Code 448 : Sideway in the Box... ในกรอบ 1070 - 1088... รอเลือกทิศทางอยู่...

วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2554
ATT Code : Sideway in the Box... ในกรอบ 1070 - 1088... รอเลือกทิศทางอยู่...

-คาดว่าวันนี้จะมีการแกว่งตัวอยู่ในกรอบนี้
กรอบเล็ก : 1078 - 1085...
กรอบใหญ่ : 1070 - 1097...

* ระยะ Day >>> เป็น Sell Signal หลังจากที่ดัชนีลงมาต่ำกว่า ฺBBT....
* ระยะ Week >>> ยังอยู่ใน Bull Market.... ขึ้นมาอยู่เหนือ BBA.... SETI มีกรอบอยู่ที่ 1050 - 1120... รอ Main Indicators เป็น Buy Signal...
* ระยะ Month >>> Bull Market.. SETI อยู่ในกรอบ BBT - EMA10... หรือที่ 1053 - 1180...

*** แนวโน้มหลัก : ฺBull market... but OS and Sell Signal ***
* SETI มีสัญญาณ Sell Signal เกิดขึ้น หลังจากดัชนีหลุด BBT ลงมา...
* SETI อยู่ในเขต Oversold... แต่ก็เข้ามาอยู่ใน Trading Range แล้ว...
* Chart Pattern เป็นลักษณะ SideWay...

---------------------------------------------------------------------------
1. เข้าที่...
วันพฤหัส SETI ปิดที่ 1083.08 จุด+10.40 จุด... Volume 25,873 MB...
- SETI มีสัญญาณ Sell Signal เกิดขึ้น หลังจากดัชนีหลุด BBT ลงมา...
- EMA5 อยู่เหนือกว่า EMA10 อยู่...
- CandleStick = White Candle เป็นลักษณะ SideWay...

- Main Indicators... เริ่มทรงๆ ตัว ตามการ Sideway...
1. MacD... MacD Still higher than Signal Line... แต่ MacD Osc เริ่มมีค่าลดลง...
2. SSTO... ฺี%K Still higher than %D... & Strong (Above 50)... %K ขึ้นมาเล็กน้อย...
3. RSI... RSI above MAV9... Strong (Above 50)...

- Minor Indicators... กลับมาทรงๆ ตัว...
1. %R... เป็น Sell Signal... ตัด -10 ลงมาแล้วแล้ว... ลงมาจากเขต Over Bought เข้ามาอยู่ใน Trading Range....
2. CCI... เป็น Sell Signal... ตำ่กว่า 100 ลงมาแล้ว... ลงมาจากเขต Over Bought เข้ามาอยู่ใน Trading Range....
3. ADX... ยังคง Up Trend (DI+ Above DI-)... แต่ DI+ เริ่มย่อลงมาแล้ว...
----------------------------------------------------------------------------
2. ระวัง...
- ระวังถ้าดัชนีหลุด 1076... ก็จะลงมาที่เป้าหมายที่ 1070 ได้

-----------------------------------------------------------------------------

3. ไป...
แนวโน้มวันนี้ >>> Sideway in the Box... ในกรอบ 1070 - 1088... รอเลือกทิศทางอยู่...

- สัญญาณบวก >>> ถ้าดัชนีสามารถยืนเหนือ 1083 ได้... ก็มีโอกาสที่จะเกิดเป็น Buy Signal ได้ใหม่ ถ้าดัชนีผ่าน BBT ขึ้นมาอีกครั้ง... โดยมีเป็นหมายที่ 1097 จุด...

- สัญญาณลบ >>> ถ้าดัชนีไม่สามารถยืนเหนือ 1083 ได้.... แล้วลงมาต่ำกว่า 1076 ก็มีโอกาสที่จะลงไปส่งเส้นแนวรับที่ EMA5 ได้... โดยถ้าหลุด EMA5 ก็จะเกิด Sell Signal ขึ้นมา...

-----------------------------------------------------------------------------
แนวรับ : 1078 / 1070 EMA5...
แนวต้าน :1085 BBT / 1088 / 1097...



-----------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
8 กค. 54 (+10.40 จุด) โกมล พงศ์วิญญู เลขทะเบียน 18338

เกิน 1083.26 ขึ้น 1093 – 96 จุด
แนวโน้มวันศุกร์นี้ ถ้าเกิน 1083.26จุดสูงสุดวันพฤหัสและเส้นค่าเฉลี่ย 25 ชั่วโมงได้ ดัชนีมีโอกาสขึ้นต่อแถว 1093 – 96 ใกล้จุดสูงสุดเดิมของสัปดาห์นี้

ภาพโดยรวม ยังคงเป็นการแกว่งตัวในกรอบ 1070 – 97 หรือ ระหว่างจุดต่ำสุดถึงจุดสูงสุดของสัปดาห์

ขณะที่การปรับตัวลง ต่ำกว่า 1069.88 จุดต่ำสุดของสัปดาห์นี้ ดัชนีมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงต่อแถว 1035 – 40 จุด ใกล้เส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน ( กรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว )

GUNKUL
กำลังปรับตัวในกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะชั่วโมง รอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 16.60 กรอบบนของสามเหลี่ยม เป้าหมายหนึ่งถึงสองวัน17.00 – 17.50( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 16.30 )

MAJOR
ปรับตัวทะลุกรอบสามเหลี่ยม ภาพระยะสัปดาห์ขึ้นมาได้ ทยอยซื้อ 15.90 – 16.10 หรือรอซื้อตามเมื่อปรับตัวเกิน 16.30 จุดสูงสุดวันพฤหัส เป้าหมายระยะสัปดาห์ 17.80 – 18.10( ตัดขาดทุนถ้าต่ำกว่า 15.70 )

