4 ครั้งในปีนี้คือวันที่ 14 ก.ค., 25 ส.ค., 20 ต.ค., และ 1 ธ.ค.

TNN : หุ้นไทยปิดบวก13.15จุดแนวโน้มเดินหน้าบวก

หุ้นไทยปิด 750.43 จุด บวก13.15 จุด มูลค่าการซื้อขาย 17,580.84 ลบ. นักวิเคราะห์ฯ เผยแนวโน้มพรุ่งนี้ยังมีโอกาสขึ้น

31 พ.ค. 53 : ตลาดหลักทรัพย์ไทยปิดตลาดวันนี้ที่ระดับสูงสุดของวันที่ 750.43 จุด เพิ่มขึ้น 13.15 จุด(+1.78%)มูลค่าการซื้อขาย 17,580.84 ล้านบาท

การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในแดนบวกตลอดวัน โดยขยับขึ้นแตะจุดสูงสุดของวันอยู่ที่ระดับ 750.43 จุด ส่วนดัชนีจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ 742.49 จุด

ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 278 หลักทรัพย์ ลดลง 78 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 103 หลักทรัพย์

ด้านนายพงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคจีไอ(ประเทศไทย)กล่าวว่า ตลาดหุ้นบ่ายวันนี้แกว่งตัวในกรอบแคบๆในแดนบวกตลอดทั้งวัน โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยเริ่มลดการ downside ลงต่อเนื่อง โดยกลุ่มนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มขายลดลงหลังขายมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นวันพรุ่งนี้มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อ แต่ยังต้องรอดูสถานการณ์คืนนี้ของตลาดสำคัญในต่างประเทศ และมาตรการการช่วยเหลือประเทศในทวีปยุโรปว่าจะมีการให้เงินช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหา เนื่องจากวิกฤตยุโรปถือเป็นผลกระทบด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวในแดนบวกได้ต่อ เพราะทิศทางเริ่มดีขึ้น แรงขายของนักลงทุนต่างชาติลดน้อยลงต่อเนื่อง กรอบการลงทุนพรุ่งนี้ให้แนวรับที่ 740-745 แนวต้านที่ 753-760 จุด

หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่
PTTCH มูลค่าการซื้อขาย 1,339.13 ล้านบาท ปิดที่ 94.25 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท
PTT มูลค่าการซื้อขาย 978.84 ล้านบาท ปิดที่ 246.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท
KBANK มูลค่าการซื้อขาย 953.91 ล้านบาท ปิดที่ 88.25 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท
BANPU มูลค่าการซื้อขาย 851.07 ล้านบาท ปิดที่ 590.00 บาท เพิ่มขึ้น 16.00 บาท
SCB มูลค่าการซื้อขาย 801.79 ล้านบาท ปิดที่ 81.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท

---------------------------------------------------------------
ตลาดหุ้นต่างประเทศ
TNN : ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดเนื่องในวันเมมโมเรียลเดย์

ตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดเงิน ปิดทำการเมื่อคืนนี้ เนื่องในวันระลึกถึงทหารนิรนามของสหรัฐทั้งชายและหญิงที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องชาติ
1 มิ.ย.53 : ตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดเงิน ปิดทำการเมื่อคืนนี้(31พ.ค.53) เนื่องในวันเมมโมเรียลเดย์ หรือวันระลึกถึงทหารนิรนามของสหรัฐทั้งชายและหญิงที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องสหรัฐ และชาวอเมริกัน

---------------------------------------------------------------
Technical View : FSS
“คาดว่าตลาดใกล้ที่จะเริ่มปรับพักตัวลงอีกครั้ง ซึ่งมีสิทธิไหลหลุดต่ำกว่า 720 จุดได้ด้วย ดังนั้นหลังจากขายทำกำไรไปแล้ว จากนี้ไปควรเน้นถือเงินสด เพื่อรอตามดูแรงซื้อจากแนวรับต่างๆ ก่อนกลับเข้าเทรดดิ้งใหม่...”
แนวรับ : 740-735* , 720-718** , 715-710***
แนวต้าน : 752** , 755-760***
---------------------------------------------------------------