หุ้นเด่น
10 อันดับซื้อขายสูงสุด
PTT ไม่น่าเกิน 342 – 343
JAS แกว่งตัว 3.20 – 3.42
PTTCH เกิน 158.50 ขึ้น 159.50 – 160
PF ต่ำกว่า 0.88 ลง 0.80 – 0.82
BBL ต่ำกว่า 163.50 ลง 155 – 158
INOX ต่ำกว่า 2.08 ลง 1.84 – 1.94
ADVANC ไม่ต่ำกว่า 108 ขึ้น 112 – 114
BLAND แกว่งตัว 0.70 – 0.77
TOP ไม่น่าเกิน 77 – 77.25
KBANK ไม่เกิน 130 ลง 117 – 122

-----------------------------------------------------------------------------

DJIA:ตลาดหุ้นนิวยอร์ค:หุ้นค้าปลีก,เทคโนฯหนุนดาวโจนส์ปิดบวก 0.7%

ตลาดหุ้นสหรัฐปิดพุ่งขึ้นในวันพฤหัสบดี และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้นเป็น

วันที่ 8 หลังข้อมูลตลาดแรงงานและยอดค้าปลีกที่ดีขึ้นได้เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับ

ตลาดก่อนการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานเดือนมิ.ย.ในวันศุกร์นี้

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดพุ่งขึ้น 93.47 จุดหรือ 0.74%

สู่ 12,719.49, ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 14 จุดหรือ 1.05% สู่ 1,353.22

และดัชนี Nasdaq ปิดปรับตัวขึ้น 38.64 จุดหรือ 1.36% สู่ 2,872.66

ปริมาณการซื้อขายยังคงเบาบางราว 6.69 พันล้านหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์ค,

ตลาดหุ้นอเมริกัน (American Stock Exchange) และตลาดหุ้น Nasdaq ซึ่ง

ต่ำกว่าระดับเฉลี่ยต่อวันของปีที่แล้วที่ 8.47 พันล้านหุ้น โดยมีจำนวนหุ้นบวกนำหน้า

หุ้นลบ 4 ต่อ 1 ในตลาดนิวยอร์ค และ 3 ต่อ 1 ในตลาด Nasdaq

ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 8.3% ในช่วง 8 วันที่ผ่านมาซึ่งเป็นการปรับตัว

ขึ้นมากที่สุดในรอบ 2 ปี, ดัชนี S&P 500 บวก 6.7% ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.

2010 และดัชนีดาวโจนส์บวก 6.6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

หุ้นทั้ง 10 กลุ่มในดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุซึ่งพุ่ง

ขึ้น 1.5%

ทั้งดัชนี S&P หุ้นกลุ่มค้าปลีกและดัชนีดาวโจนส์กลุ่มการขนส่งพุ่งแตะ

ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจาก ADP บ่งชี้ว่า นายจ้างภาคเอกชนของสหรัฐเพิ่มการจ้างงาน

157,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.ซึ่งมากกว่าสองเท่าของจำนวนที่คาดไว้ และเพิ่ม

ความหวังว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงชั่วคราว

รายงานดังกล่าวทำให้มีการคาดการณ์ว่า รายงานการจ้างงานนอก

ภาคเกษตรของกระทรวงแรงงานสหรัฐในวันศุกร์นี้ จะบ่งชี้หลักฐานมากขึ้นของ

ตลาดแรงงานที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทะยานขึ้นของตลาดจน

ถึงสิ้นปีนี้

นักวิเคราะห์บางรายระบุว่า การทะยานขึ้นของตลาดเป็นการฟื้นตัว

ในระยะสั้น และคาดว่าการซื้อขายจะผันผวน

หุ้นของบริษัทค้าปลีกปรับตัวขึ้นมากที่สุดหลังบริษัทหลายแห่งรายงาน

ยอดขายเพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนมิ.ย.โดยใช้มาตรการต่างๆเพื่อดึงดูดผู้บริโภค

ดัชนี S&P หุ้นกลุ่มค้าปลีกพุ่งทำนิวไฮ 2.4% และดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิ

คอนดักเตอร์บวก 2.1%

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับการประนีประนอม

เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาและ

ผู้นำสภาคองเกรสหารือกันเพื่อหาทางออกเรื่องค่าใช้จ่ายและภาษี--จบ--

ตลาดน้ำมันนิวยอร์ค:ตัวเลขศก.หนุนน้ำมันดิบปิดพุ่งขึ้น 2%

ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดพุ่งขึ้น 2 % ในวันพฤหัสบดี

ในขณะที่ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน, ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน และยอดค้าปลีก

ที่ดีเกินคาดทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนส.ค.ทะยานขึ้น 2.02 ดอลลาร์ หรือ 2.09 %

มาปิดตลาดที่ 98.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 96.99-99.42

ดอลลาร์ โดยจุดสูงสุดของวันพฤหัสบดีถือเป็นจุดสูงสุดของสัญญาเดือนใกล้นับตั้งแต่

แตะ 99.95 ดอลลาร์ในวันที่ 15 มิ.ย.

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนส.ค.ที่ตลาดกรุงลอนดอนพุ่งขึ้น 4.97 ดอลลาร์

สู่ 118.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่

วันที่ 9 พ.ค.

บริษัทเอดีพีรายงานว่า การจ้างงานภาคเอกชนในสหรัฐเพิ่มขึ้น 157,000

ตำแหน่งในเดือนมิ.ย. หลังจากปรับขึ้น 36,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค. โดยการเพิ่มขึ้น

ในเดือนมิ.ย.อยู่ในระดับสูงกว่าสองเท่าของตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์

บริษัทค้าปลีกชั้นนำของสหรัฐรายงานยอดขายที่ดีเกินคาดสำหรับเดือนมิ.ย.

หลังจากจูงใจลูกค้าด้วยมาตรการลดราคา โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่าบริษัทค้าปลีก

อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการลดราคาต่อไปในฤดูเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึง

นายโมฮัมหมัด อาลี คาติบี ผู้ว่าการอิหร่านประจำกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน

(โอเปก) กล่าวว่า อิหร่านกำลังส่งออกน้ำมันสู่อินเดีย ถึงแม้ไม่ได้รับการชำระเงิน

มานานหลายเดือนแล้ว โดยการส่งออกนี้มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องส่วนแบ่งตลาดของ

อิหร่านจากคู่แข่งที่พยายามตัดราคา อย่างเช่นซาอุดิอาระเบีย

สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) รายงานว่า สต็อก

น้ำมันดิบสหรัฐลดลง 900,000 บาร์เรล สู่ 358.6 ล้านบาร์เรลในช่วงสัปดาห์สิ้นสุด

วันที่ 1 ก.ค., สต็อกน้ำมันกลั่นลดลง 200,000 บาร์เรล สู่ 142.1 ล้านบาร์เรล, สต็อก

น้ำมันเบนซินลดลง 600,000 บาร์เรล สู่ 212.5 ล้านบาร์เรล, สต็อกน้ำมัน heating oil

เพิ่มขึ้น 300,000 บาร์เรล สู่ 33.8 ล้านบาร์เรล ส่วนอัตราการใช้กำลังการกลั่น

น้ำมันเพิ่มขึ้น 0.3 % สู่ 88.4 %--จบ--

ตลาดโลหะมีค่านิวยอร์ค:ทองขยับขึ้นก่อนสหรัฐเผยตัวเลขจ้างงาน

ราคาทองที่ตลาดสหรัฐปิดปรับขึ้นในวันพฤหัสบดี แต่ทรงตัวอยู่ที่ราว

1,530 ดอลลาร์/ออนซ์ ในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่คงสถานะการลงทุนเดิมไว้ ก่อนที่สหรัฐ

จะเปิดเผยรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมิ.ย.ในวันศุกร์

ราคาทองในตลาดสปอตขึ้นไปแตะ 1,534.20 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุด

นับตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าสหรัฐอาจรายงานในวันศุกร์ว่า การจ้างงานเพิ่มขึ้น

50,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.

ถ้าหากสหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาด ปัจจัยดังกล่าว

ก็อาจทำให้นักลงทุนลดความต้องการซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ถ้าหาก

สหรัฐรายงานตัวเลขที่อ่อนแอเกินคาด ราคาทองก็อาจทะยานขึ้นเข้าใกล้เพดานของ

กรอบซื้อขายในปัจจุบัน

สำหรับราคาโลหะมีค่าที่ตลาด COMEX ในวันพฤหัสบดีมีดังต่อไปนี้

ปิดที่ระดับ (ดอลลาร์/ออนซ์) เปลี่ยนแปลง (ดอลลาร์)

ทองเดือนส.ค. 1,530.60 + 1.40

เงินเดือนก.ย. 36.536 + 62.00 (เซนต์)

ส่วนราคาโลหะมีค่าที่ตลาด NYMEX ในวันพฤหัสบดีมีดังต่อไปนี้

ปิดที่ระดับ (ดอลลาร์/ออนซ์) เปลี่ยนแปลง (ดอลลาร์)

พลาตินั่มเดือนต.ค. 1,743.00 + 9.60

พัลลาเดียมเดือนก.ย. 786.55 + 13.35 --จบ--

ตลาดเงินนิวยอร์ค:ยูโรแข็งค่าหลัง"ทริเชต์"ยันอัดฉีดสภาพคล่องให้โปรตุเกส

ยูโรปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี หลังนายฌอง-คล็อด ทริเชต์

ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า อีซีบีจะผ่อนคลายกฏเกณฑ์ และยังคงอัดฉีด

สภาพคล่องให้กับโปรตุเกส ซึ่งได้ช่วยคลายความวิตกเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ยุโรป

ทั้งนี้ ดอลลาร์อยู่ที่ 81.190 เยน เทียบกับระดับปิดวันพุธที่ 80.920 เยน

ส่วนยูโรอยู่ที่ 1.4353 ดอลลาร์และ 116.56 เยน เทียบกับระดับปิดวันพุธที่

1.4316 ดอลลาร์และ 115.84 เยน

ในการแถลงข่าวหลังอีซีบีปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ 1.50% นั้น

นายทริเชต์กล่าวว่า อีซีบีได้ตัดสินใจระงับการขออันดับเครดิตขั้นต่ำในหลักทรัพย์ค้ำ

ประกันของโปรตุเกส

ดอลลาร์ปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับเยน หลัง ADP Employer Services

เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนเพิ่มขึ้นในเดือนมิ.ย. และกระทรวงแรงงาน

สหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ซึ่งตอกย้ำมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง

กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร

เดือนมิ.ย.ในวันศุกร์นี้ ซึ่งคาดว่าหลังจากการเปิดเผยข้อมูล ADP นักเศรษฐศาสตร์

จะปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจากที่คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น

90,000 ตำแหน่งในเดือนมิ.ย.

ตลาดเงิน Emerging Asia:บาทแข็งนิวไฮ 3 สัปดาห์ กระแสเงินทุนหนุนสกุลภูมิภาค

บาทแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ในวันนี้ หลังจาก

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะควบคุมเงินเฟ้อ

ขณะที่กระแสเงินทุนไหลเข้าหนุนคาดการณ์ว่า สกุลเงินที่อ่อนแอในภูมิภาค

อาจแข็งค่าขึ้นตามสกุลที่ดีดตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

กระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่องช่วยหนุน

สกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดยหักล้างผลกระทบจากยูโรที่อ่อนค่าลง

ก่อนการประชุมกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)

ในวันนี้

นางสาวยิ่งลักษณ์กล่าวว่า รัฐบาลใหม่จะดำเนินนโยบาย

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแบบลอยตัวเสรีแบบที่ใช้ในปัจจุบันต่อไป

"แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดการนโยบาย

อัตราแลกเปลี่ยน แต่คำกล่าวของคุณยิ่งลักษณ์ก็น่าจะหนุนให้ตลาดดัน

เงินบาทให้แข็งค่าขึ้นอีก โดยบาทที่มีเสถียรภาพและแข็งค่าถือเป็น

เครื่องมือสำคัญในการช่วยควบคุมเงินเฟ้อจากการนำเข้า" นายคัลลัม

เฮนเดอร์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอัตราแลกเปลี่ยนจากสแตนดาร์ด

ชาร์เตอร์ดกล่าว

นับตั้งแต่ต้นปีนี้ บาทถือเป็นสกุลเงินเอเชียที่ปรับตัวย่ำแย่ที่สุด

โดยอ่อนค่าลง 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ท่ามกลางการหลีกเลี่ยง

ความเสี่ยงทั่วโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย

กระแสเงินทุนไหลเข้าอาจจะช่วยหนุนสกุลเงินอื่นๆด้วย อาทิ

รูปี ซึ่งปรับตัวย่ำแย่มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย โดยปรับตัวขึ้น

0.6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้

ดีลเลอร์และนักวิเคราะห์กล่าวว่า คาดว่ารูปีจะได้แรงหนุน

มากขึ้นจากราคาน้ำมันที่ลดลง เนื่องจากอินเดียมีความอ่อนไหวต่อราคา

น้ำมัน

ความต้องการของกลุ่มนักเก็งกำไรในต่างประเทศหนุนบาท/ดอลลาร์

ปรับตัวขึ้นสู่ 30.25 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. แต่ก็อ่อนค่า

ลงไปบ้างเมื่อยูโรปรับตัวลง

ดีลเลอร์ในกรุงเทพกล่าวว่า บาท/ดอลลาร์อาจทดสอบแนวต้านที่ระดับ

30.30 ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาดูค่าเงินยูโร

บาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นด้วย อาทิ ดอลลาร์

สิงคโปร์ และรูเปียห์ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 24.40-24.50 และ 290 ตามลำดับ

"การแข็งค่าของบาทจะต้องพึ่งพาการอ่อนค่าลงของดอลลาร์, เศรษฐกิจ

ที่ขยายตัวอีกครั้ง และการกลับเข้ามาของกระแสเงินไหลเข้าจำนวนมาก ซึ่งอาจจะ

ไม่มีปัจจัย 2 อย่างหลังในระยะใกล้นี้" นายเอ็มมานูเอล อึ้ง นักเศรษฐศาสตร์จาก

โอซีบีซี แบงก์กล่าว

ดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้น ขณะที่กองทุนขายดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลาง

การคาดการณ์ว่า สิงคโปร์อาจจะปล่อยให้ดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่ามากขึ้นเพื่อสกัด

เงินเฟ้อจากการนำเข้า

ดอลลาร์สิงคโปร์ยังได้แรงหนุนจากข้อมูลการจ้างงานที่สูงกว่าคาดของ

ออสเตรเลียด้วย

ส่วนเปโซแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 9 สัปดาห์เมื่อเทียบกับดอลลาร์

จากความต้องการต่อเนื่องของธนาคารต่างประเทศ ขณะที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์

เข้าซื้อดอลลาร์ตั้งแต่ระดับ 42.80

ENGLAND:ดัชนีค่าระวางเรือ(Baltic Dry Index)ปิดบวก 10 จุด สู่ 1453

ดัชนีค่าระวางเรือ (Baltic Dry Index) ปิดวานนี้ (7 ก.ค.) บวก 10 จุด

หรือ 0.69% สู่ระดับ 1453

ระดับสูงสุดตลอดกาลอยู่ที่ 11793 และระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 554

ความเคลื่อนไหวของดัชนีในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมามีดังนี้:-

วันที่ ระดับปิด เปลี่ยนแปลง (จุด)

6 ก.ค. 1443 +15

5 ก.ค. 1428 +9

4 ก.ค. 1419 -3

1 ก.ค. 1422 +9

30 มิ.ย. 1413 -7

08-07-54>> แนวโน้มขาขึ้น... SETI ดีดตัวขึ้นมาและสามารถปิดเหนือแนวรับบริเวณ 1070 จุด

รวมทั้งสามารถปิดเหนือเส้น
ค่าเฉลี่ยได้ทุกเส้น ประกอบกับ Indicators ทุกตัวให้ค่าสัญญาณบวก จึงทำให้ SETI
มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อไป
ดังนั้นในระยะสั้นแนะนำ "ซื้อ"

AP ปิด 5.50 บาท
รูปแบบราคาแบบ Triple Bottom โดยมีเส้น Neckline ที่ 5.50 บาท
ประกอบกับ Indicators ทุกตัวให้ค่าสัญญาณบวก รวมทั้งช่วง
ที่ผ่านมามีปริมาณการซื้อขายที่
หนาแน่นขึ้น แนวโน้มเป็นขาขึ้น
แนะนำ "ซื้อ" แนวต้านที่ 6.00-6.20 บาท แนวรับที่ 5.40-5.30 บาท
Cut Loss หากราคาปิดต่ำกว่า 5.20 บาท

JAS ปิด 3.28 บาท
พักตัวอยู่ในรูปแบบสามเหลี่ยม รวมทั้ง Indicators ทุกตัวให้
สัญญาณเป็นบวก แนวโน้มเป็นขาขึ้น
แนะนำ "ซื้อ" แนวต้านที่ 3.60-3.70 บาท แนวรับที่ 3.24-3.20 บาท
Cut Loss หากราคาปิดต่ำกว่า 3.16 บาท

RAIMON ปิด 1.29 บาท
ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น และสามารถปิดเหนือค่าเฉลี่ยทุกเ
ส้นได้อย่างต่อ
เนื่อง รวมทั้ง Indicators ทุกตัวให้ค่าสัญญาณเป็นบวก แนวโน้ม
เป็นขาขึ้น
แนะนำ "ซื้อ" แนวต้านที่ 1.35-1.40 บาท แนวรับที่ 1.27-1.25 บาท
Cut Loss หากราคาปิดต่ำกว่า 1.23 บาท

CPALL ปิด 47.00 บาท
แท่งเทียนมีสีขาวเต็มแท่งพร้อมป
ริมาณการซื้อขายหนุน และปิดเหนือ
เส้นค่าเฉลี่ยได้ทุกเส้น แนวโน้มเป็นขาขึ้น
แนะนำ "ซื้อ" แนวต้านที่ 48.00-51.00 บาท แนวรับที่ 46.75-46.25
บาท Cut Loss หากราคาปิดต่ำกว่า 45.75 บาท


-----------------------------------------------------------------------------

Code 447 : 07/07/54 Sell Signal ไม้แรก หลังจาก SETI หลุด BBT ... จะเกิด Sell Signal ไม่ที่ 2 หรือไม่...

วันพฤหัสที่ 7 กรกฎาคม 2554
ATT Code : Sell Signal ไม้แรก หลังจาก SETI หลุด BBT ... จะเกิด Sell Signal ไม้ที่ 2 หรือไม่...

-คาดว่าวันนี้จะมีการแกว่งตัวอยู่ในกรอบนี้
กรอบเล็ก : 1064 - 1077...
กรอบใหญ่ : 1050 - 1088...

* ระยะ Day >>> เป็น Sell Signal หลังจากที่ดัชนีลงมาต่ำกว่า ฺBBT....
* ระยะ Week >>> ยังอยู่ใน Bull Market.... ขึ้นมาอยู่เหนือ BBA.... SETI มีกรอบอยู่ที่ 1050 - 1117... รอ Main Indicators เป็น Buy Signal...
* ระยะ Month >>> Bull Market.. SETI อยู่ในกรอบ BBT - EMA10... หรือที่ 1053 - 1180...

*** แนวโน้มหลัก : ฺBull market but OS and Sell Signal ***
* SETI มีสัญญาณ Sell Signal เกิดขึ้น หลังจากดัชนีหลุด BBT ลงมา...
* SETI อยู่ในเขต Oversold แล้วเริ่มเข้ามาอยู่ใน Trading Range แล้ว...
* Chart Pattern เป็นลักษณะ Reversal Pattern... กลับตัวลงมา...

---------------------------------------------------------------------------
1. เข้าที่...
วันพุธ SETI ปิดที่ 1072.68 จุด -11.91 จุด...
- SETI มีสัญญาณ Sell Signal เกิดขึ้น หลังจากดัชนีหลุด BBT ลงมา...
- EMA5 อยู่เหนือกว่า EMA10 อยู่...
- CandleStick = Black Candle เป็น Reversal Pattern...

- Main Indicators... เริ่มออ่นแรงลงมาเบาๆ แล้ว....
1. MacD... MacD Still higher than Signal Line... แต่ MacD Osc เริ่มมีค่าลดลง...
2. SSTO... ฺี%K Still higher than %D... & Strong (Above 50)... แต่ %K เริ่มมีค่าลดลง...
3. RSI... RSI above MAV9... Strong (Above 50)...
- Minor Indicators... มีสัญญาขาย เป็น Sell Signal แล้ว...
1. %R... เป็น Sell Signal... ตัด -10 ลงมาแล้วแล้ว... ลงมาจากเขต Over Bought เข้ามาอยู่ใน Trading Range....
2. CCI... เป็น Sell Signal... ตำ่กว่า 100 ลงมาแล้ว... ลงมาจากเขต Over Bought เข้ามาอยู่ใน Trading Range....
3. ADX... ยังคง Up Trend (DI+ Above DI-)... แต่ DI+ เริ่มย่อลงมาแล้ว...
----------------------------------------------------------------------------
2. ระวัง...
- ระวังดัชนีเป็น Sell Signal ไม้ที่ 2... ถ้า SETI หลุดเส้น EMA5 ลงมา...

-----------------------------------------------------------------------------

3. ไป...
แนวโน้มวันนี้ >>> Sell Signal ไม้แรก หลังจาก SETI หลุด BBT ... จะเกิด Sell Signal ไม้ที่ 2 หรือไม่...

- สัญญาณลบ >>> ถ้าดัชนีไม่สามารถยืนเหนือ 1072.68 ได้.... แล้วลงมาต่ำกว่า 1069.88 ก็มีโอกาสที่จะลงไปส่งเส้นแนวรับที่ EMA5 ได้... แต่ถ้าหลุดเส้นนี้ ก็จะเกิดเป็น Sell Signal ไม้ที่ 2 ได้... Supported by all main indecators มีการชะลอตัวลง....

- สัญญาณบวก >>> ถ้าดัชนีสามารถยืนเหนือ 1072.68 ได้... ก็มีโอกาสที่จะเกิดเป็น Buy Signal ได้ใหม่ ถ้าดัชนีผ่าน BBT ขึ้นมาอีกครั้ง... โดยมีเป็นหมายที่ 1087.91 จุด...

-----------------------------------------------------------------------------
แนวรับ : 1064 EMA5 / 1050 EMA10...
แนวต้าน :1077BBT / 1088...





-----------------------------------------------------------------------------
MARKET WAVE Analysis
-----------------------------------------------------------------------------
ตลาดมีความกังวลจากที่ Moody's ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของโปรตุเกตุลง 4 อันดับ
Temasek ขายหุ้นธนาคารจีน Bank of China และ China Construction Bank 3.7พันล้านเหรียญสหรัฐในวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อลดความเสี่ยงทางการเงิน เนื่องจากMoodyคาดว่าจะมีการปรับลดระดับความน่าเชื่อถือของธนาคารจีน ทำให้หุ้น Bank of China เปิดร่วงลง 4.4% และ China Construction Bank เปิดต่ำลง 2.6%
----------------------------------------------------------------------
เก็บ PTTAR - PTTCH รอ PTTGC

PTTAR - PTTCH พุ่งทะยานสวนตลาด หลังโบรกฯ เชียร์ "ซื้อ"รอแลกเป็นหุ้นบริษัทใหม่ PTTGC ที่คาดเข้าเทรดเดือนส.ค.นี้ พร้อมมองอนาคตบริษัทใหม่แจ่ม - ฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับ 4 ของตลท. ขณะที่แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีจะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง และกำลังเข้าสู่ Super Cycle ในปี 2013 มองราคาเหมาะสมของ PTTAR อยู่ที่ 42, 46.85และ48 บาท ส่วน PTTCH อยู่ที่ 180 และ194-195 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวานนี้(6 ก.ค. 54)ราคาหุ้น บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) (PTTAR) และ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTCH) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น สวนทิศทางตลาดที่เคลื่อนไหวในทิศทางขาลง หลังโบรกเกอร์ แนะนำ"ซื้อ"เพื่อนำไปแลกหุ้นในบริษัทใหม่ที่จะเข้าซื้อขายในเดือนส.ค. พร้อมมองผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น
ทั้งนี้ ราคาหุ้น PTTAR และ PTTCH ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่เปิดการซื้อขาย โดย PTTAR เปิดการซื้อขายที่ระดับ 39.25 บาท ก่อนที่จะทะยานแตะระดับสูงสุดที่ 40.75 บาท ก่อนจะอ่อนตัวลงมา ปิดตลาดที่ระดับ 39.75 บาท เพิ่มขึ้น0.50 บาทหรือ 1.27% มูลค่าการซื้อขาย 1,462.82ล้านบาท ส่วน PTTCH เปิดการซื้อขายที่ ระดับ 155.50 บาท ก่อนจะทะยานแตะระดับสูงสุดของวันที่ ระดับ 160.00 บาท และอ่อนตัวลงมาปิดตลาดที่ 155.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50บาทหรือ 0.32%มูลค่าการซื้อขาย 1,819.18ล้านบาท
ส่วน SET Index ปิดที่ 1072.68 จุด ลดลง 11.91 จุดหรือ 1.10 % มูลค่าการซื้อขาย 36,426.53ล้านบาท

***KEST แนะซื้อ PTTAR -PTTCH รอแลกหุ้นPTTGC คาดเข้าเทรดครึ่งแรกเดือนส.ค. เชื่อผลงานบริษัทใหม่แจ่ม ***

ฝ่ายวิจัย บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย) (KEST)แนะนำซื้อหุ้นบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) (PTTAR) และ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTCH) เพื่อนำไปแลกเป็นหุ้นบริษัทใหม่ (PTT Global Chemical, PTTGC) ที่คาดว่าการควบรวมจะเสร็จสมบูรณ์และบริษัทใหม่จะเข้าซื้อขายในตลาดฯ ได้ตามแผนในช่วงครึ่งแรกของเดือน ส.ค. บริษัทใหม่มีแนวโน้มผลประกอบการที่โดดเด่น จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ จากโรงงานโอเลฟินส์แครกเกอร์ใหม่ ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการในปี 2555 คาดว่าจะโตต่อเนื่องจากส่วนต่างราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในสายโอเลฟินส์ อะโรเมติกส์ รวมถึงโรงกลั่น จากการประเมินคาดว่าบริษัทใหม่จะมีกำไรเติบโต (ยังไม่หักรายการระหว่างกันและผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น) ในช่วงปี 2553-2555 ด้วย CAGR ที่ 51.0% ณ. ราคาปัจจุบันของหุ้นบริษัทใหม่ที่คำนวณจากราคาปัจจุบันของ PTTAR และ PTTCH ยังมี upside จากราคาเป้าหมายที่คำนวณเบื้องต้นจากราคาเป้าหมายของ PTTAR และ PTTCH ที่ 95 บาทต่อหุ้น อยู่อีก 21% (ราคาเป้าหมายดังกล่าวยังไม่รวมผลประโยชน์จากการควบรวม)
ทั้งนี้ยังคงมุมมองที่ว่าธุรกิจปิโตรเคมีจะกลับมาดูโดดเด่นอีกครั้งในช่วง H2/54 แม้ว่าในปัจจุบันส่วนต่างราคาสำหรับผลิตภัณฑ์หลักจะอ่อนตัวลงจากในไตรมาส 1/54 เนื่องจากความต้องการใช้โดยเฉพาะจากประเทศจีนที่ชะลอตัว จากมาตรการควบคุมสินเชื่อของจีน และ ปริมาณสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน ประเมินว่าส่วนต่างราคา HDPE ปัจจุบันที่อยู่ในช่วง 300-400 เหรียญต่อตันถือว่าอยู่ในช่วงต่ำสุด เมื่อเทียบจากต้นทุนการผลิต (Cash cost) ปัจจุบันของผู้ผลิตแนฟทาอยู่ที่ 300 เหรียญต่อตัน โดยคาดว่าส่วนต่างจะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์จะเริ่มกลับมาอีกครั้งในช่วง 2H54 จากแนวโน้มสต๊อกที่ลดลง รวมถึงภาวะอุปทานที่มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ที่จะมีความโดดเด่นในปีหน้าได้แก่ LDPE MEG และ PX ซึ่งจะช่วยหนุนให้ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องในปี 2555
อย่างไรก็ดีคาดว่าการควบรวมจะแล้วเสร็จและ บริษัทใหม่ (PTT Global Chemical, PTTGC) จะเริ่มซื้อขายได้ตามกำหนดเวลาในช่วงครึ่งแรกเดือน ส.ค. ในมุมมอง ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสอดรับกับช่วงเวลาที่คาดว่าแนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีจะเริ่มกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ทำให้บริษัทใหม่จะมีความน่าสนใจที่มากขึ้นทั้งจาก 1) กำลังการผลิตที่สูงขึ้น และจะเป็น flagship ของ PTT ในธุรกิจปิโตรเคมีในอนาคต 2) โอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีส่วนต่างกำไรมากขึ้นแต่มีความผันผวนที่เป็นวัฏจักรลดลง 3) มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 4) แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่เป็นขาขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า
และ ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นภายหลังการควบรวม โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะอยู่ที่ 0.5 เท่า ซึ่งจะทำให้การจัดอันดับเครดิตโดยภาพรวมดูดีขึ้น มีต้นทุนทางการเงินลดต่ำลง และสามารถต่อยอดไปสู่การลงทุนเพิ่มเติมได้ในอนาคตจากโครงการ Synergy ที่อยู่ในแผนของบริษัท
ทั้งนี้ผลบวกจากการควบรวมในระยะยาวตามที่บริษัทประเมินอยู่ที่ 80.2-154.1 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่งจะเริ่มรับรู้ในปี 2556 เนื่องจากการลงทุนส่วนใหญ่จะเริ่มรับรู้ผลกำไรในปี 2556 และจะรับรู้เต็มที่ในปี 2558 เป็นต้นไป โดยใช้เงินลงทุนรวมอยู่ที่ 92 ล้านเหรียญ อย่างไรก็ตามในระยะสั้นภายหลังจากการควบรวมผลประโยชน์ดังกล่าวจะมีอย่างจำกัด
KEST แนะนำให้ ซื้อ หุ้น PTTAR และ PTTCH ราคาเหมาะสมของ PTTAR อยู่ที่ 48 บาท และ PTTCH อยู่ที่ 195 บาท เพื่อนำไปแลกเป็น PTTGC เนื่องจากแนวโน้มผลประกอบการที่โดดเด่น เราคาดว่าบริษัทใหม่จะมีกำไรเติบโต (ยังไม่หักรายการระหว่างกันและผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการควบรวม) ในช่วงปี 2553-2555 ด้วย CAGR ที่ 51.0% หากประเมินเบื้องต้นจากอัตราส่วนการแลกหุ้นที่ราคาเหมาะสมของ PTTGC หลังจากการควบรวมอยู่ที่ 95 บาท ต่อหุ้น คิดเป็น PER ในปีนี้ที่ 13.6 เท่า ถือว่าถูกกว่าเมื่อเทียบกับผู้ผลิตปิโตรเคมีอื่นในภูมิภาค โดยประเมินจากกำไรปีนี้ที่ 31,639 ล้านบาท หรือคิดเป็น กำไรประมาณ 7.0 บาทต่อหุ้น

***CGS มอง PTTAR -PTTCH น่าลงทุน เพื่อรอแลกหุ้นบริษัทใหม่***

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่กรุ๊ป (CGS) กล่าวว่า หากพิจารณาเฉพาะปัจจัยในตัวหุ้น PTTAR และ PTTCH ถือว่าน่าสนใจในการลงทุน สำหรับการนำไปแลกเป็นหุ้นบริษัทใหม่ (PTT Global Chemical, PTTGC) ที่มองว่าราคาหุ้นไม่สูงนัก ประกอบกับค่า P/E อยู่ที่เพียง 10-11 เท่า เท่านั้น ซึ่งถือว่ามีความเหมาะสมในการลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีปัจจัยที่ต้องพิจารณามากกว่านั้น ได้แก่ แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวม ซึ่งมีโอกาสอ่อนตัวลง และอาจทำให้ราคาหุ้นของทั้ง PTTAR และ PTTCH ไม่สามารถยืนอยู่ได้ และอาจจำเป็นต้องขายเพื่อลงทุนตามตลาดรวม
"เรามองปัจจัยตลาดสำคัญกว่าตัวหุ้น เพราะ 1-2 วันที่ผ่านมาหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ขึ้นเยอะ และตอนนี้ก็มีแรงขายเข้ามาเยอะ อาจทำให้ราคาหุ้นยืนไม่อยู่ ซึ่งถ้าตลาดอ่อนลงก็อาจต้องขายตามเหมือนกัน" นักวิเคราะห์ กล่าว
นอกจากนี้ มองว่าปัจจัยด้านพื้นฐานของหุ้นใหม่ภายหลังการควบรวมอาจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจมากนัก โดยประเมินว่าต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ทั้งนี้ ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ PTTAR และ PTTCH อยู่ที่ 42 บาท และ 180 บาท ตามลำดับ

***บล.โกลเบล็ก เชียร์ซื้อ PTTAR รอแลกหุ้นใหม่ ชี้ แนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง***

ด้านบทวิเคราะห์บล.โกลเบล็ก ประเมิน PTAR ว่า คาดการควบรวมกิจการระหว่าง PTTAR และ PTTCH จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนส.ค.การควบรวมกิจการระหว่าง PTTAR และ PTTCH คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และเข้าซื้อขายในนามของบริษัทใหม่ได้ในช่วงปลายเดือนส.ค.54 ส่วนหุ้นของ PTTAR และ PTTCH จะขึ้น SP ก่อนหุ้นใหม่เข้าซื้อขายประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนผลประกอบการ Q3/54 จะเป็นไตรมาสแรก สำหรับการรายงานผลประกอบการของบริษัทใหม่ซึ่งเป็นการรวมงบการเงินของ PTTAR และ PTTCH
อย่างไรก็ตามในส่วนของ PTTAR (โรงกลั่นและอะโรเมติกซ์) คาดว่ากำไรที่ออกมาชะลอตัวใน Q2/54 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีและจะปรับตัวสูงขึ้นใน Q3/54 โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของปิโตรฯเพราะคาดว่าจะได้ประโยชน์จากภาวะ Supply ตึงตัวหลังโรง PTA กำลังการผลิต 3 ล้านตันในจีนจะเริ่มผลิต ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทใหม่(PTTAR+PTTCH)ในเบื้องต้น คาดว่าจะมีกำไรสุทธิในปีนี้ประมาณ 28,000 ล้านบาท(EPS 6.23 บาท)
คงคำแนะนำ 'ซื้อ' โดยมีราคาเป้าหมายปี 54 ที่ 46.85 บาท ทั้งนี้ประเมินราคาเป้าหมายของ PTTAR บนราคาเป้าหมายของหุ้นใหม่และ Swap Ratio ที่กำหนด โดยหุ้นใหม่
คำนวณเป้าหมายด้วยวิธ๊ P/E Ratio อิง Prospective P/E ที่ 15 เท่าและ EPS ปี 54 ที่ 6.23 บาท จะได้ราคาเหมาะสมในปี 54 ที่ 93.45 บาท หรือคิดเป็นเป้าหมายของ PTTAR ตาม
Swap Ratio ที่ 1 หุ้น PTTAR แลกได้ 0.501296 หุ้นใหม่จะได้ราคาเหมาะสมที่ 46.85 บาท ดังนั้นในระยะสั้นราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงเนื่องจากถูกกดดันจากแนวโน้มผลประกอบการ Q2/54 ที่ชะลอตัวจึงเป็นโอกาสในการเข้าซื้อเพื่อแลกเป็นหุ้นใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงจากความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นจากการควบรวม


*** บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะซื้อ PTTCH ให้ราคาเป้าหมาย 195 บาท/หุ้นมองบริษัทใหม่หลังควบรวมมีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับ 4 ของตลท. ***

ขณะที่ บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส คาดว่าผลประกอบการ Q2/11 ของ PTTCH จะมีกำไรสุทธิ 5,458 ลบ. เล็กน้อย Q-Q แต่เพิ่มขึ้น +135% Y-Y สาเหตุหลักมาจากปริมาณการที่เพิ่มขึ้นทั้ง Q-Q และ Y-Y แต่ Margin Q-Q อ่อนตัวเล็กน้อยจากต้นทุนการวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่ใช้ผลิตเพิ่มขึ้น คาดว่าประกาศงบวันที่ 29 สิงหาคม 2011 1) ราคาปิโตรเคมีที่ปรับขึ้นเล็กน้อย โดยราคาเอทิลีนเฉลี่ยใน 2Q11 ปรับขึ้น +3%Q-Q และ +17%Y-Y มาอยู่ที่ 1,272 ดอลลาร์/ตัน ราคาเม็ดพลาสติก HDPE ปรับขึ้น +1%Q-Q และ +17%Y-Y มาอยู่ที่ 1,331 ดอลลาร์/ตัน และราคา MEG -7%Q-Q แต่ +13%Y-Y มาอยู่ที่ 1,160 ดอลลาร์/ตัน 2) Margin แคบลง Q-Q เล็กน้อย แม้โรงงานปิโตรเคมีของ PTTCH ใช้ก๊าซอีเทน 85%เป็นวัตถุดิบในการผลิตและมีการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 530 เป็น 540 ดอลลาร์/ตัน แต่ส่วนที่เหลือ 15% ที่ใช้ Naphtha เป็นวัถตุดิบในการผลิตราคาNaphtha ปรับขึ้นจาก 900 เป็น 1,000 ดอลลาร์/ตัน 3) อัตราการใช้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 85% จาก 78%ใน 1Q11
คงประมาณการกำไรปี 2011 เท่าเดิมที่ 2.24 หมื่นลบ. เพิ่มขึ้น 117.7% ภายใต้สมมติฐานราคาเอทิลีนปี 2011 จาก 1,200 ดอลลาร์/ตัน และ HDPE 1,400 ดอลลาร์/ตัน และ Margin ที่เพิ่มขึ้นจากโรงงานเอทิลีนใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตสูงและมี Value Chain กับโรงงานเม็ดพลาสติกใหม่ รวมทั้งยังได้สิทธิพิเศษทางภาษีจากโรงงานแห่งใหม่ด้วย
ยังแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 195 บาท/หุ้น (อิง P/E 13 เท่าในปี 2011) อย่างไรก็ดีเนื่องจาก PTTCH อยู่ระหว่างการควบรวมกับ PTTAR โดยการ SWAP หุ้น ในอัตราส่วน 1 หุ้น PTTCH ได้ประมาณ 1.98 หุ้น บริษัทใหม่ ซึ่งเทียบได้กับราคาหุ้นบริษัทใหม่อยู่ที่ 74.25 บาท/หุ้น (กรณีราคา PTTCH อยู่ที่ 147 บาท) สำหรับราคาหุ้นบริษัทใหม่ประเมินมูลค่าเบื้องต้นอยู่ที่ 98 บาท/หุ้น หรือ คิดเป็นราคาหุ้น PTTCH ที่ 194 บาท/หุ้น นอกจากนี้ธุรกิจปิโตรฯกำลังเข้าสู่ Super Cycle ในปี 2013 ทำให้กลายเป็นโอกาสของบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง PTTCH และ PTTAR ที่มีมูลค่าตลาดสูงเป็นอันดับ 4 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย